มรดกมารสวรรค์ - บทที่49 ค้างคืน
ประตูนั้นค่อย ๆ เปิดออก ลั่วเหอกำหมัดแน่น เพ่งมองไปยังประตู ร่างกายเริ่มรวบรวมพลังปราณ เขาแตะที่หน้าผากและตั้งดัชนีสองนิ้วเตรียมพร้อม
แต่ก่อนที่ประตูจะเปิดเต็ม เสียงย่ำพื้นอีกจังหวะดังขึ้นอีกครั้ง สิ่งนั้นคือเสี่ยวเฮย ที่วิ่งพุ่งไปหาคนผู้หนึ่ง มันร้องออดอ้อน เสียงดังไปทั่วห้อง
ลั่วเหอมองเห็นรูปร่างไม่ชัด เพราะมีเพียงช่องแคบที่ประตูเปิดออกเมื่อครู่ แม้ไม่เห็นทั้งตัว แต่เขากลับไม่สามารถสัมผัสรัศมีพลังของอีกฝ่ายได้เลย ทั้งที่ยังรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวอยู่ชัดเจน ราวกับเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเซียน
ลั่วเหอคิดในใจ
“สำนักเซียนจะมีคนธรรมดาได้เช่นไร… ต้องปิดบังตบะเป็นแน่ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาต้องรู้สึกถึงข้าแล้ว!”
คนผู้นั้นเหลือบตามองไปที่ตู้ ก่อนตั้งดัชนีสองนิ้วชี้ไปยังเสี่ยวเฮย ส่งพลังปราณบางส่วนเข้าไป
ทันใดนั้น ร่างของมันเริ่มขยายใหญ่ จากแมวขนดำกลายเป็นหมาป่าขนดำขนาดมหึมา คำรามกึกก้อง
คนผู้นั้นใช้พลังปราณเปิดตู้ทันที ลั่วเหอพุ่งตัวออกมากลิ้งหลบไปด้านซ้าย
จากนั้นเขากระทืบพื้น ปลดปล่อยวิชา (ทำนองคลื่นพยัคฆ์) คลื่นพลังปราณสีทองซัดเข้าใส่ร่างเสี่ยวเฮยในร่างหมาป่า แต่กลับเพียงแค่พัดขนของมันให้ปลิวเท่านั้น
ลั่วเหอรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เขาไม่อาจโคจรลมปราณได้เต็มขีดในสถานที่แห่งนี้ ช่างผิดปกติยิ่งนัก
เขาพยายามหลบหนี แต่คนผู้นั้นได้วางยันต์ผนึกไว้ที่ประตูแล้ว
ลั่วเหอมองชายชราตรงหน้าอย่างชัดเจน เป็นชายอายุราวหกสิบปี สวมเสื้อขาวผ้าคลุมสีเขียวงดงาม ด้านหลังแบกกระดองเต่าสีดำขนาดใหญ่เกินตัว ผมยาวสีขาวปนเขียว ดวงตาคมกดดัน
ชายชราเดินเข้ามาใกล้ แล้ววางมือบนไหล่ของลั่วเหอ จ้องมองเขาอย่างนิ่งสงบแต่กดดันอย่างยิ่ง
(เซียนเต่าเขียว – ระดับก่อกำเนิดขั้นปลาย)
ลั่วเหอทำได้เพียงคำนับทันที
“ขออภัยท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยเพิ่งฟื้นขึ้นมาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว จึงตกใจและซ่อนตัว”
ลั่วเหอคิดในใจ
“ทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว ต้องสร้างความไว้วางใจก่อน… แต่คนผู้นี้อยู่ระดับใดกัน ถึงถ่ายทอดพลังเปลี่ยนแมวเป็นหมาป่าได้”
แรงกดดันแผ่ออกมา ทำให้ลั่วเหอล้มลงกับพื้น เสี่ยวเฮยกลับคืนร่างแมวตามเดิม เซียนเต่าเขียวมองสำรวจใบหน้าลั่วเหอไปมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ศิษย์ข้าบ้าผู้ชายตั้งแต่เมื่อใด… ใบหน้าเจ้าดีจริง แต่ขอบตาดำแล้ว ควรพักผ่อนบ้าง ศิษย์ข้าคงชอบเจ้าถึงขนาดพากลับมาเอง”
เขาหยิบขวดยาออกมา
“เอายาคงโฉมไป ใบหน้าจะได้งดงามเช่นนี้ต่อไป”
ลั่วเหอมึนงงเล็กน้อย และเริ่มปะติดปะต่อสถานการณ์—เขาถูกศิษย์ของชายชราผู้นี้พาตัวมา
เสียงของหลิวหรงหรงดังขึ้นข้างหู
“หลบออกจากประตู ถ้าเจ้าไม่อยากพิการ”
ลั่วเหอรีบลุกขึ้น วิ่งไปกลางห้อง เสี่ยวเฮยและเซียนเต่าเขียวหันมามองพร้อมกัน
ลั่วเหอตั้งดัชนีสองนิ้ว สร้างม่านปราณบาง ๆ ป้องกันรอบตัว
ทั้งสองยังไม่ทันตอบสนอง กลับเกิดดอกบัวพลังสีชมพูผุดขึ้นที่ประตู มันก่อตัวเป็นค่ายกลกักขัง ก่อนเกิดการปะทะและระเบิดพลังทำลายยันต์ผนึกจนสิ้น
คลื่นระเบิดซัดทุกคนกระเด็นออกไป
ลั่วเหอยังพอประคองตัวได้ แต่ก็ได้รับแรงกระแทกไม่น้อย
“ท่านอาจารย์ เหตุใดมีความคิดเพ้อเจ้อเช่นนี้… ข้าไม่ได้ชอบเขาเสียหน่อย!”
หลิวหรงหรงสะบัดแขนเสื้อ กลุ่มควันสลายหายไป เผยสภาพภายในห้อง นางเดินเข้ามา พบลั่วเหอและเห็นอาจารย์ของตนกับเสี่ยวเฮยนอนสลบอยู่ด้านหลัง
นางส่ายหัวเล็กน้อย
ส่วนลั่วเหอที่สภาพไม่สมบูรณ์ พยายามฝืนเดินลมปราณในพื้นที่ที่ถูกกดทับ ก่อนกระอักเลือดและสลบลงทันที
หลิวหรงหรงก้าวเพียงครั้งเดียวก็ถึงตัวเขา รับร่างไว้ได้ทัน
นางส่ายหัวอีกครั้ง แล้วใช้พลังปราณยกเสี่ยวเฮยไปไว้นอกห้อง โยนอาจารย์ออกไปเช่นกัน ก่อนวางลั่วเหอลงบนเตียงแทน
……….
5 ชั่วยามต่อมา
เรือนเซียนโอสถ
ลั่วเหอฟื้นขึ้นมา กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นลอยอยู่ในอากาศ เขารู้สึกแปลก—ร่างกายเบาสบาย ไอแค้นในตัวหายไปเกือบหมด
เขาแตะถุงมิติ หยิบหมวกขึ้นมาสวม แล้วเดินออกไป
ด้านนอก เขาเห็นหลิวหรงหรงกำลังต้มซุปเนื้อผสมสมุนไพร
เซียนเต่าเขียวกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ใกล้ ๆ ข้างเก้าอี้มีเสี่ยวเฮยนอนหลับอยู่
ลั่วเหอคำนับนาง
“ข้าน้อยลั่วเหอ ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ”
หลิวหรงหรงหันมา สีหน้านิ่งเฉยก่อนพยักหน้า แล้วตักซุปยื่นให้
“ข้าหลิวหรงหรง เจ้าไม่ต้องเกรงใจ”
ลั่วเหอยังคงงงเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่สลบไป
แท้จริงแล้ว ตอนเขาหลับ หลิวหรงหรงได้ทดลองยาหลายชนิดกับร่างเขา และใช้เขาเป็นตัวรองรับยาบำรุงโดยตรง ก่อนจะปรับสภาพร่างกายให้คงที่
ลั่วเหอสั่นเล็กน้อย แต่เลือกไม่ถามต่อ
เขารับซุปแล้วกล่าว
“ขอบคุณท่านมาก แต่ข้าคงต้องไปแล้ว”
เซียนเต่าเขียวลุกขึ้นทันที
“พักที่นี่สักคืนเถอะ ห้องข้ายังมีเตียงว่าง”
ลั่วเหอคำนับ
“แต่ข้าน้อยรบกวนพวกท่านมากแล้ว หากอยู่ต่อคงไม่เหมาะ”
เซียนเต่าเขียวหัวเราะ
“ฮ่า ๆ ไม่ต้องเกรงใจ กลางคืนของสำนักเทพฮวาอันตรายยิ่ง ค่ายกลลับสำนักทำงานตลอด ตอนกลางวันเข้าออกได้ แต่กลางคืนออกไม่ได้”