ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 151 เมียเช่า
บทที่ 151 เมียเช่า
“เลิกโขกหัว ข้ากลัวเจ้าจะเสียโฉมแล้วมาโทษสกุลจูอีก” เย่อวี๋หรานเงยหน้าบุ้ยคางให้จูซานมาดึงตัวคนให้ลุกขึ้น
จูซานตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิมไม่คิดจะขยับตัว
ตอนนี้เขาคิดไม่ถึงว่าจะมีลูก จึงมีเพียง ‘ความลำบากใจ’ อยู่บนใบหน้าของตัวเองเท่านั้น
เย่อวี่หรานไม่มีทางเลือก นางทำได้เพียงแค่ส่งสายตาให้หลินซื่อ หลิวซื่อ และหลิ่วซื่อ ให้พวกนางทั้งสามคนมาดึงตัวคนขึ้นไป
หลี่ซื่อนั้นเพิ่งคลอดลูก ยังดีที่หลินซื่อนั้นมีไหวพริบมากพอ จึงรีบสะกิดเรียกพี่สะใภ้ทั้งสองคนด้านข้างให้มาพยุงดึงตัวคนขึ้นมา แต่จางเยียนนั้นไม่ยอมลุกขึ้น
“เจ้าเลิกสร้างปัญหาเถอะ ถ้าท่านแม่โกรธจะยิ่งมีปัญหานะ”
“ถ้าเจ้าไม่คิดถึงตัวเองก็คิดถึงลูกในท้องของเจ้าหน่อยเถอะ”
…..
จางเยียนคิดได้เสียที่ไหน นางแทบอยากจะโขกหัวให้แตกไปเสียเดี๋ยวนี้ ดีเสียอีกถ้าทำให้แม่สามีใจอ่อนได้ แต่พอได้ยินหลินซื่อกระซิบข้างหูเสียงเบา นางก็ต้องลุกขึ้นจากพื้นอย่างช่วยไม่ได้
ตอนนี้แม่สามียังโกรธอยู่ ถ้านางทะเลาะกับแม่สามีขึ้นมาจะคุยกันดี ๆ ได้อย่างไร?
“ท่านแม่ ข้าขอร้องท่าน ครั้งนี้โปรดยกโทษให้ข้าสักครั้ง ถ้าท่านไม่ยอมยกโทษให้ข้าจริง ๆ ข้าก็ทำได้เพียงผูกคอตายอยู่ที่หน้าประตูของบ้านสกุลจู ฮือฮือฮือ…ข้าไม่มีทางรอดแล้วจริง ๆ” แม้จางเยียนจะลุกขึ้นแล้วแต่คำพูดในปากกลับยังไม่หยุด “เด็กในท้องของข้าเป็นของพี่สามจริง ๆ ลองไปดูก็ได้ว่าลูกชายของแม่เฒ่าเหมยเป็นคนทึ่มใช่หรือไม่ ข้าไม่ได้ทรยศพี่สามจริง ๆ ข้าไม่ได้…”
จางเยียนเชื่อว่าตราบใดที่นางยังไม่ได้ทรยศจูซาน เขาจะต้องให้อภัยอย่างแน่นอน
นางคิดด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความหวัง เมื่อวานตอนที่จูซานเห็นนาง ไม่ใช่ว่าทั้ง ‘ดีใจและแปลกใจ’ มากเลยหรอกหรือ พอรู้ว่านางยังไม่ได้กินข้าวเย็นก็ยังแอบ ‘หา’ ปลาจากในบ้านมาให้นางอีก
ทั้งหมดนี่ยังอธิบายไม่ชัดเจนหรือว่าในใจของเขาแท้จริงแล้วยังมีนางอยู่?
“เจ้าวางใจเถอะ เจ้าท้องโตขนาดนี้ พวกเราสกุลจูไม่มีนิสัยที่จะไล่คนออกไปตายต่อหน้าหรอก” เย่อวี๋หรานคิดอยู่ชั่วขณะ ตอนนี้เดินมาถึงทางตันแล้ว แต่นางก็ยังไม่ควรปากเปราะ “แต่หากจะมาพึ่งพาสกุลจูของเรามันก็ไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นเหมือนกัน”
จากนั้นนางก็ให้คนพาจางเยียนกลับไปที่ห้องของจูซาน (เพราะไม่มีที่ให้ขังคนแล้ว) และให้หลินซื่อส่งน้ำให้อีกฝ่ายและเฝ้าอยู่ที่นั่น
“เจ้าสามรอข้าตรงนี้สักเดี๋ยวสิ”
เย่อวี๋หรานพูดคำหนึ่งก็ส่งหลิวซื่อและผู้ชายสกุลจูให้ไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ส่วนหลิ่วซื่อไปทำอาหารกลางวันต่อ ขณะที่ตัวนางเองเข้าไปในห้องของหลี่ซื่อเพื่อดูสถานการณ์ ทั้งยังบอกเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกให้หลี่ซื่อฟังโดยเลี่ยงไม่ให้ทารกน้อยที่นอนอยู่ได้ยิน
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย ทั้งสามคนพูดคุยเป็นเพื่อนหลี่ซื่อในห้องไปด้วยทำสร้อยข้อมือของพวกนางต่อไปด้วย
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามีหน้าที่เล่นเป็นเพื่อนจูชีหรือลุงเจ็ดของพวกเขาในสนาม
หลังจัดการเรียบร้อยแล้ว เย่อวี๋หรานก็เรียกจูซานไปที่สวนหลังบ้านเพื่อถามเขาว่ามีแผนจัดการอย่างไร
เรื่องของจางเยียนจะว่าจัดการได้ก็ได้ จะว่าจัดการยากก็ยาก
จัดการได้ตรงที่จางเยียนยังไม่ได้นอกใจและไม่ได้นอกกาย อยู่ในขอบเขตที่ยังไม่ถือว่า “ทรยศ” จูซาน แต่ความยากอยู่ที่ ‘ความรุนแรง’ ของผู้หญิงในยุคนี้ รวมถึงว่าจูซานคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานไม่ชอบจางเยียนคนนี้ เพราะจางเยียนดูจะใจกล้ามากเกินไปในสภาพแวดล้อมแบบนี้ และยังกล้าทำเรื่องแบบนั้นอีกด้วย นางคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าถ้าฝังระเบิดเวลาเช่นนี้ไว้ในบ้าน จางเยียนจะสร้างปัญหาอะไรอีกในอนาคต
คงจะเป็นปัญหาไม่รู้จบสิ้น ดังนั้นความเห็นส่วนตัวของนางคือ รีบจัดการแก้ไขเรื่องของปัญหายุ่งเหยิงนี้ให้เร็วที่สุด
จูซานก้มหน้าไม่พูดไม่จา
“โธ่…” เย่อวี๋หรานทอดถอนใจและมองความผิดของตัวเอง “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ตอนนั้นข้าควรให้พวกเจ้าพบหน้ากันเสียก่อน เช่นนั้นบางทีอาจจะไม่มีเรื่องแบบนี้”
“ท่านแม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านเลย” จูซานเปิดปากพูดทันที แต่พอพูดจบประโยคนี้เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เย่อวี๋หรานไม่กลัวว่าเขาจะไม่อยากพูด แต่กลัวว่าเขาจะไม่ยอมพูดสักประโยคมากกว่า ตราบใดที่เปิดปากพูดแบบนี้ในภายหลังก็ยังหาวิธีดี ๆ ได้ “ไม่เกี่ยวได้อย่างไร? ถ้าตอนนั้นพวกเรารู้ว่านางท้อง พวกเราก็รับนางกลับบ้าน เรื่องมันก็จบ หรือจัดหาสถานที่ให้นาง รอนางคลอดลูกแล้วค่อยพาตัวเด็กกลับบ้านมาก็ได้ หากเจ้าอยากให้พวกเรายอมรับลูกสะใภ้ พวกเราก็จะยอมรับนาง แต่หากเจ้าไม่อยากให้ยอมรับ ถึงตอนนั้นพวกเราก็บอกว่านางตายตอนคลอดลูกไปแล้ว คิดเสียว่าจบ ๆ กันไป ในตอนนี้ก็คงจะไม่มีเรื่องแบบนี้แล้ว”
“ข้าไม่คิดจะบังคับเจ้า เพียงแต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าต้องเป็นคนตัดสินใจเอง เจ้าคิดให้ชัดเจนเถอะว่าเจ้ายังสามารถอยู่กับจางเยียนต่อไปในอนาคตได้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานมองจูซานแล้วพูดต่อ “ไม่ใช่เพื่อเด็กแต่เพื่อตัวเจ้าเอง เจ้าต้องคิดให้ดี ถ้าไม่มีลูกคนนี้เจ้าจะสามารถอยู่กับนางต่อไปได้หรือไม่? ข้าหวังว่าเจ้าจะได้อยู่กับคนที่เจ้าชอบจริง ๆ และแก่เฒ่าไปด้วยกัน ไม่ใช่ ‘แต่งงาน’ กับคนอื่นเพราะว่าเพื่อลูก นั่นมันเหนื่อยเกินไป เจ้ายังอายุน้อยไม่ควรจะต้องมาใช้ชีวิตแบบนั้น…”
นางไม่ได้ต่อว่าจูซานว่าทำไมถึงไม่บอกนางเรื่องที่ไปพบกับจางเยียนเมื่อวานนี้ วันนี้นางจะได้ไม่ถูกคนทำให้ ‘รับมือไม่ทัน’
บางครั้งเรื่องของสามีภรรยาก็ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะสามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ บางสิ่งบางอย่างเรื่องที่คนคิดว่าแน่นอนแต่กับสามีภรรยานั้นอาจไม่เป็นเช่นนั้น
อายุของจูซานนั้นยังไม่มาก ถ้าเขาอยู่ในโลกเมื่อชีวิตก่อนของนางก็คงอยู่ในวัยเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีลูกคนหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน จะไม่ให้สับสนวุ่นวายใจได้หรือ?
“ท่านแม่…” จูซานรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เขาคาดไม่ถึงว่าท่านแม่จะพูดกับเขาเช่นนี้
เขาคิดว่านางจะเกลี้ยกล่อมเขาให้เห็นแก่ลูกและจะให้เขาคืนดีกับจางเยียน
แต่แท้จริงแล้วเขาจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปกับจางเยียนได้จริงหรือ?
เย่อวี๋หรานจับมือของเขาแล้วตบเบา ๆ “เจ้าเป็นลูกชายข้า ข้าจะยืนข้างเจ้าเสมอ เจ้ายังไม่ต้องรีบให้คำตอบ ค่อย ๆ คิดก็ได้ หลังจากคิดดีแล้วค่อยมาบอกข้า ตราบใดที่เป็นการตัดสินใจของเจ้า ข้าก็จะเคารพการตัดสินใจของเจ้า”
“ขอบคุณท่านแม่”
“ส่วนเรื่องในวันนี้เจ้าวางใจเถอะ คนในบ้านจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป เจ้าต้องเชื่อใจข้า เชื่อใจคนในบ้าน พวกเราเป็นญาติพี่น้องของเจ้า เป็นท่าเรือที่อบอุ่น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นครอบครัวก็จะสนับสนุนเจ้าอยู่เงียบ ๆ ปัญหาทั้งหมดของเจ้าจะกลายเป็นความเป็นห่วงของพวกเราที่นี่ ขอเพียงเจ้าสบายดีพวกเราก็ไม่เป็นไร” เย่อวี๋หรานกลัวจูซานจะคิดไม่ตกจึงใช้แนวคิดการทำงานเชิงอุดมคติ[1]เข้าไปด้วย
นางคิดว่าเวลานี้จูซานต้องการการปลอบใจมากที่สุด และสิ่งที่เขาต้องการน่าจะเป็นความเข้าใจและการให้อภัยจากคนในครอบครัว
นางยังหวังว่าจูซานจะเข้าใจว่ายังมีครอบครัวอยู่ ซึ่งครอบครัวมีความเข้าใจและให้อภัยเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกลำบากใจหรือไม่สบายใจต่อหน้าคนในครอบครัว เพราะถ้าเป็นแบบนั้น คนในครอบครัวคงจะรู้สึกลำบากใจหรือไม่สบายใจมากกว่าเขาเสียอีก
และเมื่อจูต้า จูเอ้อร์ จูซาน และจูซื่อกลับมา เย่อวี๋หรานก็พูดคุยกับพวกเขาเช่นกัน
[1] แนวคิดการทำงานเชิงอุดมคติ ยึดหลักทั้ง 10 ได้แก่ หลักความถูกต้อง หลักความจริงใจ หลักความอดทน หลักการปฏิบัติที่แตกต่างกัน หลักการยกย่องชมเชย หลักการสร้างแรงบันดาลใจ หลักกาลเทศะ หลักการรักษาที่ต้นเหตุ หลักการปฏิบัติจริง และหลักความยืดหยุ่น