ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 47 อับอายขายหน้า
ตอนที่ 47 อับอายขายหน้า
น้ำเสียงหลูซื่อจริงใจกระตือรือร้น สายตาอ้อนวอน
เซี่ยหนิวซานรักหลูซื่อ
เขาแต่งภรรยามาแล้วสามคน คนแรกนั้น…
มันคือความรักอันล้ำลึกที่อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่ก็ดุดันหยาบคายอย่างผู้ชายแท้ๆ คนหนึ่ง ยามที่เขาอยู่ต่อหน้าเผิงซื่อ เขาก็เป็นเพียงแค่น้องชายโง่ๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนคนที่สองหลินซื่อ…แม้ว่านางจะอ่อนโยนน่ารัก แต่ก็ไม่ได้ติดตามเขาด้วยใจจริง ซ้ำนางยังไม่ชอบยิ้มหัวเราะอีกด้วย แม้ว่าเขาจะเด็ดดาวหรือเดือนมาให้ นางก็ไม่ได้สนใจเขา จนคลอดลูกแล้วนางก็จากไป
ภายหลังเมื่อเขาได้เป็นขุนนาง
ครอบครัวจะขาดแม่บ้านไปไม่ได้
ขุนนางขั้นสี่คิดจะแต่งภรรยาลูกสาวครอบครัวขุนนางสักคนไม่ใช่เรื่องยาก มองหาบ้านที่มีตำแหน่งเล็กๆ หน่อยก็ได้แล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะได้แต่งกับสาวรุ่นที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ก็เป็นได้
แต่ตอนนั้นเขาเพิ่งเปลี่ยนจากโจรมาเป็นขุนนาง จะมีใครที่ไหนรับได้
ใครๆ ต่างก็คิดว่าเขาคงเป็นขุนนางอยู่ได้ไม่นานหรอก!
พ่วงด้วยชื่อเสียงที่เขาสังหารคนเถื่อนอย่างเหี้ยมโหด และลูกๆ ที่ก็มีชื่อเสียงไม่เบาเช่นกันของเขา จึงไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมกับเขานัก
ดูตัวมาตั้งกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จผล
เขาโมโหมากและไม่คิดหาภรรยาจากครอบครัวขุนนางแล้ว เขามุ่งความสนใจไปที่ตระกูลหลูแทน ตอนนั้นหลังจากที่หลูซื่อแต่งงานแล้วก็คลอดลูกสาวออกมาคนหนึ่ง ต่อมาทำอย่างไรนางก็ไม่สามารถมีลูกชายได้ ทำเอาเป็นเรื่องใหญ่โต จนสองครอบครัวต้องแตกหักกันไป
ครอบครัวตระกูลหลูเป็นพ่อค้า เงินทองไม่ขาดมือ เลี้ยงดูลูกสาวคนหนึ่งก็ไม่ได้ลำบากอะไร หลูซื่อกลับไปอยู่บ้านเดิมนางก็อยู่ในระเบียบเคร่งครัด
เขาเองก็เคยหาโอกาสไปดูนางมาแล้ว
ตอนนั้นหลูซื่ออายุยังไม่ถึงสามสิบปี นางยังนับว่าน่ารักมีเสน่ห์ ยามพูดจามีความไพเราะอ่อนหวาน เขามองแวบเดียวก็ถูกใจ!
ส่วนเรื่องที่จะมีลูกชายให้เขาได้หรือไม่นั้น เขาไม่สนใจ ถึงอย่างไรเขาก็มีลูกชายงี่เง่าสองคนนี่อยู่แล้ว
หลูซื่ออยู่กับเขา เขาย่อมต้องปฏิบัติต่อนางอย่างดี
ตอนนี้…
ช่วงหลายปีมานี้นางก็ไม่เคยร้องขออะไรที่เกินเลย
“เด็กผู้หญิงแขวนชื่อไว้ในลำดับวงศ์ตระกูลไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โตหรอก…” เซี่ยหนิวซานเอ่ยปาก
เขายังพูดไม่ทันจบ เซี่ยผิงกั่งคีบเนื้อที่เขาฉกมาได้วางลงในชามของเซี่ยเฉียว จากนั้นก็แค่นเสียงเอ่ย “เห็นชัดๆ หรือยังว่าเป็นเนื้ออะไร ท่านยังจะกินลงไปอีกหรือ”
เซี่ยหนิวซานชะงักไป “เนื้อกวาง! ทำไม ข้ากินไม่ได้หรือ!”
“เนื้อแค่ไม่กี่ชิ้นนี่ น้องหญิงใหญ่อยู่แต่ในวัดมาตลอด ต้องได้กินแต่น้ำแกงใสเป็นน้ำแน่ ท่านไม่คิดจะบำรุงนางหน่อยหรือ!” ถ้าเขาไม่เห็นว่าเซี่ยหนิวซานเป็นพ่อของเขา เขาก็คงอยากจะลงมือไปแล้ว
แขวนชื่อไว้ในลำดับวงศ์ตระกูลใช่ว่าไม่ได้
แต่ต้องรอดูไปก่อน
หากตระกูลเซี่ยไม่มีลูกผู้หญิง จะแขวนชื่อเลยก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ความจริงคือมีอยู่แล้วสองคน
ถ้าเผื่อนังหนูคนนอกนี่ทำอะไรไม่ดีไม่งาม คนที่จะได้รับผลเสียก็คือน้องสาวของเขา
เซี่ยหนิวซานไม่ได้คิดอะไรมาก เขามองดูเซี่ยเฉียวเคี้ยวเนื้อกวางชิ้นนั้นตาปริบๆ
เซี่ยเฉียวสนใจแต่เรื่องกินข้าว ไม่สนใจเรื่องอื่นใด
พ่อของนางเอ็นดูลูกของภรรยาอยากจะรับเป็นลูก นางก็ไม่ได้สนใจ และไม่มีความจำเป็นให้สนใจด้วย
หลายปีมานี้แม้นางจะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของบ้านตระกูลเซี่ยมาตลอด แต่เรื่องเดียวที่นางมีส่วนร่วมจริงๆ เกี่ยวกับอนาคตของตระกูลเซี่ยก็คือ ตอนที่นางให้เซี่ยหนิวซานไปจัดการกับคนเถื่อนเพื่อตำแหน่งขุนนาง มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้น
หลูซื่อเห็นเซี่ยผิงกั่งเอ่ยปากก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้ จึงลองโยนหินถามทาง “เรื่องนี้รีบจัดการเสียน่าจะดีกว่า เย่ว์เอ๋อร์เองก็โตแล้ว ไปสำนักศึกษาเร็วขึ้นหน่อยก็ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเอง”
“จะเข้าสำนักศึกษาของราชสำนักน่าจะยาก สำนักศึกษาอีกสองแห่งใช้เงินไม่เยอะเท่านี้ น้องหญิงเผยก็นับว่าเป็นญาติของครอบครัวเรา อาศัยความสัมพันธ์นี้ ห้าพันตำลึงก็น่าจะเพียงพอแล้ว” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยขึ้น
เผยหว่านเย่ว์เสียใจจนกินข้าวไม่ลงแล้ว
เซี่ยเฉียวจะได้ไปเรียนที่สำนักศึกษาของราชสำนัก ส่วนนางได้ไปสำนักศึกษาทั่วไป?
ช่างต่างกันมากมายอะไรเช่นนี้!
แต่ตอนนี้นางอาศัยอยู่ในบ้านผู้อื่น นางจะพูดอะไรได้
ในใจปวดร้าว
“น้องหญิงใหญ่ เจ้าอยู่แต่ในวัดคงไม่ได้เรียนอะไรมาเท่าไร ไม่ต้องไปสอบจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้าคนอื่นเขา เดี๋ยวให้ท่านพ่อไปหาผู้ดูแล จ่ายเงินเขาแล้วยัดเงินให้เจ้าเข้าเรียนไปเสีย” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยขึ้นอีก