ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 109 เจ้ากล้าทุบข้า?!
บทที่ 109 เจ้ากล้าทุบข้า?!
ท่านย่าจางคิดไม่ถึงเลยว่าสะใภ้ใหญ่จะไม่ไว้หน้าตนเองแม้แต่น้อย นางอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ทว่าอย่างไรก็จนปัญญา เพราะแม้สะใภ้ใหญ่จะเรียกนางว่าแม่สามี แต่นางก็ทราบดีว่านางแต่งให้พ่อเฒ่าจางมาทีหลัง ลูกชายสองคนแรกไม่ใช่เด็กที่นางให้กำเนิด มีเพียงเด็กสามคนหลังที่เป็นลูกแท้ ๆ ของนาง
ใคร ๆ ล้วนบอกว่านางโชคดี แต่งให้กับสามีที่มีลูกชายแล้ว ต่อให้คลอดลูกชายออกมาไม่ได้ก็ไม่มีทางถูกปลด
แต่ใครเลยจะรู้ว่าตอนที่นางแต่งเข้ามานั้น ลูกชายสองคนนั้นล้วนรู้ความแล้ว ทำให้นางที่เป็น ‘แม่เลี้ยง’ มีสถานะน่ากระอักกระอ่วน
ครอบครัวก็ไม่ได้มีความเป็นอยู่ดีปานนั้น แต่ทุกครั้งที่มีอะไร ‘ไม่ดี’ ก็มักจะเป็นความผิดของนางอยู่ร่ำไป
มารดาที่ผู้อื่นยอมรับก็คือป้ายวิญญาณ ยามผู้อื่นแต่งสะใภ้เข้ามาก็กราบไหว้ป้ายวิญญาณ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย มีเพียงเด็กสามคนที่นางคลอดออกมาเองจึงสนิทสนมกับนาง
แต่น่าเสียดายที่ลูกสองคนแรกที่นางคลอดเองล้วนเป็นผู้หญิง ลูกชายคนเล็กตอนนี้ยังไม่ถึงวัยแต่งภรรยา ดูจากเจตนาของพ่อเฒ่าจาง ในอนาคตคงคิดจะให้ลูกชายคนโตเป็นผู้เลี้ยงดู ทำให้นางที่อยู่ตรงกลางวางตัวลำบากยิ่งนัก
อาจดูเหมือนนางจะเป็นใหญ่ในครอบครัวนี้ แต่แท้จริงแล้วลูกเลี้ยงทั้งสองคนไม่เห็นนางอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
“แค่กๆ…” ถึงท่านย่าจางจะอึดอัดใจเพียงใด แต่อยู่ต่อหน้าคนนอกก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ได้แต่ต้องหาทางลงให้ตัวเอง “วันนี้ร้อนยิ่งนัก พวกเจ้ารีบรุดมาเช่นนี้ ระหว่างทางคงลำบากกันน่าดู”
“ยังดีอยู่ คนอื่น ๆ ในบ้านเจ้าไปเกี่ยวข้าวกันหมดแล้ว?” แม้เย่อวี๋หรานจะเห็นอกเห็นใจอีกฝ่าย แต่จุดยืนของนางตอนนี้คือ ‘มาหาเรื่อง’ ทำให้ไม่อาจแสดงท่าทีประนีประนอมเกินไป ดังนั้นน้ำเสียงจึงไม่ได้ดีมากนัก
“ใช่แล้ว ไปเกี่ยวข้าวกันหมด ยังไม่เสร็จเลย แม่เขยมาตอนนี้เก็บเกี่ยวเสร็จกันแล้วหรือ? พวกเจ้าช่างเก็บเกี่ยวกันรวดเร็วจริง ๆ” ท่านย่าจางกล่าว “ช่วงนี้ของปีร้อนจริง ๆ นั่นแหละ ไม่รู้ว่าฝนจะตกตอนไหน จะได้เย็นขึ้นบ้าง”
เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบรับคำพูดท่อนแรก ๆ แต่มองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ “กำลังตากเมล็ดข้าวกันแท้ ๆ ยังมีใครอยากให้ฝนตกอยู่หรือ?”
ข้าวในนายังเก็บเกี่ยวไม่หมด หรือไม่ก็ยังตากไม่เสร็จ ถ้าฝนตกลงมาตอนนี้ ยังอยากมีชีวิตต่อไปอยู่ไหม?
“ไม่ใช่ ข้าได้หมายความเช่นนั้น ความหมายของข้าก็คือ…” ท่านย่าจางตระหนักได้แล้วว่าตนเองพูดจาผิดไปแล้วก็รีบเปลี่ยนคำพูด “ข้าหมายความว่าช่วงนี้ร้อนยิ่งนัก ถ้าอากาศเย็นลงสักหน่อยก็ดีน่ะสิ”
“สะใภ้สามของข้าเล่า?” เย่อวี๋หรานวกกลับมาเรื่องเดิม นางถามว่า “นางอยู่ที่ใดกันแน่? ไม่ใช่ว่าในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ พี่สะใภ้ของนางรั้งอยู่ในเรือน แต่นางซึ่งเป็นลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วกลับต้องตามพวกผู้ชายในบ้านไปทำนากันหรอกกระมัง? ที่นาของครอบครัวแม่สามีไม่รู้จักมาช่วย กลับมาช่วยคนบ้านแม่ตัวเองทำนา นี่ยังใช่ลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็เท่ากับน้ำที่สาดออกไปอยู่รึ? ต่อให้อยากช่วยเหลือครอบครัวมารดาแค่ไหน ก็คงไม่มีลูกสาวแต่งออกคนไหนช่วยเหลือบ้านมารดากันเช่นนี้หรอกกระมัง?”
ท่านย่าจางมีท่าทางกระอักกระอ่วนใจ “เยียนเอ๋อร์หรือ เยียนเอ๋อร์นาง…”
นางไม่รู้เลยว่าต้องหาข้ออ้างอะไรมากลบเกลื่อน
สะใภ้ใหญ่ถือกาทองแดงกับจอกสองใบออกมา และพูดว่า “แม่สามีของเยียนเอ๋อร์ ท่านพูดจาเช่นนี้ กล้ามาสู่ขอลูกสาวคนอื่นไปเป็นลูกสะใภ้ แต่กลับไม่ยอมให้นางดูแลครอบครัวตนเองเลยหรือไร? ถ้าเป็นดังท่านว่า พอลูกสาวท่านออกเรือนไปแล้วก็ไม่อาจกลับมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ ทั้งยังไม่อาจกลับมาช่วยท่านทำงานได้แล้วสิ?”
จากนั้นก็เทน้ำใส่จอกจนเสียงดัง แล้วกระแทกกาทองแดงใบใหญ่ลงบนโต๊ะ เชิญพวกนางดื่มน้ำอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ จะได้ไม่มาหาว่านางรับรองได้ไม่รอบคอบ
เฮอะ เฮอะ! เจอคนร้ายกาจแล้ว? เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วไม่ยอมรับจอกน้ำ เพียงมองไปมองมาระหว่างท่านย่าจางกับสะใภ้ใหญ่ “สกุลจางของพวกท่าน ใครมีสิทธิ์พูดกันแน่?”
ท่านย่าจางไม่กล้าส่งเสียง “นี่…”
สะใภ้ใหญ่หย่อนบั้นท้ายนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ “ใครมีสิทธิ์พูด คนที่มีตาก็คงจะดูออกกระมัง? นอกจากคนผู้นั้นจะไม่มีตา”
“เมียเจ้าใหญ่…” ท่านย่าจางร้องขึ้นและคิดจะพูดอะไรบางอย่าง ปรากฏว่าอีกฝ่ายปรายตามองมา นางก็ไม่กล้าพูดต่อแล้ว
“โอ้โห ข้านับว่าดูออกแล้ว” เย่อวี๋หรานตบโต๊ะเสียงดังแล้วลุกขึ้นกล่าวเสียงเย็นว่า “สกุลจางของพวกเจ้าไม่อยากจะญาติดีกับสกุลจูของพวกข้าแล้วใช่หรือไม่? ได้สิ ไม่อยากจะนับญาติกันแล้วก็ทางใครทางมัน จะได้ไม่มาหาว่าสกุลจูข้าไม่รู้จักอาย แต่งลูกสะใภ้มาไม่ได้ ยังจะมาเทียวไล้เทียวขื่อลูกสาวของคนอื่น จางเยียนยังอยากจะเป็นสะใภ้สกุลจูหรือไม่ ให้นางออกมาพูดให้ชัดเจน”
สะใภ้ใหญ่คิดไม่ถึงว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้คิดจะหักก็หัก นางจึงลุกขึ้นมาตบโต๊ะทีหนึ่ง “ท่านพูดอะไร? สะใภ้ที่ออกเรือนแล้วจะมาเยี่ยมบ้านมารดาก็ไม่ได้? จางเยียนโตมาได้เพราะกินข้าวบ้านสกุลจาง สกุลจางจะให้นางทำงานสักหน่อยแล้วจะทำไม? เลี้ยงหมูตัวหนึ่ง ปีใหม่ยังฆ่าหมูได้ แต่จางเยียนมีราคากว่าหน่อย เลี้ยงมาจนโตป่านนี้ จะให้ตอบแทนบ้านมารดาสักนิดก็ไม่ได้ แล้วจะมีนางไว้ทำไม? ยังไม่สู้เลี้ยงหมูสักตัว”
“บ้านสกุลจางของพวกเจ้าอยากได้ลูกสาวอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนสกุลจาง จะเป็นหมูหรือคนพวกข้าไม่สนใจ ข้าแค่อยากถามคำเดียว จางเยียนยังเป็นลูกสะใภ้บ้านสกุลจูอยู่หรือไม่” เย่อวี๋หรานจ้องสะใภ้ใหญ่ตาไม่กะพริบ ยืนกรานไม่ยอมเลิกรา “ถ้าใช่ เจ้าก็ให้นางออกมา ถ้านางไม่ยอมรับได้ อย่างมากก็แค่หนังสือหย่า สองบ้านตัดขาดการไปมาหาสู่ ต่างฝ่ายต่างไปตามทางของตัวเอง”
ท่านย่าจางสะดุ้งตกใจ รีบพูดว่า “เปล่า ๆ เยียนเอ๋อร์ไม่ได้คิดเช่นนั้น…แม่เขย เจ้าใจเย็นก่อน เยียนเอ๋อร์ยังเป็นลูกสะใภ้บ้านพวกเจ้า ข้ายอมรับ ๆๆ…”
“ยอมรับอะไร ผายลมสิ้นดี! ดูไม่ออกหรือว่าพวกนางหมายความว่าอย่างไร? พวกนางก็แค่รังเกียจที่ลูกสาวท่านกลับบ้านมารดามานาน ไม่อยากได้ลูกสะใภ้คนนี้แล้ว” แม้สะใภ้ใหญ่จะคิดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามเอะอะก็ยกเรื่อง ‘ปลดภรรยา’ ขึ้นมาพูด แต่นางก็ไม่ได้ตกใจมากนัก
นางยังพูดอีกว่า “บ้านแม่สามีแบบนี้ ท่านยังกล้าให้ลูกสาวกลับไป อยากให้ลูกสาวท่านตายหรือไร? หญิงเฒ่าสกุลจูบีบคั้นลูกสะใภ้อย่างไรบ้าง ท่านไม่เคยได้ยินเลยหรือ? ท่านไม่เห็นหรือว่าลูกสาวสุดที่รักของท่านไปอยู่บ้านสกุลจูกลับมารอบเดียวก็ผอมจนไม่เหลือสารรูปคนแล้ว นาง…”
“อย่ามาสาดน้ำครำใส่บ้านข้า” เย่อวี๋หรานฟังคำพูดนั้นแล้วยังจะมองเจตนาของสะใภ้ใหญ่ผู้นี้ไม่ออกได้อย่างไร ฝ่ายตรงข้ามคิดจะใส่ร้ายครอบครัวสกุลจูชัดๆ นางชิงตัดบทอีกฝ่าย ด่ากลับไปอย่างดุร้ายว่า
“บ้านสกุลจางของพวกเจ้าทำเรื่องไร้ยางอายอะไรไว้ พวกเจ้ายังไม่รู้อยู่แก่ใจ? ในเมื่อพวกเจ้ากล้าหาญชาญชัยเพียงนี้ก็ให้จางเยียนออกมา ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าลูกสะใภ้คนนี้ทำเรื่องดีงามอะไรเอาไว้ หลายเดือนก็ไม่ยอมกลับบ้านแม่สามี แม่สามีมารับด้วยตนเองก็ยังไม่ยอมโผล่หน้า นี่คือแอบซ่อนตัวไม่ยอมออกมาพบหน้าหรือว่าตอนนี้ไม่อาจออกมาพบผู้คนแล้ว? สกุลจางของพวกเจ้าทำแบบนั้นแล้ว พวกข้าจะทำแบบนี้ไม่ได้หรือไร? คนเราไม่อาจเป็นเช่นนี้ แม้แต่ศักดิ์ศรีก็ไม่คิดจะรักษา นั่นยังเป็นคนอยู่เรอะ? นั่นเป็นเดรัจฉานต่างหาก! เดรัจฉานที่แม้แต่หมูหมาก็ยังสู้ไม่ได้ ออกลูกไม่มีแม้แต่รูทวาร…”
“เจ้าด่าใครว่าออกลูกไม่มีรูทวาร นังเฒ่า เจ้าเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร เรื่องที่เจ้าทำ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ เจ้า…” ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านสกุลจางเป็นต้นมา สะใภ้ใหญ่ก็ไม่เคยจะเสียเปรียบเช่นนี้มาก่อน แม้แต่แม่สามีของนางยังต้องยอมให้นางสามส่วน คิดไม่ถึงว่าแม่สามีของเด็กสาวที่แต่งออกเรือนไปคนเดียวจะมาทำกร่างใส่ตนเองเช่นนี้ กล้าด่านาง?! สะใภ้ใหญ่โมโหจนขาดสติ เงื้อมมือขึ้นจะฟาดลงบนหน้าเย่อวี๋หราน
แต่เย่อวี๋หรานเป็นคนที่ยอมให้คนอื่นมารังแกได้ง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ? นางไม่เพียงสืบทอดความดุร้ายจากเจ้าของร่างเดิม แต่ตนเองยังมาจากยุคสมัยแห่งข้อมูลข่าวสาร
นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็ชิงฉวยจอกบนโต๊ะขึ้นมาทุบใส่ข้อมืออีกฝ่ายทันที
“โอ๊ย…” สะใภ้ใหญ่ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด “เจ้ากล้าทุบข้า?!”