ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 150 สร้างปัญหา
บทที่ 150 สร้างปัญหา
“มีอะไรน่ะ ทำไมประตูถึงปิดเล่า?”
“ยัยปากสว่าง เจ้าให้พวกข้ามาดูอะไรกันแน่?”
…..
คนกลุ่มนั้นทำได้เพียงรุมถามหญิงปากสว่าง
หญิงปากสว่างคิดไม่ถึงว่าสกุลจูจะไม่ทะเลาะกัน และนั่นจึงทำให้รู้สึกว่าผิดแผน เรื่องนี้ระหว่างออกจากปากของพวกเขากับออกจากปากของนาง มันจะเป็นเรื่องเดียวกันหรือ?
แต่นางไม่คิดจะยอมให้เรื่องนี้จบง่าย ๆ ท้ายที่สุดก็ยังพูดยุยงกลุ่ม ‘เมียช่างพูด’ อีกด้วย
เย่อวี๋หรานนั่งลงที่เก้าอี้ตรงกลาง แล้วให้พวกลูกสะใภ้คนอื่น ๆ นั่งลง ส่วนพวกลูกชายยืนเรียงกันเป็นสองแถว
จูเหล่าโถวกับจางเยียนยืนอยู่หน้าห้องโถง รู้สึกราวกับกำลังถูก ‘สอบสวน’
คนแรกเดิมทีก็ไม่มีความกล้าอยู่แล้ว ส่วนอีกคนก็กินปูนร้อนท้อง ครั้งนี้มันจบแล้ว ทั้งสองคนถูกทำให้ขวัญหนีดีฝ่อ และล้วนมองไปทางเย่อวี๋หรานด้วยสายตา ‘หวาดกลัว’
“เด็กในท้องเจ้าอายุกี่เดือน?” เย่อวี๋หรานถาม
จางเยียนตอบตามตรง “ประมาณเจ็ดเดือนเจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานนับเวลาในใจเงียบ ๆ ก็ได้คำตอบ แต่ยังถามอีกประโยคว่า “ลูกใคร?”
“พี่สามเจ้าค่ะ?”
“พี่สามคนไหน?”
จางเยียนเงยหน้ามองจูซาน “เขาเจ้าค่ะ”
นอกจากจูซานแล้ว คนอื่น ๆ ต่างรู้สึกว่าคำถามของเย่อวี๋หรานนั้นไร้สาระมาก ทำไมต้องถามด้วยว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกใคร? ก็ควรจะเป็นลูกของจูซานไม่ใช่หรือ?
“เจ้ารู้ดีแก่ใจใช่หรือไม่ว่าทำไมถึงถูกหย่า” เย่อวี๋หรานไม่สนใจสายตาของคนอื่น ๆ “เจ้าคิดว่าเจ้ายังจะสามารถกลับมาที่บ้านนี้ได้อีกหรือ?”
จางเยียนคุกเข่าลง น้ำหูน้ำตาไหลพลางบอกว่านางรู้ว่าตัวเองผิด หลังจากนี้นางไม่กล้าทำแล้ว ที่นางทำเช่นนั้นเป็นเพราะอยากได้หมูตัวนั้นตัวเดียว
ครอบครัวนี้ยากจนเกินไป ต้องกินแต่โจ๊กทุกมื้อ นางกลัวว่าไม่มีกินจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นจึงคิดอยากหาหนทางให้ครอบครัวแม่สามี
“เจ้าอยากหาหนทางให้สกุลจู หรือหาหนทางให้สกุลจางกันแน่?” เย่อวี๋หรานถามอย่างไร้ความเห็นใจ
จางเยียนใจกระตุกไปชั่วครู่ แน่นอนว่าไม่กล้าพูดว่าเป็นหมูที่สกุลของนางจะได้รับ จึงรีบพูดออกไปว่าเป็นของสกุลจู นางแต่งงานเข้าบ้านสกุลจูแล้ว ชีวิตนี้เป็นคนของสกุลจู ถึงตายไปก็เป็นผีสกุลจู นางรีบพูดออกมาอย่างเด็ดขาด
“ตอนนี้เจ้าก็ถูกหย่าไปแล้ว ไม่ใช่ลูกสะใภ้ของตระกูลจูอีกต่อไปแล้ว” เย่อวี๋หรานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านแม่ ข้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริง ๆ ท่านยกโทษให้ข้าสักครั้งเถิด เห็นแก่เด็กในท้องของข้า อภัยให้ข้าสักครั้ง…ข้าสาบานว่าข้าจะไม่ทรยศพี่สามอีก คนคนนั้นก็เป็นแค่คนทึ่ม คนทึ่มที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง…” จางเยียนร้องไห้ไปก็คิดจะไปกอดขาของเย่อวี๋หรานด้วย
เย่อวี๋หรานไม่อยากเปื้อนน้ำมูก นางเหลือบมองครั้งหนึ่งก็ดึงขากลับมา
“ฮือฮือฮือ…ท่าแม่ ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านไปถามพี่สามก็ได้เจ้าค่ะ เขารู้อยู่แล้วเพราะข้าเคยบอกเขาแล้วเจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานเงยหน้ามองจูซานด้วยความประหลาดใจ
จูซานรีบอธิบายทันที “เมื่อวาน นางเพิ่งมาหาข้าและบอกข้าขอรับ แต่ยังไม่ได้ไปพิสูจน์”
จางเยียนร้องไห้ขึ้นมาอย่างหนัก “อะไรนะ?! เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ! ฮือฮือฮือ…เสียแรงที่ข้าทนลำบากอุ้มท้องลูกของเจ้า อยากจะคลอดเด็กน้อยตัวจ้ำม่ำให้เจ้าสักคน แต่เจ้ากลับไม่เชื่อข้าหรือ? พระเจ้าช่างไร้ตาแล้ว…”
เย่อวี๋หรานเอ่ยขัดนาง “ไม่ต้องมาแหกปากร้องไห้ ถ้ายังไม่เลิกร้องก็ออกไปซะ”
จางเยียนหุบปากทันที นางสะอื้นเสียงเบาพลางเช็ดน้ำตา “ท่านแม่ ข้าไม่ได้โกหกจริง ๆ นะเจ้าคะ คนคนนั้นเป็นแค่คนทึ่มคนหนึ่ง ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ข้าตั้งท้องลูกของพี่สามจริง ๆ ข้าถูกคนใส่ความ…”
“งั้นเจ้าก็อุ้มท้องลูกของเจ้าสามไปให้คนอื่นเช่าเมียมางั้นสิ มันฟังขึ้นรึ?” เย่อวี๋หรานถามอย่างเย็นชา
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซื่อ และคนอื่น ๆ เบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ
ไปเป็นเมียเช่ามางั้นหรือ
สวรรค์ นางบ้าไปแล้วหรือ?!
นั่นเป็นเรื่องที่คนจะทำได้หรือ? ตราบใดที่ครอบครัวยังมีชีวิตอยู่ จะมีครอบครัวไหนยอมทำเรื่องแบบนี้?
มีแต่ผู้ชายที่เป็นเศษสวะจริง ๆ เท่านั้นถึงจะคิดอยากเอาเมียตัวเองไปปล่อยเช่า
แล้วจูซานเป็นคนเช่นนั้นหรือ?
ย่อมไม่ใช่แน่นอน
จูเหล่าโถวเองก็เพิ่งจะมารู้ ‘ความจริง’ เอาตอนนี้ เขาจ้องจางเยียนอย่างโกรธแค้นอยากจะบี้นางให้ตายเสียทีเดียว
เช่นนั้นสาเหตุที่เมียเขาจัดการเรื่องหย่าสะใภ้ผู้นี้ก็ไม่ใช่เพราะนางไปทำอะไรให้เมียเขาโกรธ แต่เป็นเพราะนางใจกล้าเอาตัวเองไปปล่อยเช่าลับหลังบ้านสามี?
เรื่องที่สวมหมวกเขียวให้ผู้ชายก็ทำลงไปแล้ว ยังจะมีหน้ากลับมาที่สกุลจูอีกหรือ?
เขาโกรธจนอยากจะเอาไม้กวาดมาไล่ตีจางเยียนให้ออกไปเสีย
ส่วนพี่ชายน้องชายของจูซานก็มองไปทางจูซานทันที กลัวว่าเขาจะเผลอทำเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เพียงแต่พวกเขาดูเหมือนจะลืมไปแล้ว จางเยียนถูกหย่าไปตั้งนานแล้ว ดังนั้นจูซานจะเพิ่งมารู้เรื่องนี้เอาตอนนี้หรือ?
เมื่อรู้สึกถึงสายตาทั้งหลายที่จ้องมองมาที่ตัวเอง ขณะนั้นเองจูซานก็รู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก
เขาคิดว่าเรื่องนี้ถูกปิดไว้อย่างดีแล้ว คิดว่าคงจะอีกหลายปีกว่าเรื่องจะถูกเปิดเผย แล้วมันก็จะกลายเป็นเรื่องในอดีต แต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะถูกคน ‘จับได้’ ในเวลาสั้น ๆ แบบนี้
เขาแทบอยากจะขุดหลุมแล้วฝังตัวเองลงไป
จางเยียนถึงกับสำลัก “แต่ข้าอยากได้หมูตัวนั้นจริง ๆ”
“บ้านข้าไม่มีหมูหรือ?” เย่อวี๋หรานจับประเด็นเพียงจุดเดียว “เจ้าถูกหย่าไปแล้ว ไปเป็นเมียเช่าในบ้านคนอื่นมันไม่ดีรึ จะหนีกลับมาทำไม? คงไม่ใช่ว่าเจ้าแอบกลับมาหรอกนะ?”
“ใช่เจ้าค่ะ…” จางเยียนยอมรับเสียงอ่อน
“เจ้าอยากคลอดลูกให้บ้านอื่น ทำไมไม่ทำให้ถึงที่สุดเสียเล่า จะกลับมาทำไม?” เย่อวี๋หรานหรี่ตา “แล้วทำไมถึงไม่ทำอะไรเลยตอนที่ได้หนังสือหย่า เจ้าได้ยินว่าตอนนี้ความเป็นอยู่ของสกุลจูเริ่มดีขึ้นแล้วก็เลยมานึกเสียใจทีหลัง จึงวิ่งโร่กลับมา? เจ้าเป็นคนวิ่งไปสร้างเรื่องพร้อมโยนความรับผิดชอบมาให้สกุลจู สร้างปัญหาให้พวกเราสกุลจูไม่ใช่หรือ? จางเยียน เจ้าคิดว่าเจ้ามีค่าอะไรให้พวกเราสกุลจูต้องปกป้องเจ้าหรือ? ด้วยเงินที่มี ข้าสามารถให้เจ้าสามไปสู่ขอหญิงสาวที่ใสสะอาดคนใหม่ได้เสียด้วยซ้ำ”
ไม่ใช่ว่าคำพูดของเย่อวี๋หรานนั้นไม่น่าฟัง แต่เป็นจางเยียนที่ทำผิดทำนองคลองธรรมจริง ๆ
เจ้าอยาก ‘ปล่อยเช่า’ ตัวเอง ทั้งยังสวมเขาให้จูซาน แล้วคราวนี้ยังจะพา ‘สิ่งที่ปล่อยเช่า’ กลับมาบ้านอีกหรือ
เจ้าไม่ได้เพียงแต่สวมเขา แต่ยังคิดจะเอามีดแทงใจคนด้วยหรือ สกุลจางไม่ใช่ว่ามีความแค้นกับสกุลจูแล้วตั้งใจสั่งสอนให้ลูกสาวเป็นเช่นนี้แล้วมาแต่งงานกับสกุลจูใช่หรือไม่?
นี่ทำให้เย่อวี๋หรานนึกถึงเรื่องตลกที่เคยเห็นเรื่องหนึ่ง คนบางคนอยากแก้แค้นจึงรับลูกสาวมาคนหนึ่ง จงใจสั่งสอนแย่ ๆ แล้วให้ไปแต่งงานกับลูกชายของตระกูลที่ต้องการจะแก้แค้น ชนะสงครามโดยที่ดาบไม่เปื้อนเลือด[1] สามารถทำลายทั้งครอบครัวเพื่อแก้แค้นได้เลย
“ท่านแม่ ข้ารู้ว่าตัวเองผิดจริง ๆ ท่านแม่เห็นแก่เด็กในท้องข้า ยกโทษให้ข้าสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ ฮือฮือฮือ…” นางกลัวจะตายอยู่แล้ว จึงร้องไห้ไปพลางรีบโขกหัวกับพื้นไปพลาง
นางเข้าใจนิสัยของแม่สามีอย่างชัดเจนจริง ๆ เรื่องนี้แน่นอนว่าคงเหนื่อยเปล่าแล้ว
ถ้าหากแม่สามีไม่แยแสนางแล้วจริง ๆ เช่นนั้นในอนาคตนางจะยังมีทางรอดอยู่หรือ?
ทางด้านครอบครัวของนางนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่เหลียวแลนาง ส่วนทางด้านแม่เฒ่าเหมยนั้น คนที่ต้องการก็คือลูกชาย อีกทั้งนางก็ไม่สามารถใช้ชีวิตกับคนทึ่มไปตลอดชีวิตได้
ครั้งนี้นางเสียดายจริง ๆ เพื่อหมูตัวเดียว นางไม่ควรแอบเอาตัวเองไป ‘ปล่อยเช่า’ เลย นางน่าจะลองพูดคุยกับจูซานอีกสักครั้ง พูดเกลี้ยกล่อมให้เขาช่วยนางปิดบัง ไม่แน่เรื่องนี้อาจจะยังไม่ถูกเปิดเผย
[1] ชนะสงครามโดยที่ดาบไม่เปื้อนเลือด หมายถึง ได้บางสิ่งมาโดยไม่ต้องทำอะไร