ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 147 ผมจะเซ็นสัญญากับเธอ
ไม่ว่าบรรดาแฟนคลับใหม่หรือเก่าจะรู้สึกอย่างไร
สุดท้ายทุกคนก็ต้องกลับมาถกกันที่คุณภาพของ ‘ความลับ’ เล่มนี้ พูดคุยด้วยเหตุผลอย่างเป็นกลาง
‘อ่านจบในร้านหนังสือเลย ตอนจบไม่ได้คิดเลยว่านักเขียนรอบนี้เป็นโหวราตรีขาวหรือโหวราตรีมืด เอาแต่ร้องไห้’
‘พูดตามตรงนะ ฉันรู้สึกว่าสามีภรรยาทั้งคู่ต่างก็พยายามกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนโดยไม่พูดอะไรออกมา’
‘เป็นความอ่อนโยนที่สัมผัสได้จริงๆ และฉันขอพูดเลยว่านี่คือบทสรุปที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอ’
‘ภรรยาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะลูกสาว ส่วนสามีก็ไม่ต้องติดอยู่กับความสับสนนี้ไปตลอดชีวิต’
‘ฉันไม่ชอบภรรยาเลย เธอน่าจะพูดความจริงกันตรงๆ จะมาเสแสร้งร่ำลาไปทำไม?’
‘ตอนแรกฉันคิดว่าความลับในเรื่องนี้หมายถึงความลับระหว่างสามีกับภรรยา’
‘แต่พอถึงตอนหักมุมสุดท้ายถึงได้รู้ว่าที่แท้ภรรยาเองต่างหากที่มีความลับใหม่ขึ้นมา’
‘บางทีนี่แหละถึงจะเป็นความหมายที่แท้จริงของชื่อเรื่องความลับ สุดท้ายที่สามีร้องไห้อย่างหนักก็คงเพราะรู้แล้วว่าถึงเวลาต้องปล่อยมือแล้วละ’
‘คนที่ไม่ชอบตัวละครภรรยาส่วนใหญ่ก็เพราะเธอเลือกที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่’
‘แต่ถ้ามองจากมุมของภรรยา เธอไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาอยู่ในร่างลูกสาว แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว จะให้เธอใช้ร่างของลูกสาวใช้ชีวิตคู่กับสามีต่อไปหรือไง’
‘ตอนอ่านไปครึ่งเรื่องรู้สึกทำใจรับไม่ไหว พออ่านถึงตอนจบก็โดนบีบหัวใจจนน้ำตาไหลอีก’
‘แค่เห็นพล็อตเรื่องก็รู้เลยว่าต้องเจ็บปวดแน่นอน’
‘แต่สำหรับคนที่คิดว่าเรื่องนี้วิปริตเกินไป สุดท้ายจะพบว่าหนังสือเล่มนี้ยังคงเดินไปด้วยความอบอุ่น’
‘เพียงแค่ตีความคำว่า รัก กับ การปล่อยมือ ในมุมมองที่ต่างออกไป’
‘แหวะ!’
‘ปู่เยโหวเจ้าคนร้ายกาจ!’
การถกเถียงอย่างมีเหตุผลดำเนินไปได้ไม่นาน แฟนคลับกลุ่มใหม่บางคนก็เริ่มหัวร้อนอีกครั้ง
แต่ความรู้สึกแบบนี้มันละเอียดอ่อน คล้ายกับเวลาที่คนดูชอบละครเรื่องหนึ่งมากแต่เกลียดตัวร้ายในเรื่องเข้าไส้
เพียงแค่เปลี่ยนบริบท ในสถานการณ์นี้ตัวร้ายที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับผู้อ่านก็คือปู่เยโหว
แล้วเรื่องทั้งหมดก็กลายเป็นว่า ถึงฉันจะชอบนิยายเรื่องนี้มาก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะด่าปู่เยโหวสักสองคำเพื่อระบายอารมณ์หน่อย
สาเหตุหลักเป็นเพราะหลายคนไม่เคยอ่านผลงานยุคแรกของโหวราตรีมืด บางคนอาจเคยอ่านแค่ ‘ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ’
ซึ่งเป็นนิยายอบอุ่นเยียวยาหัวใจ เลยทำให้ตั้งตัวไม่ทันกับการหักเลี้ยวกะทันหันของปู่เยโหวครั้งนี้
อบอุ่นจนวิปริต… หักเลี้ยวแบบนี้ก็แรงเกินไปหน่อยจริงๆ
แต่ดีที่ยอดขายเป็นตัวพิสูจน์คุณภาพได้อย่างชัดเจน
สองวันถัดมา ถึงแม้หลายคนจะสาปส่งปู่เยโหวไปด้วยระหว่างอ่านนิยายเล่มนี้
แต่ยอดขายของ ‘ความลับ’ ก็ยังคงพุ่งแรงต่อเนื่องไม่หยุด วงการก็ให้คำวิจารณ์ที่ดีมากกับนิยายเล่มนี้เช่นกัน!
สื่อวรรณกรรมหลายแห่งต่างออกมาวิเคราะห์กันว่า:
‘สำหรับผลงานเรื่อง ความลับ นี้ ตัวเรื่องได้สร้างสภาวะชะงักงันในแบบฉบับของปู่เยโหวอย่างคลาสสิก’
‘เขาใช้เหล่าตัวละครคนดีมาสร้างสถานการณ์ที่อึดอัด และใช้วมุมที่ทึบๆ เหล่านั้นมาหล่อหลอมเป็นสิ่งที่คมกริบ’
—“หนังสือพิมพ์วรรณกรรม”
‘ผลงานเล่มใหม่ ‘ความลับ’ ของปู่เยโหวใช้เทคนิคแบบนักเขียนบทภาพยนตร์’
‘เปลี่ยนแนวคิดชายขอบให้กลายเป็นประเด็นกระแสหลัก อีกทั้งสถานการณ์ที่สุดโต่งกับช่องว่างของจินตนาการก็ถูกปู่เยโหวเล่าออกมาให้ดูสมจริงจนน่าตกใจเสียแทบหาช่องโหวใดๆ ไม่พบเลย’
—“หนังสือพิมพ์วาทกรรมฉินโจว”
‘สำหรับ ‘ความลับ’ สิ่งที่พระเอกต้องเผชิญไม่ใช่แค่ความลับ’
‘เพราะยามอยู่เบื้องหน้าความรัก มนุษย์อาจรู้สึกว่าตนสามารถต่อต้านโลกทั้งใบ หรือเข้าใจผิดว่าตนทำได้’
‘แต่โลกไม่เคยแยแสความลับของคุณ สุดท้ายแล้วสิ่งที่ตั้งท่าประจันหน้าคุณจริงๆ คือหัวใจของตัวคุณเอง’
—“นักเขียนนวนิยาย”
“ความลับ’ ของปู่เยโหวคือเรื่องราวการคืนชีพในร่างอื่นที่น่าเศร้าโศก’
‘เป็นนิยายที่คุณยิ่งอ่านจะยิ่งรู้สึกอึดอัดบีบคั้น แม้แต่ช่วงเวลาปล่อยวางในตอนสุดท้ายก็ยังเต็มไปด้วยความจำยอมแสนขมขื่น’
—“ข่าวนวนิยายด่วน”
ตามปกติสื่อวงการวรรณกรรมส่วนใหญ่มักจะเว้นพื้นที่ไว้ให้แค่กับนักเขียนเบอร์ใหญ่เท่านั้น
และตอนนี้ปู่เยโหวก็จัดว่าเป็นนักเขียนเบอร์ใหญ่ไปเรียบร้อย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เพราะ ‘ความลับ’ เล่มนี้เองก็มีประเด็นทางศีลธรรมตั้งแต่แกนเรื่อง
พูดง่ายๆ ก็คือหนังสือเล่มนี้มีจุดขายที่จัดจ้านมาก!
และเมื่อนักเขียนเปลี่ยนสายมาเป็นนักเขียนบทละครได้สำเร็จ สิ่งหนึ่งที่ได้เปรียบคือขายลิขสิทธิ์นิยายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
ไม่นานเจียงเฉิงก็ติดต่อหลินจือไป บอกว่ามีผู้บริหารบริษัทผลิตสื่ออยากจะซื้อสิทธิ์เรื่อง ‘ความลับ’ ทำเป็นภาพยนตร์
“ขายได้เลยครับ”
หลินจือไปไม่ได้ขาดแคลนบทละครดีๆ อยู่แล้ว
จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์ของ ‘ความลับ’
ในชาติก่อน นิยายเล่มนี้ก็เคยถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้วในญี่ปุ่น
“ราคาพี่ไปเจรจาได้เลยครับ”
“ครับ”
เจียงเฉิงเห็นว่าหลินจือไปไม่ได้สนใจเรื่องลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เท่าไร จึงพูดเสริมขึ้นว่า
“งั้นผมขายลิขสิทธิ์ ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ ไปด้วยแล้วกันนะครับ ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาติดต่อถามราคาอยู่ด้วย”
“ได้ครับ” หลินจือไปว่า “รวมถึงเรื่องสั้นที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ด้วย”
“ใครอยากซื้อก็ปล่อยไปได้เลย ยังเหลือเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องไม่ใช่เหรอครับ”
เจียงเฉิงยิ้มออกมา “ดูท่าคุนเผิงเราคงต้องตั้งฝ่ายลิขสิทธิ์ขึ้นมาโดยเฉพาะแล้วละครับ”
หลินจือไปว่า “แล้วแต่พี่จัดการแล้วกันครับ”
เจียงเฉิงส่งเสียงรับคำ จากนั้นก็เริ่มพูดถึงเรื่องของจี๋เฟิงมีเดีย
“เว็บไซต์วิดีโอของจี๋เฟิงมีเดีย ตกลงจะขายให้เราในราคาที่ถูกกว่าปกติ”
“แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ จี๋เฟิงมีเดียอยากถือหุ้นไวยี่สิบเปอร์เซ็นต์ครับ”
ไม่ขายขาด? หลินจือไปถึงกับหลุดยิ้มอย่างพูดไม่ออก
เขาเข้าใจดีว่าจี๋เฟิงมีเดียอยากจะเกาะคุนเผิง แต่ถ้าในอนาคตเว็บไซต์วิดีโอประสบความสำเร็จในรูปแบบเน็ตฟลิกซ์
กำไรที่ได้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน แล้วจะให้ส่วนแบ่งกำไรกับอีกฝ่ายถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยเหรอ?
“เจรจาต่อไปครับ”
หลินจือไปพูดตรงๆ ว่า ในวงการมีเว็บไซต์วิดีโอมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นเว็บของจี๋เฟิงเท่านั้น
เพียงแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเว็บไซต์นี้จะเหมาะสมที่สุด ถ้าเงื่อนไขยังเจรจาไม่ลงตัวจริงๆ
เขาก็จะพิจารณาซื้อเว็บไซต์อื่นแทน
อย่างไรเขาก็ไม่รีบร้อน เพราะขนาดอุตสาหกรรมของคุนเผิงในตอนนี้ยังเล็กเกินกว่าจะแบกรับการเติบโตของโมเดลแบบเน็ตฟลิกซ์ได้
ต่อให้ซื้อสำเร็จ อย่างไรช่วงแรกก็ต้องขาดทุนแน่นอน
วันที่ 30 เดือนสิงหาคม หลินจือไปใกล้จะเปิดเทอมปีสองแล้ว
จึงเตรียมย้ายไปอยู่บ้านเมฆวารีที่พี่ชายได้จัดเตรียมไว้ให้ล่วงหน้า
วันนี้หลินซีไม่มีธุระอะไร จึงพูดขึ้นว่า “พี่จะไปส่งนายเอง”
“ได้เลย” หลินจือไปกล่าวลาพ่อกับแม่ จากนั้นก็นั่งรถของหลินซีไป
ระหว่างทางไปบ้านเมฆวารี หลินซีเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวเฮย นายยังจำหานเยว่ซวงได้ไหม?”
หลินจือไปตอบว่า “อืม มีอะไรเหรอ?”
หานเยว่ซวงเข้าร่วมรายการ ‘I Am a Singer’ จนทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
และทำได้ดีมากตลอดการแข่งขัน หลินจือไปก็ติดตามรายการมาตลอด
จึงได้เห็นฟอร์มของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เรียกได้ว่ารู้สึกชื่นชมไม่น้อย
“เธอเป็นนักร้องสังกัดบริษัทบันเทิงแห่งหนึ่งในฉินโจว ตอนนี้สัญญาใกล้จะหมดแล้ว”
หลินซีกล่าวว่า “พี่อยากดึงตัวเธอมาเซ็นสัญญากับทีมสิบของเรา แต่น่าเซินกับเทียนกวงก็อยากได้เธอเหมือนกัน!”
หลินจือไปเลิกคิ้วเล็กน้อย สามค่ายใหญ่แย่งตัวหานเยว่ซวง?
น่าสนใจดี แต่ถ้าดูจากศักยภาพที่หานเยว่ซวงแสดงออกมา รวมกับความสามารถบนเวทีและภาพลักษณ์ส่วนตัวของเธอแล้ว
การที่สามค่ายใหญ่แย่งตัวเธอก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
“ถ้าสัญญาหมด… เธอไม่คิดจะต่อสัญญากับบริษัทที่ฉินโจวเหรอครับ?”
หลินจือไปพึมพำอย่างครุ่นคิด
“ไม่ละ” ดูเหมือนหลินซีจะสืบหาข้อมูลมาแล้ว
“หานเยว่ซวงโด่งดังไปทั่วฉินโจวจากรายการ I Am a Singer ทำให้มูลค่าทางการตลาดของเธอพุ่งสูงขึ้นมาก”
“แต่ในวงการนี้คนยิ่งดังเรื่องก็ยิ่งเยอะ ผ่านความทุกขยากด้วยกันนั้นง่าย แต่แบ่งความรุ่งเรืองด้วยกันนั้นยาก”
“ช่วงนี้เธอมีปัญหาขัดแย้งกับทั้งต้นสังกัดและผู้จัดการส่วนตัว ดูท่าคงไม่มีทางต่อสัญญาแล้วละ”
“ตอนนี้เธอกลายเป็นของล้ำค่าที่น่าหมายปองที่สุดในวงการเพลงฉินโจว จนแทบทุกบริษัทที่มีคุณสมบัติเพียงพอ ต่างก็เข้าร่วมการแย่งชิงตัวเธอกันทั้งนั้น”
“ทางบริษัทก็มีการประเมินภายในไว้แล้วเหมือนกัน ในอนาคตหานเยว่ซวงสามารถเติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในนักร้องหญิงแถวหน้าที่โดดเด่นที่สุดได้อย่างแน่นอน”
“ถ้าเจอกับนักแต่งเพลงเก่งๆ มาช่วยปั้นให้ ถึงขั้นก้าวไปเป็นราชินีเพลงก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ศักยภาพขนาดนี้แหละที่มีค่ามากพอให้แต่ละฝ่ายยอมแย่งตัวกันหัวแตกเลย”
ผู้หญิงที่มีโอกาสจะกลายเป็นราชินีเพลงในอนาคต… หลินจือไปหรี่ตาลงเล็กน้อย
“เธอมีแนวโน้มส่วนตัวที่ชัดเจนบ้างไหมครับ?”
หลินซีกล่าวว่า “ตอนนี้หานเยว่ซวงติดต่อกับทั้งสามค่ายอยู่ แต่พี่รู้สึกว่าเธอค่อนข้างมีความรู้สึกที่ดีต่อเสินฮว่านะ”
“ยังไงเธอก็ดังขึ้นมาได้จากการเข้าร่วมรายการของเสินฮว่า ถ้าไม่มี I Am a Singer คนข้างนอกก็คงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือใคร”
หลินจือไปยิ้ม “งั้นโอกาสของพี่ก็น่าจะสูงนะ”
หลินซีถอนหายใจ “นายลืมหรือเปล่าว่าเสินฮว่าเรามีสิบทีมนะ ทุกทีมรวมถึงพี่ต่างก็กำลังพยายามติดต่อเธออยู่เหมือนกัน”
“เพราะงั้นต่อให้เธอเลือกเสินฮว่าจริงๆ โอกาสที่เธอจะเข้ามาอยู่ในทีมของพี่ก็มีแค่หนึ่งในสิบเท่านั้นเอง เว้นแต่ว่า…”
“เว้นแต่ว่า…” หลินจือไปพูดต่อแทนหลินซี “พี่ต้องเสนอเงื่อนไขที่ไม่มีใครให้ได้”
หลินซีหัวเราะ “เสี่ยวเฮยเข้าใจพี่จริงๆ และเงื่อนไขที่ได้เปรียบที่สุดของทีมพี่ก็คืออาจารย์ไปตี้ของเราไงละ”
ว่าแล้วเชียว ที่แท้กะจะใช้เขาเป็นข้อได้เปรียบสินะ มินาวันนี้ถึงอาสามาส่งเขาถึงบ้านเมฆวารี
หลินจือไปกล่าวทันที “ตอนนี้ผมยังไม่มีเพลงที่เหมาะกับเธอ อนาคตอาจจะเขียนขึ้นมาได้ แต่เรื่องแบบนี้รับประกันอะไรไม่ได้หรอก”
หลินซีเองก็เหมือนไม่ได้คาดหวังมากนัก
“พี่แค่หวังอย่าให้หานเยว่ซวงไปอยู่ทีมของหลินหลิวก็พอ ที่เหลืออะไรก็คุยกันได้ทั้งนั้น”
หลินจือไปกล่าวเสียงเรียบ “ภาพลักษณ์ของหลินหลิวเสียไปแล้ว หานเยว่ซวงจะไปอยู่กับเธอได้ยังไง?”
หลินซีเบะปากเล็กน้อย “นายอาจยังไม่รู้สินะว่า ในทีมของหลินหลิวน่ะ มีพ่อเพลงระดับตำนานอย่าง เวยเซียนเฉียง อยู่”
“ต่อให้ภาพลักษณ์เธอฉาวโฉ่ขนาดไหน พ่อเพลงนั้นก็หอมอยู่ดี สำหรับนักร้องแล้วมันคือแรงดึงดูดที่ยากจะต้านทานจริงๆ”
“เวยเซียนเฉียง…”
หลินจือไปขมวดคิ้วเล็กน้อย คนคนนี้คือหนึ่งในสามพ่อเพลงระดับสูงของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์
เหมือนทั้งปีแทบจะไม่โผล่มาทำงานที่บริษัทเลยด้วยซ้ำ
“สบายใจได้” หลินซีคิดว่าหลินจือไปเริ่มกังวลเลยรีบอธิบายว่า
“พ่อเพลงระดับเวยเซียนเฉียงแม้จะอยู่ในทีมของหลินหลิว แต่หลินหลิวไม่มีทางสั่งเขาได้หรอก”
“พ่อเพลงระดับนี้มีความสัมพันธ์กับบริษัทแบบเท่าเทียมกันเลยละ!”
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินซีอมยิ้มพลางกล่าวว่า
“เธอคงไม่กล้าไปให้คำสัญญากับหานเยว่ซวงแทนเวยเซียนเฉียงหรอก แถมคู่แข่งในครั้งนี้ก็มีเยอะมาก”
“วงการเพลงฉินโจวทั้งหมดต่างก็ให้ความสนใจหานเยว่ซวง ต่อให้หลินหลิวจะมีจุดแข็งบ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะได้เปรียบมากนักหรอก ค่ายอื่นก็ใช่ว่าจะไม่มีพ่อเพลงเหมือนกัน”
“อื้ม”
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน รถก็ขับมาถึงบ้านเมฆวารีแล้ว
หลินซีไม่ได้คิดจะเข้าไปนั่งด้านใน บอกว่าทางบริษัทยังมีธุระอีก
หลังจากมองส่งพี่สาวจากไป จู่ๆ หลินจือไปก็หยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาเจียงเฉิง
“มีเรื่องจะให้พี่ไปจัดการหน่อยครับ”
“ว่ามาเลยครับเจ้านาย”
“แผนกเพลงของคุนเผิงมีฉูฉือแค่คนเดียว จะเปลืองทรัพยากรเกินไปหรือเปล่าครับ?”
“พี่ติดต่อหานเยว่ซวงในนามตัวแทนคุนเผิงให้หน่อยสิ”
หลินจือไปกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผมจะเซ็นสัญญากับเธอ”