ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 126 ลับเครื่องมือให้คม
บทที่ 126 ลับเครื่องมือให้คม
“ก็จริง กลับไปรอบเดียวก็นานขนาดนั้น ท่านแม่ไม่โกรธก็แปลกแล้ว แต่บ้านมารดาของผู้อื่นเขารวย มีพื้นฐานจากตรงนี้ ท่านแม่คงจะคิดว่าลูกสะใภ้คนนี้จัดการยากจึงปลดไปเสียเลยด้วยความโมโห ท่านว่าเจ้าสามจะไม่พอใจท่านแม่ไหม?” จูเอ้อร์คิดว่าแปลกอยู่บ้าง เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่จูซานกลับเอาแต่ไปจับปลาทั้งวัน ไม่แสดงท่าทีว่าสนใจสักนิด
ไม่ว่าอย่างไรนั่นก็เป็นภรรยาของเจ้าสาม แล้วเจ้าสามจะไม่สนใจสักนิดเลยหรือ?
ในฐานะพี่ชาย เขาไม่ควรมาถกเรื่องภรรยาของน้องชาย แต่จูเอ้อร์คิดว่าถ้าบ้านเดิมของภรรยาเขารวยเหมือนบ้านเดิมของภรรยาเจ้าสาม เขาก็คงจะยอมข่มกลั้นโทสะเอาไว้สักหน่อย
บิดาของเขารองรับอารมณ์มารดามาชั่วชีวิต แต่ก็อยู่ด้วยกันมาได้ไม่ใช่หรือไร?
แค่คลอดลูกชายให้เขาได้ก็พอแล้ว
“ตั้งแต่เล็กจนโต เจ้าเคยเข้าใจเจ้าสามด้วยหรือ?” จูต้าถาม
จูเอ้อร์เงียบไป
พวกเขาอาจเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันก็จริง แต่ว่าเรื่องที่พี่ใหญ่ไม่ถูกกับเจ้าสาม เขารู้แก่ใจดี
เขาชอบไปไหนมาไหนกับพี่ใหญ่ก็เพราะอยากตัดปัญหา ไม่ต้องใช้สมอง
ส่วนว่าทำไมเจ้าสามชอบเป็นหัวโจกพาพวกน้องชายขัดแย้งกับพี่ใหญ่ เขาก็พอจะรู้อยู่บ้าง ก็เพราะคิดว่าเขากับพี่ใหญ่ ‘โง่เกินไป’ รู้จักแต่ก้มหน้าทำงานไม่ใช่หรือไร?
แต่พวกเขากลับไม่คิดบ้างว่า ถ้าเขากับพี่ใหญ่ไม่ทำงาน แล้วพวกเขาจะมีข้าวกินได้อย่างไร?
ทั้ง ๆ ที่รังเกียจว่าเขากับพี่ใหญ่ ‘โง่’ แต่ก็ยังกินข้าวที่เขากับพี่ใหญ่ปลูก ช่างหน้าหนาเสียจริง
จูต้าเงียบไปนานก่อนจะพูดขึ้นว่า “ท่านแม่พูดอย่างหนึ่งได้ถูกต้อง”
จูเอ้อร์ถาม “พูดว่าอะไร?”
“ท่านพ่อมีที่ดินอยู่ไม่กี่หมู่ พวกเราพี่น้องหลายคนแบ่งกันคนละหมู่ก็ยังไม่พอ ถ้าไม่หาทางออกอื่นเอาไว้ ทุกคนก็คงได้หิวตายกันหมด”
จูเอ้อร์ “…”
เขาก็เงียบขรึมลงเช่นกัน
แต่ว่านอกจากทำนาแล้ว พวกเขายังทำอะไรได้อีกหรือ?
ครั้นเลื่อนสายตาขึ้นไปมองแหจับปลาในลานเรือน เขาก็อดที่จะหวั่นใจไม่ได้
“พี่ใหญ่ ท่านว่าพวกเราไปจับปลาเหมือนเจ้าสามดีหรือไม่? เขาไท่ตังลูกใหญ่ขนาดนั้น พวกเราไปจับปลาไกลสักหน่อย ไม่ไปจับปลากับพวกเขาก็พอแล้วนี่นา พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด พวกเขาจะกล้าไม่ไว้หน้าพวกเราเลยหรือ?”
“ขายให้ใคร?”
“ก็ขายให้คนหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างไรเล่า เจ้าสามมีกันอยู่แค่สามคน พวกเขายังจะเอาไปขายให้ทุกคนได้อยู่หรือ? ไม่ได้แน่นอน อย่างนั้นพวกเราก็ไปกันให้ไกลหน่อย ขายให้คนที่อาศัยอยู่ไกลออกไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจับปลาจะยากกว่าทำนา? แค่ต้องพยายามให้มากหน่อย จะต้องจับปลาได้แน่นอน”
“ใกล้จะถึงหน้าหนาวแล้ว จับปลาได้ไม่เท่าไหร่ก็ลงน้ำไม่ได้แล้ว”
“ทำนาก็เหมือนกันนี่นา ถึงหน้าหนาวก็ทำไม่ได้แล้วเหมือนกัน”
……
เห็นได้ชัดว่าจูเอ้อร์ประเมินความเคลื่อนไหวของเย่อวี๋หรานง่ายเกินไป ในเมื่อนางเดิมพันกับจูเหล่าโถว ตกลงกันแล้วว่าต่างคนต่างรับผิดชอบที่นากึ่งหนึ่ง ย่อมต้องมีความเคลื่อนไหว
แต่ตอนนี้เพิ่งจะเก็บเกี่ยวเสร็จ ยังทำอะไรไม่ได้ จึงไม่ได้พูดขึ้นมาก็เท่านั้น
สิ้นสุดเดือนสิบ เข้าสู่เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง ไม่ว่าจะปลูกมันเทศหรือปลูกข้าวล้วนไม่เหมาะ
เย่อวี๋หรานตั้งใจจะพลิกหน้าดินเพื่อเตรียมการเอาไว้สำหรับฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ขณะเดียวกันก็ปลูกพืชที่ค่อนข้างทนทานต่อความหนาว เช่น ข้าวสาลีฤดูหนาว ผักกาดหอม ผักกวางตุ้ง ผักปวยเล้ง
พร้อมกันนั้นก็กันที่บางส่วนเอาไว้สำหรับปลูกมันเทศตอนเดือนหนึ่งของปีหน้า ราวเดือนห้าจนถึงเดือนเจ็ดก็คงจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ถึงเดือนแปดยังสามารถปลูกมันก่อนหน้าหนาวได้ สองฤดูกาลก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว
หรือกล่าวได้ว่า นางแบ่งที่ดินออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งทำเป็นที่ดินเปียก เก็บไว้สำหรับทำนา อีกส่วนเป็นที่ดินแห้ง เอาไว้สำหรับปลูกพืชผักชนิดต่าง ๆ
ที่ดินเปียกไม่เหมือนกับที่ดินแห้ง เพราะมันจำเป็นต้อง ‘เลี้ยง’ ถ้าระหว่างฤดูหนาวดูแลได้ไม่ดี ในปีถัดไปไม่เพียงจะมีปัญหาเรื่องการกักเก็บน้ำเท่านั้น แม้แต่ดินก็อาจมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอและจะส่งผลกระทบต่อผลเก็บเกี่ยวแน่นอน
ดังนั้นจูต้าพักผ่อนได้ไม่กี่วัน เย่อวี๋หรานก็บอกให้เขา จูอู่ และจูชีไปช่วยพลิกหน้าดินแล้ว
ในท้องนาหลังช่วงเก็บเกี่ยวยังคงมีตอของต้นข้าวที่ถูกตัดไปหลงเหลือให้เห็น เย่อวี๋หรานไม่ได้ให้พวกเขากำจัดทิ้ง แต่ไปยืมควายมาจากเจ้าหน้าที่ทางการประจำหมู่บ้านมาพลิกหน้าดินทั้งอย่างนี้
“ท่านแม่ ไถดะตอนนี้มีประโยชน์หรือขอรับ? พวกเราจะปลูกข้าวกันฤดูใบไม้ผลิปีหน้าโน่นเชียวนะ” จูอู่กลัวว่ามารดาของเขาไม่เคยทำนามาก่อนอาจไม่เข้าใจ จึงรีบอธิบายให้ชัดเจนแต่เนิ่น ๆ ว่า ต้นฤดูใบไม้ผลิจึงจะเริ่มปลูกข้าว ไม่ได้ปลูกกันเวลานี้
เย่อวี๋หรานจะไม่รู้เชียวหรือ? นางมองจูอู่แวบหนึ่ง “ใครว่าข้าจะปลูกตอนนี้? ไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ช่างจะสร้างสรรค์ผลงานที่ดีได้ ต้องลับเครื่องมือให้คมเสียก่อน’ หรือ?”
จูอู่ตอบกลับตามตรง “ไม่เคยได้ยินขอรับ”
“ให้เจ้าตั้งใจเรียน เจ้าก็ไม่ตั้งใจ ฟังไม่เข้าใจล่ะสิ? ความหมายก็คือ ถ้าเจ้าอยากจะทำอะไรสักอย่างให้ดี จะต้องเตรียมการเอาไว้ให้พร้อมเสียก่อน สิ่งที่ข้าให้พวกเจ้าทำตอนนี้ก็คือเตรียมการล่วงหน้า”
จูต้ารู้แต่แรกแล้วว่าตนเองถูกมารดาเลือกให้มาอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่เขาคิดไม่ถึงว่าการเตรียมการของท่านแม่จะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้
การเตรียมการเช่นนี้จะเร็วเกินไปหรือไม่?
แต่เขาไม่กล้าพูดมากเหมือนจูอู่ จึงหยิบเครื่องมือสำหรับไถดินขึ้นมาแล้วจูงควายแก่ ๆ ตัวนั้นลงนาไปเริ่มไถดินตามคำสั่ง
เมื่อเห็นคันไถนาก้านตรงอันนั้น เย่อวี๋หรานจึงนึกขึ้นได้ว่า เวรกรรม! ลืมเรื่องปรับปรุงคันไถไปเลย
นางเรียกจูอู่เข้ามาหาทันที แล้วอธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียด
จูอู่มึนงงไปเล็กน้อย “อะไรนะ? เจ้านี่ก็ต้องเปลี่ยนหรือขอรับ?”
“เปลี่ยน ถ้าเจ้าไม่อยากทำ ให้คนอื่นทำก็ได้ แต่หลังจากนี้หลายวัน ข้าต้องได้เห็นคันไถนาที่มันโค้ง ๆ แบบนี้” เย่อวี๋หรานทำไม้ทำมือให้ดู “เข้าใจหรือไม่ ต้องได้หน้าตาประมาณนี้ ตรงนี้ต้องเติมของอย่างหนึ่ง ยังมีตรงนี้อีก…”
“ช้าก่อน ท่านแม่ ท่านพูดเร็วเกินไป ข้าจำไม่ได้” จูอู่เพิ่งจะเคยได้รับมอบหมาย ‘งานสำคัญ’ เป็นครั้งแรกจึงตื่นเต้นลนลานอยู่บ้าง
เย่อวี๋หรานมีสีหน้ารังเกียจ เรียกจูชีเข้ามาหาให้เขาช่วยจำเอาไว้ แล้วให้จูอู่พาเขาไปด้วย
“ถ้าจำไม่ได้ก็ถามเจ้าเจ็ด ความจำของเขาดีกว่าเจ้า”
จูชีซึ่งรับหน้าที่ ‘หน่วยความจำมนุษย์’ ตามหลังจูอู่ไปอย่างว่าง่าย จูอู่นึกถึงคำพูดที่พี่สามของเขาเคยกล่าวเอาไว้ขึ้นมาได้ก็หันมามองน้องชายทึ่มคนนี้ตลอดทาง
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาจึงสู้น้องทึ่มคนนี้ไม่ได้?
เอาเถอะ พอนึกถึงว่าคนอื่นเขาเรียนหนังสือรอบเดียวก็สอบผ่าน เขาจึงได้แต่ระงับความไม่ยินยอมนั้นไว้
จะทำอย่างไรได้ เขาเรียนตัวอักษรพวกนั้นได้ไม่เร็วเท่าเจ้าเจ็ดจริง ๆ นี่นา
หมู่บ้านสกุลจูไม่มีช่างไม้ พวกเขาจึงต้องไปหาคนทำที่หมู่บ้านข้างเคียง
แม้จูอู่จะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มารดาพูดมาจริงหรือไม่ แต่เขาก็พยายามอธิบายให้ช่างไม้ชราเข้าใจ “ท่านลุง ข้ามีการค้ามาเจรจากับท่าน”
ไฉหงเป็นช่างไม้เก่าแก่ในหมู่บ้าน หลังจากให้ลูกชายของเขา ไฉฟู่กุ้ย มาสืบทอดกิจการ เขาก็รับงานที่ต้องออกไปข้างนอกน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในหมู่บ้าน เว้นเสียแต่จะได้รับงานชิ้นใหญ่จึงจะช่วยลูกชายทำงาน
เขาเห็นคนหนุ่มท่าทางกระฉับกระเฉงตรงดิ่งเข้ามาหา พูดจาทำนองว่าจะเจรจาการค้ากับเขา จึงมองฝ่ายนั้นอยู่หลายที
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าเจ้าหนุ่มนี่ดูไปแล้วเป็นผู้เป็นคนอยู่บ้าง เขาคงต้องคิดว่าอีกฝ่ายมาหลอกลวงตนเองแล้วเป็นแน่
“เจ้ามาจากไหน? เหตุใดข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน?” ไฉหงไม่ได้รีบร้อนรับคำ แต่เคาะปล้องยาในมือเบา ๆ ต้องการทำความเข้าใจความเป็นมาของอีกฝ่ายเสียก่อน
จูอู่กล่าวว่า “หมู่บ้านสกุลจู ท่านรู้จักจูเหล่าโถวไหมขอรับ? เขาเป็นพ่อข้า”
“จูเหล่าโถว?” ไฉหงนึกอยู่นานก็นึกไม่ออก
“ท่านคงรู้จักจูต้าเหนียงกระมัง? แม่ของข้าคือจูต้าเหนียงแห่งหมู่บ้านสกุลจู ส่วนพ่อข้าชื่อจูเหล่าโถว”