ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 108 เยี่ยมเยือนสกุลจาง
บทที่ 108 เยี่ยมเยือนสกุลจาง
ระหว่างทาง เย่อวี๋หรานบอกกล่าวความคิดของตนเองให้จูซานฟังอีกครั้ง
“ตกลง ท่านแม่ งั้นก็ทำตามที่ท่านว่า” จูซานกล่าว
“เจ้าไม่มีความเห็นอะไรเลยหรือ?”
“เรื่องแบบนี้ ข้ายังจะมีความเห็นอะไร?” จูซานก้มหน้าพูดว่า “ตอนนี้ข้าแค่รู้สึกว่าขายหน้ายิ่งนัก”
เย่อวี๋หรานถอนใจพลางลูบไหล่เขาเบา ๆ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอยู่ข้าง ๆ เจ้า”
“ท่านแม่ ขอบคุณขอรับ”
“ข้าเป็นแม่เจ้า ไม่ช่วยเจ้าแล้วจะช่วยใคร?”
สองแม่ลูกสนทนากันไปตลอดทาง ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านสกุลจาง
ทัศนียภาพเขียวครึ้มปรากฏขึ้นในคลองจักษุ ต้นไม้รายล้อมสองฟากฝั่งของทางสายน้อย สามารถมองเห็นฉากการเก็บเกี่ยวได้จากไกล ๆ
“ท่านแม่ มีคนใช้ฟางโต่วกันด้วย” จูซานตาดี พริบตาเดียวก็มองเห็นฟางโต่วที่มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมในที่นาผืนหนึ่ง พลางหัวเราะชอบใจ
“ของสิ่งนี้มีประโยชน์ รอจนพวกเราเก็บเงินกันได้แล้ว ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าค่อยให้ช่างไม้ทำฟางโต่วดี ๆ ไว้สักอัน ใช้งานง่ายกว่าใช้ไม้ปูเตียงประกอบเอาเสียอีก ทั้งยังสามารถเก็บไว้ใช้ได้หลายปี” เย่อวี๋หรานคำนวณไว้นานแล้ว นอกจากเงินค่ายาของเจ้าเจ็ดที่ต้องใช้เป็นระยะ ที่จริงค่าใช้จ่ายในเรือนก็ไม่ได้มากอะไรเลย
ของกินของใช้ในเรือนล้วนมีครบ มีเพียงของประเภทเกลือและน้ำมันที่จำเป็นต้องซื้อ แต่ว่าเงินเล็กน้อยส่วนนี้ หลี่ซื่อขายน้ำเชื่อมผลไม้และน้ำพริกใส่เนื้อสามารถหาเงินมาชดเชยได้สบาย
ผนวกกับช่วงนี้ในเรือนกำลังขายปลาก็นับเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง
ขอเพียงประหยัดสักหน่อย ผ่านฤดูหนาวไปแล้ว ก็น่าจะสามารถต่อฟางโต่วสักอันเอาไว้สำหรับใช้งานได้
“อื้ม!” เมื่อคิดว่าที่เรือนจะได้มีฟางโต่วสวย ๆ ไว้ใช้งาน จูซานก็เบิกบานใจแล้ว
เขาเคยเห็นฟางโต่วจากในเรือนของเจ้าหน้าที่ทางการมาก่อน ใช้งานได้ดีกว่าฟางโต่วที่ประกอบขึ้นจากไม้ปูเตียงในเรือนพวกเขาเสียอีก ทั้งแข็งแรงทนทานและยังสามารถนำมาใส่สิ่งของได้อีกด้วย
หน้าหมู่บ้าน เย่อวี๋หรานกับจูซานพบกับเด็กกลุ่มหนึ่ง
หนึ่งในนั้นจูซานเคยเจอมาก่อน เป็นลูกชายของพี่ชายคนโตของจางเยียนชื่อว่า จางโก่วไฉ
“โก่วไฉ…” จูซานร้องเรียก
“โก่วไฉ มีคนเรียกเจ้าแน่ะ” คนข้าง ๆ ผลักจางโก่วไฉที่กำลังเล่นอย่างสนุกสนาน
จางโก่วไฉใช้มือปาดน้ำมูก เขาจำจูซานได้จึงทักทายว่า ‘อาเขย’ แล้ววิ่งเข้ามาหา
จูซานให้เขานำทางไปที่เรือน
จางโก่วไฉกำลังเล่นเสียเพลิน ไม่ค่อยเต็มใจไป แต่เมื่อถูกจูซานลากไปก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เดินกลับเรือนไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เย่อวี๋หรานทราบว่าทางนี้มีเด็กจึงเตรียมการเอาไว้แล้ว
รอจนพ้นเด็กกลุ่มนั้นมาจึงเปิดตะกร้าออก หยิบแท่งไม้เล็ก ๆ ที่มีหัวแบนออกมาจิ้มลงไปในโถใบเล็กที่ใส่น้ำเชื่อมผลไม้เอาไว้แล้วส่งให้เขา “ชิมดูสิ นี่คือน้ำเชื่อมผลไม้จากบ้านข้า”
ถือว่าเอาใจเด็กหน่อยก็แล้วกัน
“น้ำเชื่อมผลไม้?” ดวงตาของจางโก่วไฉเป็นประกาย ทั้งไม่กล่าวขอบคุณ รีบเอายัดใส่ปากทันที จากนั้นพูดเสียงอู้อี้ “อร่อย ท่านย่าจู อร่อย…”
“อร่อยใช่ไหมเล่า? นี่เป็นสูตรลับของบ้านข้าเลยนะ” เย่อวี๋หรานอาศัยตอนที่ยังไม่ถึงเรือนสกุลจู ถามกับเด็กน้อยด้วยท่าทางยิ้มแย้มว่า “โก่วไฉ อาหญิงสี่ของเจ้าอยู่เรือนหรือไม่?”
จางเยียนเป็นลูกสาวคนที่สี่ของครอบครัวสกุลจาง มีพี่ชายสองคนและพี่สาวหนึ่งคน
“ไม่อยู่นี่นา ไม่ได้อยู่บ้านท่านหรอกหรือ?” จางโก่วไฉพูดออกมาโดยไม่ระวังเลยแม้แต่น้อย
จิตใจของเย่อวี๋หรานและจูซานพลันเยือกเย็นลง
จางเยียนอยู่เรือนพวกเขาหรือไม่ พวกเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
ก็เพราะคนไม่อยู่ พวกเขาจึงได้มารับคน แต่จางโก่วไฉกลับบอกว่านางไม่อยู่เรือน? ลูกสะใภ้ที่กลับบ้านมารดาแต่ไม่อยู่บ้านมารดาแล้วจะไปที่ไหนได้?
“ท่านย่า ท่านย่า อาเขยสี่กับท่านย่าจูมาเยี่ยมขอรับ!” จางโก่วไฉเพิ่งถึงหน้าเรือนก็ร้องเข้าไปถึงท้ายเรือนเลยทีเดียว
เขาอยากให้ท่านย่าจางออกมารับตะกร้าจากเย่อวี๋หรานไว ๆ เขาจะได้อาศัยช่วงที่พี่น้องหลายคนไม่อยู่ไปแอบกินน้ำเชื่อมผลไม้ในห้องครัว
แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว
น้ำเชื่อมผลไม้นั้นอร่อยเหมือนที่พวกสหายบอกเขาไว้จริง ๆ ด้วย
ภายในเรือน ท่านย่าจางกับสะใภ้ใหญ่กำลังนวดข้าวกันอยู่ท้ายเรือน ครั้นได้ยินเสียงร้องนั้นก็ตกใจกันจนขวัญหนี
“ทำไมสามีของเยียนเอ๋อร์ถึงมาเสียได้?!”
ท่านย่าจางลุกขึ้นแล้วออกไปต้อนรับคนที่หน้าเรือนกับสะใภ้ใหญ่
เย่อวี๋หรานยืนอยู่ในลานเรือนพลางสำรวจไปทั่วบริเวณอย่างเงียบ ๆ
ว่ากันตามตรงแล้ว เรือนสกุลจางไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าเรือนพวกเขา แต่ว่าสมาชิกครอบครัวสกุลจางก็มีไม่มากเช่นกัน ประกอบกับพี่น้องของจางเยียนก็มีกันอยู่ห้าคนเท่านั้น ห้องปีกสองฝั่ง ฝั่งละสองห้อง เพียงพอให้พวกเขาพี่น้องอาศัยอยู่กันได้
ไม่เหมือนเรือนสกุลจู แบ่งครึ่งห้องใหญ่แต่เดิมเป็นสองห้องเล็กแล้วก็ยังแออัด
พื้นที่ว่างหน้าเรือน ยามนี้มีเสื่อปูอยู่ไม่น้อย บนนั้นตากเมล็ดข้าวเอาไว้
“อ้อ แม่ลูกเขยเองหรอกหรือ…” ชั่วขณะที่ท่านย่าจางมองเห็นเย่อวี๋หราน สีหน้าก็พลันแข็งค้างไปเล็กน้อย แล้วจึงรีบฉีกยิ้ม “เจ้ามาได้อย่างไร? อยู่ตั้งไกล ทั้งยังอยู่ในช่วงเกี่ยวข้าว ยุ่งไม่หวาดไม่ไหว โธ่เอ๋ย จริง ๆ เลย ไกลปานนี้ลำบากเจ้าต้องเดินทางมา…เจ้ามีธุระอะไรฝากคนมาบอกกล่าวสักคำก็ได้นี่นา ไยต้องมาเองด้วย?”
แล้วเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไปในเรือน บอกว่าด้านนอกปูเสื่อเต็มไปหมด รกยิ่งนัก ไม่มีที่ทางให้นั่ง ในห้องโถงค่อยเย็นสบายหน่อย เข้าไปนั่งข้างในเถอะ
เย่อวี๋หรานเดินเข้าไปในห้องโถง ในใจก็นึกเสียดสี ฝากคนมาส่งข่าว จะได้รอให้พวกเจ้าคลอดเด็กออกมาก่อนกระมัง?
จูซานมีสีหน้าเย็นชา ท่าทางไม่พอใจมาก
“เมียเจ้าสามเล่า?” นางไม่ได้เสแสร้งไปกับพวกเขา แต่ตีหน้าเย็นชา กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรียกนางออกมา ถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้วยังไม่รู้จักกลับบ้านแม่สามีไปช่วยงาน คิดจะงอกรากอยู่บ้านแม่ตัวเอง ไม่ยอมรับบ้านสกุลจูของพวกข้าแล้วใช่หรือไม่? ไม่อยากเป็นลูกสะใภ้สกุลจูของพวกข้าก็บอกมา อย่าเอาแต่พูดไร้สาระ แม่สามีอย่างข้าไม่ขาดแคลนลูกสะใภ้”
“โธ่เอ๊ย แม่เขย ใจเย็น ๆ จางเยียนออกไปธุระ อีกสักพักก็คงจะกลับมา…” ท่านย่าจางรีบบอกให้สะใภ้ใหญ่ไปยกน้ำมา แล้วบอกให้ทั้งสองคนนั่งพักบนเก้าอี้กันก่อน มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน
“ได้ งั้นก็รอให้นางกลับมาก่อนค่อยพูด” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเหมือน ‘เจ้ารู้ก็ดี’ แล้วค่อยส่งตะกร้าไปให้ กล่าวเสียงเย็นว่า “ของเยี่ยม อย่าคิดว่าสกุลจูของพวกข้าจะไม่รู้มารยาทเหมือนพวกเจ้าคนสกุลจาง มาเยือนยังไม่รู้จักเอาของมาเยี่ยม”
ท่านย่าจางรับไว้อย่างเกรงอกเกรงใจ “เป็นอย่างนั้นที่ไหนกัน? แม่เขยเป็นคนมีเหตุผลที่สุดแล้ว ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอน”
คิดไม่ถึงว่านางเพิ่งจะรับไป จางโก่วไฉที่อยู่ข้างๆ ก็ใจร้อนอยากกินน้ำเชื่อมผลไม้ ร่ำร้องว่า “ท่านย่า” ท่านย่าของเขาไม่สนใจเขา เขาจึงล้วงมือเข้าไปในตะกร้าเสียเอง
“เจ้าทำอะไร?!” ท่านย่าจางตีมือเล็ก ๆ ของเขา ท่าทางร้อนอกร้อนใจยิ่ง
แม่ของลูกเขยยังอยู่ตรงนี้ ยังกล้าหยิบสิ่งของต่อหน้าต่อตาผู้อื่นได้อย่างไร?
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำเป็นไม่สนใจไว้ก่อน วางสิ่งของไว้ตรงหน้าผู้อื่นสักครู่ รอจนคนไปแล้วค่อยตรวจดูว่าข้างในมีอะไรบ้างจึงจะเหมาะสมไม่ใช่หรือ?
นึกถึงปลาสองตัวที่สกุลจูส่งมาให้ก่อนหน้านี้ หัวใจของท่านย่าจางก็เต้นแรงขึ้นมา
“ท่านย่า น้ำเชื่อม น้ำเชื่อม ข้าอยากกินน้ำเชื่อมผลไม้” จางโก่วไฉพูด
“อย่าโวยวาย ออกไปเล่นข้างนอกนู่น” ท่านย่าจางปฏิเสธ
จางโก่วไฉนั่งแปะลงบนพื้นแล้วแผดเสียงร้องดัง “แง ๆๆๆๆ…ยายเฒ่า ยายแก่หงำเหงือก เจ้ากล้าไม่ให้ข้ากิน? ข้าจะฟ้อง ข้าจะฟ้องท่านปู่”
ในฐานะที่เป็นหลานชายสุดที่รักของท่านปู่จาง จางโก่วไฉไม่กลัวย่าของเขาสักนิด ไม่พูดพร่ำก็อาละวาดขึ้นมาเสียงดัง
ท่านย่าจางกระอักกระอ่วนใจหาใดเปรียบ
เย่อวี๋หรานทำเป็นมองไม่เห็น แต่ไม่ยอมพูดกู้หน้าให้นาง เฮอะ! กล้ารังแกลูกชายข้า สมน้ำหน้า!
สะใภ้ใหญ่ได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้ก็รีบวิ่งออกมาดู “เป็นอะไรไป? เกิดอะไรขึ้น?”
จางโก่วไฉฟ้องร้องทันที ร้องเสียงดังว่า ‘ท่านแม่’ แล้วพูดว่าท่านย่าจางไม่ยอมให้เขากินน้ำเชื่อมผลไม้แสนอร่อยในตะกร้า เมื่อครู่บนทางขามา ท่านย่าจูให้เขากินแล้ว อร่อยยิ่งนัก แต่ท่านย่ากลับไม่ยอมให้เขากิน
“ท่านย่า โก่วไฉจะโตเท่าไหร่เชียว ท่านจะเอาอะไรกับเขานักหนา?” สะใภ้ใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวโทษทันที
ท่านย่าจางมีสีหน้าพิพักพิพ่วน “แขกยังอยู่นี่นา…” อยากจะเตือนอีกฝ่ายว่าแขกยังอยู่ ช่วยไว้หน้านางสักหน่อยเถอะ
“ชิ! รู้แล้ว ท่านแม่ ท่านรับแขกต่อไปเถอะ ข้าไปต้มน้ำแล้ว” สะใภ้ใหญ่ใช้มือหนึ่งจูงจางโก่วไฉ อีกมือฉวยตะกร้า แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องครัวไปทันที