บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 526 คนป่าเทือกเขาฉางไป๋
จากนั้นตำรวจพาทุกคนไป
พวกหวังโอ้วกุ้ยไม่ได้โกหก ถึงอย่างไรก็ยังมีลูกน้องเถ้าแก่ซยงที่ยังไม่เสียติ ยังไม่เป็นบ้า เพียงแต่พวกเขาเลือกลบความประหลาดของหอกลองและวัดทิ้งไป ให้ทุกอย่างเน้นไปที่สิ่ง งที่เห็นกับตาตัวเองเป็นหลัก
ตำรวจบันทึกคำให้การทั้งสองฝ่าย จึงเข้าใจว่าทำไมเถ้าแก่ซยงถึงขึ้นเขามา
พวกเขาตรวจสอบอดีตของเถ้าแก่ซยงอีกครั้ง…
“อธิบดีครับ จัดการยังไงดี? เรื่องนี้วัดเอกดรรชนีก็แปลกมากเหมือนกัน ประสานงานให้พวกเขาไปตรวจสอบด้วยดีไหมครับ?”
“ตรวจสอบอะไร? ตอนนั้นเจ้าอาวาสฟางเจิ้งไม่อยู่บนเขา มีแค่เด็กน้อยไม่กี่ขวบ ลิง กระรอกแล้วก็หมาป่า คุณคิดว่าพวกเขาคนไหนมีของที่เป็นหลักฐานได้ หรือช่วยคุณไขข้อสงสัยได้ล่ะ?” ” อธิบดีถามกลับ
อีกฝ่ายไม่รู้จะตอบอย่างไร เด็กชายอายุน้อยเกินไป ตามกฎหมายแล้วสติปัญญายังไม่สมบูรณ์ คำพูดเอามาใช้เป็นหลักฐานที่สมบูรณ์ไม่ได้ ส่วนสัตว์พวกนั้น…กฎหมายไม่ได้บอกว่ามีอะไรเกี่ยวก กับพวกมันเลย
“แล้วเรื่องนี้…”
“ถึงจะแปลกๆ อยู่บ้าง แต่คนพวกนี้มีความผิดก็ควรรับโทษ คนแซ่ซยงนั่นมีกรรมชั่วทั้งตัว ถ้าไม่ได้จู่ๆ เป็นคนบ้าคงถูกยิงเป้าไปแล้ว แต่ตอนนี้เหรอ ทุกข์ยิ่งกว่าโดนยิงเป้าอีก ลูกน น้องพวกนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไร สิ่งที่พวกเขาทำผมเองก็ยังอยากยิงเป้าพวกเขาสักทีเลย น่าเสียดาย ในด้านกฎหมายยังไม่ถึงขั้นนั้น ไปตรวจสอบทีละคน ควรจัดการยังไงก็ทำตามนั้น ส่วนที ว่าทำไมพวกเขาเป็นแบบนี้ พวกชาวบ้านก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ? แปลก จู่ๆ ก็เป็นบ้า เดาว่าคงทำเรื่องชั่วมาเยอะเลยตกใจไปเอง” อธิบดีกล่าว
ขณะนี้เอง เสียงตะโกนร้องไห้ดังแว่วมาจากข้างนอก รวมถึงเสียงตะโกนร้องของวัวว่าจะกินนมจะกินหญ้า อธิบดีฟังจนหัวโตแล้ว เอ่ยว่า “รีบเรียกคนจากโรงพยาบาลโรคประสาทมาพาไอ้บ้าพวก นี้ไป! แม่ง ดึกดื่นต้องมาฟังพวกแกตะโกนแบบนี้อีก น่าขนลุกตาย…”
……
ในเวลาเดียวกัน กลางภูเขาใหญ่
เมื่อฟ้าส่องแสง ฟางเจิ้งลืมตาขึ้นช้าๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อากาศดี ทุกท่าน ออกเดินทางกันไหม?”
“ออกเดินทาง…” ออกเดินทางน้องแกสิ! ลุงต๋า เจ้าใบ้ และอิงจื่อสามคนด่าทอในใจเป็นเสียงเดียวกันอย่างน่าประหลาด
ทันใดนั้นเอง ฟางเจิ้งพลันกระโดดไปข้างหลัง
คนพวกนี้เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีพร้อมกัน
ต่อมาเห็นฟางเจิ้งหมุนตัวกลับวิ่งหนีไป “หมู!”
“หลวงพี่ รอเดี๋ยวก่อน แค่หมูน่ากลัวตรงไหน?” อิงจื่อร้อนใจแล้ว
ต่อมาได้ยินเสียงลุงต๋าบอก “วิ่งเร็ว! หมูป่า!”
อิงจื่อได้ยินดังนั้นจึงหันไปมอง เห็นหมูป่าตัวใหญ่หนักร้อยห้าสิบกิโลฯ สิบกว่าตัวเดินออกมาจากในป่า กีบเท้าตะกุยดิน ส่งเสียงคร่อกๆ ยกคมเขี้ยว ตั้งท่าจะโจมตีเข้ามา
อิงจื่อกับลุงต๋ามองตากันทีหนึ่ง เจ้าใบ้แบกลุงต๋าวิ่งไป
อิงจื่อรีบตามหลัง หมูป่าขยับตาม แต่ไม่รู้ว่าหมูป่าตัวใหญ่เกินไปหรือทางป่าเขาเดินลำบาก ถึงตามมาไม่ทันสักที
ทว่าเจ้าใบ้กับอิงจื่อกลับวิ่งเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ…
หมูป่าตัวหนึ่งมองหมูป่าอีกตัว “พี่ใหญ่ ทำไมพวกเราต้องฟังหลวงจีนด้วย?”
“ก็สู้เขาไม่ได้!” พี่ใหญ่หมูป่าเอ่ยด้วยความไม่ยอม ก่อนดวงตาเปล่งประกาย “แต่แกไม่คิดว่ามันน่าสนุกมากเหรอ”
“จริง!”
“แล้วจะมัวพูดไร้สาระทำไม ตามพวกมันไปสิ จิ๊ๆ…ฉันจะใช้เขี้ยวแทงก้นพวกนั้น!” จ่าฝูงหมูป่าร้องเสียงดังด้วยความตื่นเต้น
รอจนพวกเขาวิ่งไปไกลแล้ว ฟางเจิ้งในจีวรขาวถึงออกมา นั่งขัดสมาธิในแคมป์ กินอาหารเช้าพลางฟังเสียงนกร้อง ยิ้มอย่างสงบ “ชอบหลอกคนอื่นขนาดนั้น ก็รับมื้ออาหารที่อาตมามอบให้ดี ๆ แล้วกัน เล่นในภูเขาไปเถอะ…”
ทานอาหารเช้าเสร็จ ฟางเจิ้งจึงค่อยยืนขึ้นเดินออกไป เข้าสู่หมู่บ้านเอกดรรชนี ตำรวจสองนายเดินมาเอ่ยกับฟางเจิ้งว่า “เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ตอนที่ท่านไม่อยู่วัดท่านเกิดเรื่องด้วย…พวกเรา าไปคุยกันตรงนั้นเถอะ”
ตำรวจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่วัดเอกดรรชนีเมื่อคืนวานให้ฟางเจิ้งฟังฟังง่ายๆ
ขโมยระฆังกับกลอง แถมยังคิดจะเผาวัดอีก? ฟางเจิ้งได้ยินแบบนั้นก็หหมดสิ้นความอดทนกับพวกลุงต๋า ไม่สนใจอะไรแล้ว
เนื่องจากซยงเปิ่นซูที่ปัญญาอ่อนไปแล้ว คนที่รู้ว่าพวกลุงต๋าสี่คนทำผิดจึงไม่มีอีก ตำรวจเลยไม่ได้ตั้งเป้าจับพวกลุงต๋า แต่ห้าคนเข้าภูเขาไปมีเพียงฟางเจิ้งที่ออกมาคนเดียว ตำรว วจเลยต้องถาม
นอกจากเรื่องอภินิหารที่ฟางเจิ้งไม่ได้บอกแล้ว เขาไม่ได้ปิดบังอย่างอื่นเลย
“หมี ฝูงหมูป่า? ท่านดวงดีเกินไปแล้วนะครับ” ตำรวจถอนหายใจ ก่อนจะรวมคนเข้าไปตามหาคน
น่าเสียดาย พวกจางจื่อกับอิงจื่อเป็นคนค่อนข้างมีฝีมือในภูเขา แม้ลุงต๋าจะเดินไม่ได้ แต่พละกำลังของเจ้าใบ้ก็ยังน่าตกใจ แบกคนหนึ่งไว้ยังวิ่งได้เร็วมาก โดยเฉพาะตอนที่หมูป่า าฝูงหนึ่งจะใช้เคี้ยวขวิดก้น เขาจะวิ่งเร็วกว่าเดิม…
รอจนตำรวจเข้าภูเขาแล้ว พวกเขาก็วิ่งเข้าไปในส่วนลึกเทือกเขาทงเทียน หลายวันต่อมาก็เข้าไปในป่าดึกดำบรรพ์ของเทือกเขาฉางไป๋ ตำรวจเข้าไปหาไม่เจอเลยจึงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตามหา แต่ ด้วยมีป่าใหญ่ขวางไว้จึงมองไม่เห็นอะไร
หลายปีต่อมา มีคนเก็บโสมในเทือกเขาฉางไป๋พบคนป่าตรงส่วนลึกของเทือกเขาฉางไป๋ แถมยังมากันเป็นกลุ่ม มีคนป่าคนหนึ่งขาเป๋…เพียงแต่คนป่าพวกนี้จะวิ่งเร็วมาก แถมข้างหลังยังมีหมูป่าฝู งหนึ่งคอยไล่ตาม และมีคนป่าอีกคนถูกหมีวิ่งไล่…คนเก็บโสมตกใจจนไม่กล้าโผล่หน้าไป
ข่าวลือแบบนี้มีมามากขึ้นเรื่อยๆ น่าเสียดาย ตำราจเข้าภูเขาฉางไป๋หลายครั้งก็ไม่เคยเจอคนป่าพวกนี้เลย…
แต่ด้วยเหตุนี้เอง เทือกเขาฉางไป๋จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากันมาก และเป็นการเพิ่มสีสันความลึกลับไม่น้อย
จนหลายปีผ่านไป มีหลวงจีนจีวรขาวรูปหนึ่งเข้าภูเขาฉางไป๋ ถึงจะพาคนที่ร้องไห้โฮพวกนี้ออกมา พอออกมาได้ก็ไปที่สถานีตำรวจด้วยตัวเอง ร้องไห้พลางตะโกนว่าจะมอบตัว จะเข้าคุก…
ทำเอาตำรวจทำหน้าแปลกใจ แต่หลังจากตำรวจตรวจบัตรประชาชนกับอดีตของพวกเขาแล้วก็จับพวกเขาเข้าคุกอย่างไม่ลังเล…
เพียงแต่คนอื่นที่เข้าคุกไปจะเหมือนบุพการีสิ้นใจ คนพวกนี้กลับเข้าไปด้วยความตื่นเต้นดีใจประหนึ่งไปชอปปิ้งปีใหม่…ตำรวจส่วนหนึ่งที่ไม่รู้ความจริงต่างทำหน้ามึนงง ปีนี้มีคนทุกแบ บบจริงๆ
นั่นคือเรื่องราวหลังจากนี้ ตอนนี้ฟางเจิ้งนั่งดื่มชาไผ่หนาวอยู่ใต้ต้นโพธิ์ อ่านคัมภีร์อย่างสบายใจ
“อาจารย์ ท่านไม่โกรธรึ?” ลิงนั่งอยู่ข้างฟางเจิ้ง เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ฟางเจิ้งยิ้มเอ่ย “ทำไมต้องโกรธ”
“พวกเราทำให้คนมากขนาดนั้นเป็นคนปัญญาอ่อนเป็นบ้าไปนะ…” ลิงตอบ
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วรับกรรมชั่ว ทำไมต้องโทษใครด้วย จิ้งเจิน ทำไมนายถึงนั่งแบบนี้?” ฟางเจิ้งเบี่ยงประเด็นไป
ลิงเกาหัว “อาจารย์ไม่ได้นั่งท่านี้ตลอดเหรอ”
ลิงนั่งเหมือนฟางเจิ้งทุกประการ
ฟางเจิ้งส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา “จิ้งเจิน ทำไมนายต้องเลียนแบบอาจารย์ด้วย?”
“ศิษย์อยากเป็นพระอาจารย์ ไม่เลียนแบบอาจารย์จะให้เลียนแบบใคร?” ลิงถามกลับ
ฟางเจิ้งถามบ้าง “พระอาจารย์ในใจนายเป็นแบบไหน?”
“เหมือนกับหลวงจีนหงเหยียน ฉลาด ไม่แก่งแย่ง สงบและเป็นมงคลดั่งพระพุทธองค์ ไม่ก็มีอิสระเสรีเหมือนอาจารย์…” เจ้าลิงตอบ