ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 153 แม่เขยชอบเด็กผู้หญิงมากกว่า
บทที่ 153 แม่เขยชอบเด็กผู้หญิงมากกว่า
นอกเรือนสกุลจูเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ทว่าทิศทางการถกเถียงเหมือนจะไม่อยู่ในการควบคุมของหญิงปากสว่างเท่าใดนัก ทว่าหันเหไปอีกทิศทางหนึ่ง
“ไอ้หยา เจ้าพูดจริงรึ เจ้าสามบ้านพวกเขาทำคนเขาท้องป่องแล้ว?”
“จุ๊ ๆๆ…นี่คิดอย่างไรกันแน่? ลูกสะใภ้ตั้งท้องอยู่ก็ยังปลดคนเขาเสียได้ คงไม่ใช่ว่าเด็กในท้องเป็นเด็กผู้ชายหรอกนะ?”
“เป็นไปได้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ชอบเด็กผู้หญิง เจ้าไม่ได้เพิ่งจะรู้เป็นวันแรกเสียหน่อย”
……
ครั้นพูดไปพูดมา คนทั้งกลุ่มก็ถกเรื่องที่เย่อวี๋หรานให้ความสำคัญกับลูกสาวมากกว่าลูกชาย ผู้อื่นล้วนอยากได้ลูกชายมาสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่นางกลับเหมือนคนสมองมีปัญหา อยากได้แค่ลูกสาวเท่านั้น
แต่นับว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มีครรภ์อันร้ายกาจจึงคลอดลูกชายติดต่อกันได้หลายคน ลองเปลี่ยนเป็นครอบครัวอื่นดูสิ วุ่นวายแบบนี้คงจะถูกหย่าไปนานแล้ว
“แค่ก ๆ!” เย่อวี๋หรานเดินออกมาจากประตูเรือนสกุลจูท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ นางส่งเสียงกระแอมออกมาสองครา
รอบบริเวณพลันเงียบสนิท
“จูต้าเหนียง ทำไมท่านออกมาแล้วล่ะ ท่านทำธุระเสร็จแล้วหรือ?” มีคนตีหน้าหนายิ้มประจบเย่อวี๋หรานทันที
เย่อวี๋หรานคิดในใจว่า เมื่อครู่ยังวิพากษ์วิจารณ์ข้าเรื่องเห็นลูกสาวดีกว่าลูกชายอยู่เลย อะไรกัน ตอนนี้ยังมีหน้ามาพูดกับข้าอีก?
ถึงได้พูดอย่างไรเล่าว่าคนในหมู่บ้านสกุลจูเหล่านี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ ลับหลังนางอะไรก็ล้วนพูดออกมาได้ แต่พอมาอยู่ต่อหน้านาง แต่ละคนเสมือนมุสิกเผชิญแมว หัวหดกลัวหงอ ควรทำอะไรก็ทำ ไม่กล้าคัดค้านสักคำ
“คนมากมายมาออกันอยู่หน้าเรือนข้า มารับผ้าย้อมสีสำหรับช่วงข้ามปีหรือ?” เย่อวี๋หรานรู้แจ้งแก่ใจดีว่าพวกเขามาทำอะไรกันแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้
คนหมู่บ้านเดียวกันที่เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน จะผูกความแค้นต่อกันไปเพื่ออะไร?
นางหาทางลงให้พวกเขาอย่างใจกว้าง
สตรีผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อยแล้วรีบฉีกยิ้มกว้างราวดอกเบญจมาศ “ใช่ ๆๆ มาเพราะเรื่องนี้แหละ ผ้าของบ้านข้าเอามาส่งที่เรือนพวกท่านแล้ว ข้าแค่อยากถามดูว่าเมื่อไหร่จะย้อมเสร็จ”
เย่อวี๋หรานพูดพลางลอบยิ้มในใจ “งั้นก็ต้องถามเจ้ากลับแล้วว่าเอามาส่งเมื่อไหร่ พวกข้ามอบแผ่นป้ายให้ทุกคนที่เอาผ้ามาฝากย้อมสี เรียงลำดับตามแผ่นป้ายนั่นแหละ ถ้าผ้าของใครใกล้จะเสร็จแล้ว พวกข้าจะแจ้งล่วงหน้าหนึ่งวัน ไม่ทำให้พวกเจ้าต้องเสียเวลาแน่นอน”
“ของข้าหมายเลขสามสิบห้า” สตรีผู้นั้นไม่รู้หนังสือ แต่ตอนรับป้ายมา คนเขาแจ้งหมายเลขแก่นางไว้แล้ว นางจึงจดจำเอาไว้ “จูต้าเหนียงช่วยดูหน่อยเถอะว่าใกล้ถึงรอบของพวกข้าหรือยัง?”
สตรีอีกคนรีบก้าวออกมา “ของข้าหมายเลขยี่สิบเก้า”
“ของบ้านข้าหมายเลขสี่สิบเอ็ด”
“ของข้าหมายเลขหกสิบเก้า”
……
เดิมทีมาเพื่อฟังเรื่องซุบซิบและชมดูความครึกครื้น ทว่าเย่อวี๋หรานทำเช่นนี้กลับกลายเป็นว่ามีแต่คนมาทวงถามเรื่องผ้าที่เอามาฝากย้อมสีเสียอย่างนั้น
นางยิ้มแย้มบอกทุกคนว่าตอนนี้ถึงหมายเลขยี่สิบแปดแล้ว พรุ่งนี้คนที่ได้หมายเลขยี่สิบเก้าไปก็สามารถมารับผ้าได้แล้ว ส่วนหมายเลขสามสิบคือวันถัดไป นางทยอยแจ้งวันที่ให้มารับผ้าแก่ทุกคน
แท้จริงแล้วทุกคนล้วนนับเลขไม่เป็น ไม่รู้ว่านางจัดลำดับอย่างไร พวกนางเพียงจดจำหมายเลขของตัวเอง จำว่าใครอยู่หน้าใครอยู่หลัง รวมถึงวันไหนมารับผ้าได้ก็พอแล้ว
พวกนางมองเย่อวี๋หรานที่จัดลำดับได้อย่างเรียบร้อยก็ให้อิจฉายิ่งนัก ถามนางว่าคนในหมู่บ้านมีจำนวนมากขนาดนั้น ไฉนนางจึงยังจำได้ชัดเจน ทั้งยังรู้ว่าใครต้องมารับวันไหน?
“เรื่องนี้ก็คือข้อดีของการร่ำเรียนน่ะสิ ขอเพียงนับเลขเป็น ดูหมายเลขบนป้ายของพวกเจ้าแล้วนับวันดูก็รู้แล้ว” ในเวลาแบบนี้เย่อวี๋หรานยังไม่ลืมอวดอ้างครอบครัวตัวเองสักหน่อย บอกว่าเรื่องนี้แม้แต่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ยังทำเป็น ต่อไปถ้าใครไม่แน่ใจว่านับได้ถูกต้องหรือไม่ มาไหว้วานคนจากเรือนพวกนางให้ไปช่วยนับดูก็ได้
เย่อวี๋หรานรับรองด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ “เว้นเสียแต่ว่าจะนับผิด ไม่อย่างนั้นปกติแล้วล้วนถูกต้อง”
ไร้สาระ ถ้านับถูกแล้วจะผิดได้อย่างไร?
น่าเสียดาย ชาวบ้านเหล่านั้นถูกคำว่า ‘ร่ำเรียน’ สองคำนี้ทำให้ตกใจจนอึ้งไปหมดแล้ว ยังไม่ได้สติคืนมาก็ถูกเย่อวี๋หราน ‘หลอกลวง’ ไปด้วยประการฉะนี้
พวกเขาคิดในใจว่าสกุลจูก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว ไม่เพียงแต่ย้อมผ้าเป็นเท่านั้น แม้แต่เด็กอายุไม่กี่ขวบในบ้านพวกเขาก็ยังนับเลขเป็น ร้ายกาจ!
พวกเขาคิดว่าคนในครอบครัวนี้ ‘ยอดเยี่ยม’ จริง ๆ
ความคิดที่อยากมาชมดูเรื่องสนุกก่อนหน้านี้ได้อันตรธานไปจนหมดสิ้น
ล้อเล่นกันหรือไร ผ้าของบ้านตัวเองยังอยู่ในมือผู้อื่น เด็กบ้านตัวเองก็เทียบบ้านผู้อื่นไม่ได้ ไม่แน่ว่าในอนาคตตนเองอาจมีเรื่องให้ต้องไป ‘รบกวน’ อีกฝ่าย ดังนั้นการมาชมเรื่องขายหน้าของครอบครัวคนอื่นเขานี่คิดดีแล้วหรือ
ส่วนหญิงปากสว่างนั้นพยายามไม่น้อยกว่าจะยุยงคนกลุ่มนั้นมาชมความครึกครื้นหน้าเรือนสกุลจูได้ แต่เย่อวี๋หรานออกมาพูดไม่กี่คำ นางก็ได้แต่ต้องเบิ่งตามองคนอื่น ๆ ค่อย ๆ แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
นางเบิกตากว้างเหมือนไม่อยากเชื่อ
ไปทั้งอย่างนี้เนี่ยนะ?!
พวกเจ้าไม่อยากดูความครึกครื้นแล้วหรือ?
นี่ ๆ กลับมานะ!
นางได้แต่ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปในใจ
สิ่งที่ชวนให้นางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจก็คือ ยังไม่ทันรอให้นางเก็บมือที่ยื่นออกไปกลับคืนมา เย่อวี๋หรานก็มายืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว
หญิงปากสว่างหัวเราะแห้ง “แหะ ๆ…ข้าเพิ่งนึกได้ว่าบนเตายังอุ่นของค้างไว้อยู่เลย ไม่อยู่คุยกับเจ้าแล้วนะ ข้าขอตัวก่อน”
จากนั้นก็รีบจากไปราวกับวิ่งหนี
เย่อวี๋หรานหัวเราะเยาะ “กล้าใช้แต่ลูกไม้ตื้น ๆ แน่จริงเจ้าก็มาหาเรื่องข้าตรง ๆ สิ”
เสียงของนางเดิมทีก็ไม่เบาอยู่แล้ว แต่เมื่อหญิงปากสว่างได้ยินก็ไม่ตอบโต้ แต่กลับวิ่งหนีไปไวกว่าเดิม
เย่อวี๋หรานนึกดูแคลน ก่อนจะสะสางหน้าเรือนตนเองเสร็จแล้วก็กลับเข้าเรือนไป
หลี่ซื่อเพิ่งจะคลอดลูก เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อนต้มของเร่งน้ำนมให้นางกิน เพียงต้มน้ำแกงเบา ๆ ให้นางซดแก้หิวและอุ่นท้องไปก่อน ทั้งยังให้หลิ่วซื่อจัดห่อของให้ แล้วบอกจูซื่อเอาไปส่งที่เรือนมารดาของหลี่ซื่อ แจ้งทางนั้นว่าหลี่ซื่อคลอดลูกชายตัวอ้วนจ้ำม่ำมาคนหนึ่ง
นอกจากจูซานกับจางเยียนที่อยู่ในห้องของเขา ทุกอย่างในเรือนสกุลจูก็ดูจะดำเนินไปตามปกติ
จูปาเม่ยอยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้สี่ครู่หนึ่งค่อยออกไปดูผ้าที่ตากไว้ท้ายเรือน พลิกด้านผ้าแล้วจัดการสิ่งที่ควรจัดการให้เรียบร้อย แม้ว่าเพราะหลี่ซื่อคลอดลูกจึงทำให้งานในมือพี่สะใภ้คนอื่น ๆ มีมากขึ้น แต่จูปาเม่ยมีหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยคอยช่วยอีกแรงจึงไม่ได้กินแรงมากนัก
“อะไรนะ?! คลอดลูกชายแล้ว?” มารดาของหลี่ซื่อได้ยินว่าลูกสาวแก้วตาดวงใจของตัวเองคลอดลูกชายก็ปลื้มปีติยิ่งนัก “ดีจริง ๆ สกุลจูของพวกเจ้ามีหลานเพิ่มขึ้นมาแล้ว ยินดีด้วย ๆ”
ทว่าหลังจากแสดงความยินดีเสร็จ นางค่อยนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เอ่อ แม่เขยชอบเด็กผู้หญิงมากกว่านี่นา เรื่องนี้จะทำอย่างไรดี?
บิดาของหลี่ซื่อกลับไม่ได้คิดมาก ครั้นทราบว่าจูซื่อต้องรีบกลับเรือนไปกินข้าวเย็น จึงให้ลูกสะใภ้ในเรือนทำอาหารมาเล็กน้อย เขาอยากดื่มฉลองกับจูซื่อสักหน่อย
ลูกสาวของตนเองออกเรือนไปได้สักพักแล้ว ตอนนี้ยังคลอดลูกชายได้อีก นับว่ายืนได้อย่างมั่นคง ความเป็นห่วงในใจเขาก็ปล่อยวางลงได้เสียที
สวรรค์เท่านั้นจึงทราบว่าตอนแรกลูกสาวต้องการจะแต่งเข้าเรือนหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ให้ได้ ครานั้นทำให้พวกเขาร้อนใจแทบตาย บังเกิดความรู้สึกเหมือนถ้าส่งลูกสาวไปก็เหมือนกับส่งแกะเข้าปากเสืออย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าสี่เอ๊ย เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นที่เถียนนิวอยากแต่งเข้าบ้านพวกเจ้า ข้าร้อนใจแทบบ้า ข้ารู้สึกเหมือนเอ็นดูนางเสียเปล่า ทำไมถึงทำตัวโง่งมแบบนี้ จะต้องรนหาที่ตายให้ได้ นี่ไม่เท่ากับว่าควักดวงใจของพวกข้าคนแก่สองคนออกไปหรือ…” ครั้นสุราลงท้อง บิดาของหลี่ซื่อก็ลากจูซื่อมาฟังเขารำลึกความหลังในอดีต
‘เถียนนิว’ คือชื่อสมัยเด็กของหลี่ซื่อ และชื่อจริงของนางคือหลี่หรูตง
ด้านข้างกันนั้น มารดาของหลี่ซื่อยังคงพะวงถึงแต่ลูกสาว ร้อนอกร้อนใจยิ่งนัก แต่ก็กลัวว่าตนเองถามขึ้นมาฉุกละหุกเกินไปแล้วลูกเขยจะไม่กล้าตอบตามความจริง
หลังสุราผ่านไปหลายจอก นางค่อยถามขึ้นอย่างคลุมเครือว่า “เจ้าสี่ เจ้ามาที่นี่แล้ว เถียนนิวได้พูดอะไรหรือไม่?”