ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 149 จูอันกู่
บทที่ 149 จูอันกู่
จางเยียนคิดในใจว่านางคงไม่คลอดเดี๋ยวนี้หรอก ยังไม่ครบแปดเดือนเลยนะ
“ท่านพ่อ จูซานรู้หรือไม่ว่าท่านมาที่นี่?” จางเยียนไม่อยากกลับไปกับพ่อสามี แต่ก็กลัวว่าพ่อสามีจะไม่พอใจ จึงรีบคิดหาข้ออ้าง
จริงด้วย ยังมีจูซานนี่นา เขาเป็นคนที่พานางมาที่นี่ ถ้าเขาไม่ตกลง นางก็ไม่ไปไหนทั้งนั้น
“เขาเป็นคนขี้ขลาดตาขาว รู้จักแต่เชื่อฟังแม่ตัวเอง เจ้าถามถึงเขาทำไม? ถ้าเจ้าจะรอถามเขา อีกหลายร้อยปีก็คงไม่ได้กลับไปหรอก” จูเหล่าโถวได้ยินอย่างนั้นก็กล่าวอย่างโกรธกริ้ว “ตอนนี้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กำลังปรนนิบัติเมียเจ้าสี่อยู่ ไม่มีเวลามาสนใจเจ้าหรอก เจ้าไม่กลับไปตอนนี้ แล้วจะรอถึงตอนไหนจึงจะกลับ? รอจนเมียเจ้าสี่คลอดเสร็จแล้ว พอเจ้ากลับไป เมียข้าก็มีเวลามาจัดการเจ้าพอดี เจ้าเข้าใจไหม?”
ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าภรรยาของเจ้าสามผู้นี้ออกจะเขลาอยู่บ้าง เวลามาถึงแล้วยังไม่รู้จักคว้าเอาไว้
ไม่ใช่ ท่านพ่อ ท่านไม่เข้าใจ จางเยียนเห็นพ่อสามีหันกลับไปนำทางแล้วก็ร้อนรนขึ้นมา “ท่านพ่อ ไม่ได้เจ้าค่ะ จูซานเป็นคนพาข้ามาที่นี่ ถ้าข้าไปแล้ว ข้ากลัวว่าเขาจะเคืองข้า…”
“กลัวเขาทำไม? เจ้าวางใจได้ เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง”
ฮือ…กลัวก็แต่ท่านจะจัดการไม่ไหวนั่นแหละ! จางเยียนกลัวมากจริง ๆ “ท่านพ่อ รอก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ หรือไม่อย่างนั้นก็เรียกจูซานมาบอกก่อนข้าถึงจะไป”
จูเหล่าโถวเห็นนางไม่ยอมไปกับตนเองก็ยิ่งโมโห “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าคิดว่าแม้แต่ข้าก็พูดอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม? เขาเป็นพ่อข้าหรือข้าเป็นพ่อเขากันแน่? คนอื่นดูถูกข้าก็แล้วไปเถอะ แต่ลูกสะใภ้อย่างเจ้ายังจะมาดูถูกข้าที่เป็นพ่อสามีด้วยรึ?”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดท่าทางดุดัน ลูกตาโปนถลน ทำเอาจางเยียนตกใจขวัญหาย
นางไม่เคยเห็นพ่อสามีโกรธเกรี้ยวเช่นนี้มาก่อนเลย แต่ก็ไม่เข้าใจว่าตนเองไปยั่วโทสะพ่อสามีตรงไหนเข้า จึงรีบอธิบายอย่างระมัดระวัง “ไม่ใช่นะเจ้าคะ ท่านพ่อ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ไม่เคารพท่าน แต่เป็นเพราะข้าเป็นเมียจูซาน ต่อไปก็คงใช้ชีวิตร่วมกับเขา ข้าเป็นแค่สตรีคนหนึ่ง ถ้าทำให้เขาไม่พอใจแล้ว ต่อไปข้าจะอยู่กับเขาอย่างไร? ต่อให้มีท่านพ่อปกป้อง ถ้าเขาเป็นตายร้ายดีก็ไม่สนใจข้า สุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็เป็นข้าอยู่ดี…”
“พูดไปพูดมา เจ้าก็คิดว่าข้าไม่มีปัญญาจัดการเจ้าสามสินะ? กล่าวเช่นนี้ หมายความว่าทั้งครอบครัวมีแค่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่จัดการเจ้าสามได้ล่ะสิ?” จูเหล่าโถวคาดคั้น
เขาโมโหจนแทบบ้าแล้ว หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์รังเกียจที่เขาไร้ประโยชน์ แม้แต่คนในครอบครัวก็เลี้ยงไม่ไหว เจ้าสามระแวงว่าเขากับแม่ม่ายฉินคบชู้ ส่วนตอนนี้เล่า กระทั่งสะใภ้ที่ถูกหย่าไปแล้วยังคลางแคลงในตัวเขาอีก?!
“เปล่านะเจ้าคะ ท่านพ่อ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…”
คราวนี้จูเหล่าโถวถูกยั่วโทสะจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจางเยียนจะอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง
ถ้านางตามเขากลับไป เขาจึงจะเชื่อว่าที่นางพูดมาเป็นความจริง แต่ถ้าไม่ยอมไปกับเขาก็แสดงว่านางไม่เชื่อเขา
จางเยียนหนักใจยิ่งนัก
อีกด้านหนึ่ง เย่อวี๋หรานหาไปทั่วยังไม่เจอจูเหล่าโถวก็คร้านจะหาต่อ
“ช่างเถอะ งั้นข้าตั้งชื่อของซานเป่าเองก็แล้วกัน” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อ “ชื่อจริงของต้าเป่าคือจูอันไค เอ้อร์เป่าชื่อจูอันเป่า เช่นนั้นให้ซานเป่าชื่อจูอันกู่ก็แล้วกัน เรื่องนี้ก็ว่าตามนี้”
คนอื่นในครอบครัวย่อมไร้ความเห็นแย้งอยู่แล้ว ทั้งคิดว่านางคิดมากไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะจูเหล่าโถวไม่รู้หนังสือ จะตั้งชื่อดี ๆ ให้หลานได้อย่างไร?
ดังนั้น ต่อให้พ่อสามีอยู่ที่นี่ แม่สามีก็ต้องเป็นคนตั้งชื่ออยู่ดี
“อ้อ ซานเป่า เจ้ามีชื่อแล้วนะ ได้ยินไหม เจ้าชื่อจูอันกู่…” แม้หลี่ซื่อจะนึกรังเกียจที่ลูกชายตนเองหน้าตาน่าเกลียด แต่เห็นว่าแม่สามีชอบเขามาก นางก็พลอยชอบตามไปด้วย
อย่างไรเสีย ขอแค่ไม่สูญเสียความโปรดปราน ให้นางเลี้ยงหมูสักตัวนางก็เต็มใจ
“ซานเป่า ข้าเป็นพี่ใหญ่ชื่อจูอันไค”
“ซานเป่า ข้าเป็นพี่รองชื่อจูอันเป่า”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้ามาเกาะขอบเตียง วนไปวนมาอยู่รอบ ๆ น้องชายคนเล็กที่เพิ่งออกมาดูโลก
หลังจากตั้งชื่อจูอันกู่เสร็จสิ้น ยามนี้ก็ผ่านมาสองชั่วยามแล้ว ยามเที่ยง เย่อวี๋หรานเห็นว่าหลี่ซื่อไม่มีความผิดปกติอะไรอีก จึงอนุญาตให้คนอื่น ๆ ในครอบครัวเข้ามา ‘เยี่ยม’ หลี่ซื่อ
ทั้งยังอุ้มทารกน้อยออกมาให้ผู้ชายสกุลจูเห็นหน้า
จูซื่อมองลูกลิงตัวแดงเถือกนั้นพลางยิ้มตาหยีจนแลดูโง่งม “ท่านแม่ ท่านคิดว่าเขาหน้าเหมือนใครหรือขอรับ? ทำไมข้ารู้สึกว่าเขาหน้าตาไม่เหมือนใครเลย หน้าตาน่าเกลียดมาก”
“น่าเกลียดอะไรกัน? เจ้าไม่เห็นหรือว่าตากับจมูกของเขาเหมือนเจ้าไม่มีผิด? เจ้าบอกว่าเขาน่าเกลียดก็เท่ากับว่าบอกว่าตัวเองน่าเกลียดน่ะสิ?” เย่อวี๋หรานจำต้องยอมรับว่ารากฐานสกุลจูแข็งแกร่งยิ่งนัก ไม่เพียงพี่น้องที่หน้าตาละม้ายกันเท่านั้น เพราะแม้แต่คนรุ่นหลานก็ยังคล้ายกันยิ่งนัก
อืม เป็นไปได้ว่าเจ้าแม่หนี่ว์วา[1] ของโลกนี้ปั้นคนในครอบครัวเดียวกันออกมาให้คล้ายคลึงกันเพื่อตัดปัญหากระมัง?
จูซื่อไม่อาจเปรียบเทียบกับหน้าตาตนเองได้ จึงลากจูอู่ที่หน้าตาคล้ายเขามากที่สุดมาเทียบดู “เอ๋ คล้ายมากจริง ๆ ด้วย”
จูอู่มีสีหน้าประดักประเดิด “พี่สี่ ท่านจ้องหน้าข้าทำไม ท่านทำแบบนี้ข้ารู้สึกทะแม่ง ๆ นะ”
“อุ๊บ…” หลินซื่อหัวเราะขึ้นมาจากข้าง ๆ “ฮ่า ๆๆๆๆ…ผู้ใดให้พวกเจ้าพี่น้องหน้าตาคล้ายกันเพียงนี้เล่า? วันข้างหน้าถ้าเจ้าออกไปข้างนอกกับหลานชาย ผู้อื่นจะคิดว่าพวกเจ้าเป็นพ่อลูกกันก็ไม่แปลก”
จูซื่อตบไหล่จูอู่ และกล่าวอย่างใจกว้าง “ฮ่า ๆๆๆ…จูอู่ เจ้าสบายใจได้ ข้าไม่มีทางเข้าใจผิดแน่นอน ถ้าเจ้าอยากออกไปโอ้อวดสักหน่อย ข้าเสียสละให้เจ้ายืมลูกชายข้าก็ได้”
จูอู่รีบปัดมือเขาทิ้งแล้วเบี่ยงตัวหนี “พอเลย ใช่ว่าข้าจะคลอดลูกเองไม่ได้เสียหน่อย จะเอาลูกของท่านไปทำไม”
“คิก ๆ…พี่ห้า ท่านเป็นผู้ชายนะ คลอดลูกได้ที่ไหน” จูปาเม่ยคิดไม่ถึงว่าพี่ห้าก็ทำพลาดโง่ ๆ แบบนี้เป็นด้วย จึงหัวเราะชอบใจใหญ่
คนในลานเรือนต่างก็หัวเราะเบิกบานใจ
จางเยียนตามหลังจูเหล่าโถวกลับมาถึงเรือนในเวลานี้เอง
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ แต่นางรู้สึกเหมือนมีคนกำลังจับตามองอยู่
แต่เมื่อนางหันกลับไปก็ไม่เห็นใคร
หรือข้าแค่มองผิดไป?
ครั้นคนสกุลจูเห็นสตรีอุ้มท้องโตปรากฏกายขึ้นหน้าประตูเรือนอย่างกะทันหันก็พากันตกใจ เสียงหัวเราะรื่นเริงหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงความเงียบงัน
มีคนไม่น้อยมองไปทางจูซาน ร้ายจริง ๆ ภรรยาตั้งครรภ์แล้ว ยังปล่อยให้มารดาปลดภรรยาได้อีก?!
จูซานมองไปทางจางเยียนด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ตกลงกันดิบดีแล้วนี่นา ทำไมนางถึงมาที่เรือนเสียได้?!
เห็นได้ชัดว่าเย่อวี๋หรานก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจางเยียนตั้งครรภ์แล้ว
จนถึงขณะนี้ นางเพิ่งตระหนักว่าตนเองทำพลาดไปอย่างหนึ่ง ตอนที่นางจะปลดจางเยียน น่าจะพบตัวจางเยียนก่อนค่อยตัดสินใจ
“เจ้า…” จูเหล่าโถวมีท่าทางเดือดดาลเหมือนจะมาคิดบัญชีกับเย่อวี๋หราน แต่เมื่อเห็นสายตาของนาง โทสะก็พลันมอดลง เขาจึงไม่ได้พูดคำว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ออกมา
“เมียเจ้าสามท้องแล้ว ทำไมเจ้าถึงปลดนางเล่า?” เขากล่าวถึงตอนท้ายก็เปลี่ยนจาก ‘คาดคั้น’ เป็น ‘ตัดพ้อ’
ลูกชายกับลูกสะใภ้สกุลจูที่นึกว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะทะเลาะกันแล้วได้แต่นิ่งงัน “…”
“เข้ามาก่อนแล้วค่อยพูด” เย่อวี๋หรานไม่ได้อธิบาย แต่บอกให้จางเยียนเข้าเรือนมาก่อน
ไม่ว่าตอนแรกจะปลดจางเยียนไปด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ถ้าเด็กที่อยู่ในท้องนางเป็นลูกหลานสกุลจู เย่อวี๋หรานย่อมไม่มีทางทอดทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้ข้างนอก
หญิงปากสว่างพาคนจำนวนไม่น้อยมาชมความครึกครื้น แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่เกิดอะไรขึ้น เห็นเพียงว่ามีคนเดินมาปิดประตูเรือน
บางคนที่เดินเร็วหน่อยเห็นแค่ว่าจูเหล่าโถวพาคนท้องคนหนึ่งกลับเรือน แต่เพราะอยู่ไกลมากจึงเห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร ส่วนคนที่เดินช้ากว่าย่อมไม่ได้เห็นอะไรทั้งสิ้น
[1] หนี่ว์วา 女娲 เป็นเทพสตรีในตำนานการสร้างโลกและกำเนิดมนุษย์ในวัฒนธรรมจีน กล่าวกันว่า เจ้าแม่หนี่ว์วาใช้ดินเหนียวจากริมแม่น้ำฮวงโห (แม่น้ำหวงเหอ แปลว่า แม่น้ำเหลือง) มาปั้นเป็นตุ๊กตาที่หน้าตาเหมือนตนเอง แล้วเสกให้มีชีวิตขึ้นมากลายเป็นมนุษย์