ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 122 วิธีทำชาด
บทที่ 122 วิธีทำชาด
หลิ่วซื่อไม่โวยวายก็เพราะนางมีลูกชายสองคนที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการเรียนปูพื้นฐาน ส่วนหลินซื่อมีน้องสาวสองคนมาพึ่งพาสกุลจู ดังนั้นถึงนางจะไม่พอใจก็ไม่กล้ามาพูดต่อหน้าเย่อวี๋หราน แต่ว่าหลิวซื่อไม่มีอะไรเลย นางจะไม่พอใจก็ไม่แปลก
สิ่งที่ทำให้เย่อวี๋หรานกล้าทำเป็นมองไม่เห็นก็คือนิสัยของหลิวซื่อ แม้ว่านางจะแสดงอาการไม่พอใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมาไม่หยุด แต่ก็ไม่กล้ามาโวยวายต่อหน้าเย่อวี๋หราน ไม่ว่าจะ ‘ยุยง’ หลินซื่ออย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ตราบใดที่น้องสาวสองคนของหลินซื่อยังคงอาศัยอยู่ในเรือนสกุลจู นางก็ต้องปิดปากให้สนิท
สำหรับหลี่ซื่อ ในฐานะที่เป็นคนได้ผลประโยชน์มากที่สุด นี่เป็นช่วงเวลาที่นางปลาบปลื้มที่สุดพอดีจึงไม่สนใจเรื่องอื่น
เย่อวี๋หรานชอบหลี่ซื่อก็ตรงนี้ นางสนใจเฉพาะเรื่องสำคัญ แม้ว่าบางครั้งนั่นจะเป็นเรื่องสำคัญในสายตาของนางคนเดียว แต่เพียงเย่อวี๋หรานให้นางได้เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งไป นางก็พอใจแล้ว
ดังนั้นเย่อวี๋หรานจึงมอบเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งให้หลี่ซื่อไปทำ นั่นคือค้าขายหาเงิน
เห็นได้ชัดว่าหลี่ซื่อถนัดด้านนี้ยิ่งนัก นิสัยช่างพูดช่างเจรจาของนางเอื้อต่อการค้าขายอย่างมาก พบใครก็อบอุ่นเป็นกันเอง ตีสนิทคนเก่ง พูดคุยสัพเพเหระกับคนอื่น พร้อมกันนั้นก็ขายของไปด้วย
“เจ้าไม่มีธุระเอาแต่จับผิดพี่สะใภ้ของตัวเองไปทำไม เจ้าเป็นน้องสามี พวกนางจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของพวกนาง ย่อมมีพวกพี่ชายของเจ้าคอยดูอยู่แล้ว ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังมีข้าที่เป็นแม่คอยจับตามองอยู่ เจ้าเป็นเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน สนใจแต่เรื่องของตัวเองก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกเขา” เย่อวี๋หรานพร่ำสอนจูปาเม่ย “เจ้าเคยเห็นน้องสามีที่ไม่มีเรื่องอะไรก็เข้าไปยุ่งกับเรื่องในครอบครัวของพี่ชายพี่สะใภ้งั้นหรือ? ถ้าคำพูดทำนองนี้ร่ำลือออกไป แล้วเจ้าจะวางตัวอย่างไร?”
“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยยอมรับความผิดเสียงแผ่ว
“อย่าเอาแต่พูดอย่างเดียว จำใส่ใจด้วย เจ้ามาพูดต่อหน้าข้าก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ห้ามไปพูดต่อหน้าพี่สะใภ้ของเจ้าแบบนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม? อยู่ข้างนอกยิ่งพูดไม่ได้ คนอื่นไม่มีทางพูดว่าพี่สะใภ้ของเจ้าไม่ดี มีแต่จะพูดกันว่าเจ้าเป็นน้องสามีปากพล่อย ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน…เจ้าชอบให้คนอื่นตำหนิเจ้าว่าเป็นพวกสอดรู้หรือ?”
จูปาเม่ยส่ายหน้า “ไม่ชอบเจ้าค่ะ”
“นั่นก็ใช่แล้ว เจ้าดูสิ เจ้ามาสนใจทำสร้อยข้อมือให้ดียังดีกว่า มีแต่คนจะสนใจเจ้า ถ้าเจ้าทำสร้อยข้อมือได้งามกว่าเดิม ทำชาดได้ดีกว่าเดิม ถึงตอนนั้นคนที่มาล้อมหน้าล้อมหลังเจ้าก็จะมีมากกว่านี้เสียอีก แทนที่จะเอาเวลาไปซุบซิบนินทาเรื่องเหลวไหลกับคนอื่น ยังไม่สู้ตั้งอกตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อไป แค่เรื่องนี้ก็พอให้คนสนับสนุนเจ้าไปตลอดชีวิตแล้ว”
จูปาเม่ยได้ลิ้มรสผลประโยชน์จากเรื่องนี้แล้ว พยักหน้าหงึกหงัก รู้สึกว่ามารดาพูดถูก
เพียงแต่นิสัยชอบซุบซิบนินทานี้คงแก้ไม่หายในทันทีทันใด อย่างไรเสียก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบท สตรีคนใดบ้างไม่ชอบซุบซิบนินทา?
จูปาเม่ยเพียงออกไปข้างนอก เป็นต้องมีคนมาลากนางไป ‘คุยด้วย’
สำหรับเรื่องนี้ เย่อวี๋หรานเองก็จนปัญญา นางคงไม่สามารถขังจูปาเม่ยเอาไว้ในเรือนทั้งวัน โดยไม่ปล่อยให้ออกไปข้างนอกเลยกระมัง?
“เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เจ้าอยากเรียนวิธีทำชาดมาตลอดไม่ใช่หรือ? วันนี้พวกเรามาทำอะไรใหม่ ๆ กันดีกว่า”
จูปาเม่ยตะลึงระคนยินดี “จริงหรือเจ้าคะ ท่านแม่?”
วิธีการที่เย่อวี๋หรานสอนนางก่อนหน้านี้คือการทำชาดจากแป้งฝุ่น โดยใช้ข้าวสารในเรือนมาทำ ‘แป้งฝุ่น’ เสียก่อน จากนั้นค่อยนำดอกหงฮวาแห้ง (ดอกคำฝอย) ที่พร้อมใช้งานแล้วมาละลายเอาของเหลวสีแดงไปผสมกับแป้งฝุ่น เท่านี้ก็เรียบร้อย
ความยากของวิธีนี้ก็คือต้องบดแป้งฝุ่นให้ละเอียดมากพอ มิเช่นนั้นแป้งจะไม่ติดผิว
ด้วยเงื่อนไขของพวกนางในตอนนี้ย่อมไม่สามารถทำออกมาได้ดีนัก จึงได้แต่ใช้วิธีการง่าย ๆ ไปก่อน
สาเหตุที่เลือกข้าวสารมาทำก็เพราะแป้งฝุ่นจากข้าวสารนั้นเนียนละเอียดจึงสามารถเกาะผิวได้ดี แต่ขั้นตอนการทำไม่ได้นำข้าวสารมาบดโดยตรงในทันที แต่จำเป็นต้องนำข้าวสารสะอาดไปแช่น้ำไว้เสียก่อน หลังแช่น้ำหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วก็ใช้น้ำเปล่าล้างให้สะอาด
ถ้าเป็นยุคปัจจุบันยังสามารถเติมส่วนผสมอื่น ๆ ลงไปด้วย แต่ในยุคนี้ไม่มีสารเคมีสำเร็จรูปมากมายเพียงนั้น จึงได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว
แช่ข้าวสารทิ้งไว้จนกระทั่งใช้นิ้วจิ้มเบา ๆ ให้เละได้ก็หมายความว่าสามารถนำมาใช้ได้แล้ว จากนั้นนำมาตำให้เหลวเป็นน้ำในครกเล็ก (ตอนที่ทำครั้งนั้นในเรือนสกุลจูยังไม่มีโม่หิน)
เมื่อตำข้าวสารจนเหลวเสร็จแล้วก็เทใส่ในผ้าฝ้าย ค่อย ๆ รีดเอาส่วนที่เป็นของเหลวออกมา เพื่อรับประกันว่าบดจนเหลวทั้งหมดแล้วจริง ๆ
โชคดีที่เป็นชาด ปริมาณที่ทำก็ไม่มาก มิเช่นนั้นวิธีการเช่นนี้ไม่รู้ว่าต้องทำไปจนถึงเมื่อไหร่
หลังจากใช้ผ้าฝ้ายกรองเสร็จแล้ว ส่วนที่ค้างอยู่ในผ้าฝ้ายจะไม่นำมาใช้ แต่เพื่อให้ไม่สิ้นเปลือง จูปาเม่ยจึงนำไปให้บรรดาพี่สะใภ้เอาไปผสมกับวัตถุดิบอย่างอื่นทำเป็นอาหาร ส่วนของเหลวที่กรองออกมาได้นี้คือส่วนที่จำเป็นสำหรับการทำแป้งฝุ่น
ขั้นต่อไปก็คือการตกตะกอน
หลังทิ้งไว้สักระยะ ของเหลวที่กรองออกมาได้ก็จะตกตะกอน สิ่งที่เป็นชั้น ๆ บาง ๆ ก็คือแป้งฝุ่นนั่นเอง
จากนั้นเทน้ำออกอย่างระมัดระวัง ส่วนที่เหลือก็ทิ้งให้ตกตะกอนต่อจนกระทั่งองค์ประกอบที่เป็นน้ำระเหยออกไปจนแห้ง เท่านี้ก็จะได้แป้งฝุ่นที่จะนำไปทำชาดต่อไป
เนื่องจากการทำชาดต้องใช้เวลามาก แต่ละครั้งจูปาเม่ยจึงทำเพียงปริมาณน้อย นอกจากเก็บไว้ใช้ในเรือนตนเองแล้ว ส่วนที่เหลือล้วนนำไปขายจนหมด
ทุกครั้งที่ทำชาด จูปาเม่ยจะนำไปกำนัลเหล่าพี่สะใภ้คนละเท่า ๆ กันตามคำกำชับของเย่อวี๋หราน แต่จูปาเม่ยก็ทราบดีว่าไม่มีพี่สะใภ้คนไหนทำใจนำมาใช้ได้ ต่างก็นำไปขายให้พี่สะใภ้สี่กันหมด
ตอนนั้นจูปาเม่ยโมโหจนไม่อยากให้อีกแล้ว แต่มารดาของนางพูดว่า “ให้สิ ทำไมจะไม่ให้? ในเมื่อเจ้าให้พวกพี่สะใภ้ไปแล้ว พวกนางจะจัดการอย่างไรต่อก็เป็นเรื่องของพวกนาง เจ้าแค่ให้ไปก็พอแล้ว”
ตอนนั้นนางไม่พอใจจึงพูดไปว่า “ข้าเอาไปให้ พวกนางก็เอาไปขายกันหมด แล้วทำไมต้องให้ด้วยล่ะเจ้าคะ?”
“เจ้าโง่หรือ เจ้าให้ไปแล้วพวกนางเอาไปขายต่อก็เท่ากับว่าพวกนางได้ประโยชน์ เป็นผลประโยชน์ที่ได้มาจากเจ้า ต่อไปพวกนางยังจะกล้าพูดจาไม่ดีกับเจ้า? ถ้าพวกนางกล้าพูด เจ้าก็ตัดผลประโยชน์ตรงนี้ของพวกนางเสียสิ”
จูปาเม่ย “…”
นางรู้สึกว่ามารดาของนางเจ้าเล่ห์กว่านางเสียอีก
“ชาดที่พวกเราทำกันครั้งนี้ต่างจากคราวก่อน แบบเดิมต้องทำแป้งฝุ่น ยุ่งยาก คราวนี้ข้าจะสอนเจ้าทำชาดโดยใช้น้ำมันดอกกุ้ย (ดอกหอมหมื่นลี้)” เย่อวี๋หรานถามจูปาเม่ยว่าน้ำมันดอกกุ้ยที่ซื้อมาคราวก่อนยังเหลืออยู่หรือไม่
น้ำมันดอกกุ้ยถือว่าเป็นของที่ค่อนข้างมีราคาแพง จูปาเม่ยทำใจนำมาใช้ไม่ได้จึงเหลืออยู่ไม่น้อย
“ยังมีอยู่ก็ดีแล้ว เจ้าไปเอาแผ่นดอกหงฮวาที่ทำไว้แล้วมาหน่อย”
“ท่านแม่รอสักครู่นะเจ้าคะ” จูปาเม่ยรีบไปหยิบแผ่นดอกหงฮวามาทันที
แม้ดอกหงฮวาจะทำให้แท้งบุตรได้ แต่สีย้อมที่ได้จากดอกหงฮวานั้นให้ผลลัพธ์ดียิ่งนัก ขอเพียงคนที่ใช้งานมันไม่ใช่สตรีมีครรภ์ก็พอแล้ว
“ท่านแม่ หลังจากนี้ต้องทำอย่างไรเจ้าคะ?” จูปาเม่ยถาม
คราวนี้เย่อวี๋หรานไม่ได้ลงมือทำเอง เพียงแต่พูดว่า “มีสองวิธี วิธีแรกเหมือนกับการทำชาดด้วยแป้งฝุ่น นำดอกหงฮวาแห้งไปละลายในน้ำขี้เถ้า แล้วนำของเหลวสีแดงที่ได้มาผสมกับน้ำมันดอกกุ้ย อีกวิธีคือนำดอกหงฮวามาบดให้ละเอียด ใช้ผ้าขาวบางกรองเอากากออก แล้วหยดน้ำมันดอกกุ้ยลงไปผสมให้เข้ากัน ทั้งสองวิธีนี้ล้วนสามารถนำมาใช้ทำชาดได้”
จูปาเม่ยฟังแล้วก็พูดขึ้นทันทีว่า “ใช้วิธีที่สองแล้วกันเจ้าค่ะ ท่านแม่ วิธีแรกใช้น้ำมันดอกกุ้ยเปลืองเกินไปแล้ว น้ำมันดอกกุ้ยไม่ใช่ถูก ๆ พวกเราจะสิ้นเปลืองไม่ได้”