ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 155 เขาไม่ต้องการเจ้าแล้ว
บทที่ 155 เขาไม่ต้องการเจ้าแล้ว
เย่อวี๋หรานมองจางเยียนเงียบ ๆ ปล่อยให้นางร้องไห้
“ฮือ ๆ…ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ” จางเยียนคลานเข่าเข้ามากอดขาของนาง เสียงร้องไห้แลดูจริงใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
เย่อวี๋หรานไม่รู้จะบอกอย่างไรดีว่าอีกฝ่ายนั้นจับประเด็นผิดแล้ว
“ระวังกระเทือนถึงเด็กในท้อง” เย่อวี๋หรานเอ่ยปลอบ “เมียเจ้าสาม ในโลกนี้ใช่ว่าความผิดพลาดทั้งมวลล้วนสามารถทำออกมาได้ ความผิดบางอย่างสามารถหันหลังกลับ แต่ความผิดบางอย่าง ทันทีที่ทำลงไปแล้วก็ไม่อาจหันหลังกลับได้อีก ไม่ใช่ว่าข้าไม่ให้อภัยเจ้า แต่เป็นเพราะเจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้ตัวเองผิดไปที่ใด จนถึงตอนนี้แล้วเจ้าก็ยังคิดว่าตัวเองไม่ผิด เจ้าแค่อยากได้หมูสักตัวเอากลับมาให้ที่บ้าน แต่ต่อให้หมูสำคัญแค่ไหน มันยังจะสำคัญกว่าสามีของเจ้าอีกหรือ?”
จางเยียนอึ้งงัน
“ใช่ เจ้าคิดว่าตัวเองไม่ผิด ลูกในท้องเจ้าเป็นลูกของเจ้าสาม ผู้ชายที่เจ้าให้เช่าครรภ์ก็เป็นคนปัญญาอ่อน เจ้าไม่ได้ทรยศเจ้าสาม แต่แล้วอย่างไรเล่า? ตอนที่เจ้าทำเรื่องพวกนี้ เจ้าเคยคิดถึงความรู้สึกของเจ้าสามบ้างไหม? เขาเป็นผู้ชาย เป็นเสาหลักของครอบครัว เรื่องนี้สมควรให้เขาเป็นคนแบกรับ เขาบังลมบังฝนให้เจ้า แต่เจ้าก็ยังไปทำเรื่องพวกนี้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาไม่เห็นด้วย” เย่อวี๋หรานมองตานางแล้วถามต่อ “เจ้าวางเจ้าสามไว้ตรงส่วนไหนในใจเจ้าหรือ?”
“ข้า…” จางเยียนต้องการจะแก้ต่าง
เย่อวี๋หรานห้ามนางเอาไว้แล้วพูดว่า “เหตุผลมากมายของเจ้าไม่สำคัญเลย แต่ประเด็นอยู่ที่สามีของเจ้าคิดอย่างไร เขายืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับเจ้าหรือไม่ ข้าเรียกเจ้าว่าเมียเจ้าสาม เพราะเห็นแก่เด็กในท้องเจ้า เห็นแก่ที่เจ้าเรียกข้าว่าท่านแม่ แต่ที่จริงแล้วตอนนี้ข้าสมควรเรียกเจ้าว่าแม่นางจางเยียน เพราะตอนนี้เจ้าไม่ใช่เมียของเจ้าสามอีกต่อไปแล้ว เรื่องนี้ดูเพียงผิวเผินอาจเหมือนข้าเป็นคนตัดสินใจ แต่ที่จริงแล้วเจ้าสามไม่ได้ออกหน้าเพื่อเจ้าเลย เจ้าน่าจะเข้าใจท่าทีของเขาได้แล้ว”
ดวงตาของจางเยียนค่อย ๆ เบิกกว้าง เผยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ “ท่านแม่ ท่านหมายความว่า…”
“เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้ออกหน้าเพื่อเจ้า เจ้าคิดว่าเขาจะไม่ถือสาเลยหรือ? เจ้าคิดว่าถ้าคนอื่นรู้เรื่องของเจ้ากับเจ้าสาม พวกเขาจะไม่พูดว่าเจ้าสวมหมวกเขียวให้เขา ไม่กล่าวหาว่าเจ้าสามเป็นผู้ชายตาขาวไร้ประโยชน์? เจ้าสามไม่เหมือนพ่อของเขา เขาเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง เขายินดีเป็นที่พึ่งให้เจ้า แต่เจ้าไม่ถามเขาสักคำก็ริบสิทธิ์ของเขาไป แล้วเขาจะไม่ถือสาเลยได้อย่างไร?”
จางเยียนรู้สึกเหมือนหัวใจของตนเองถูกอะไรบางอย่างขยุ้มเอาไว้ ทั้งหวาดกลัวและสิ้นหวัง
“คนที่จะใช้ชีวิตกับเจ้าก็คือเขา แต่เมื่อเขาไม่เปิดใจให้เจ้าอีกต่อไปแล้ว เจ้าคิดว่าพวกเจ้าสองคนยังจะใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปได้อีกหรือ? ต่อให้เห็นแก่ลูก ในช่วงสั้น ๆ อาจไม่มีปัญหา แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าล่ะ?”
“ท่านแม่…” จางเยียนเรียกขานอย่างยากลำบาก นางกุมชายกระโปรงของเย่อวี๋หรานราวกับคว้าฟางช่วยชีวิต “ท่านแม่ ขอร้องท่านแล้ว ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ช่วยข้าด้วย ข้าขาดโหยวโหย่วไม่ได้ ข้าชอบเขาจริง ๆ ไม่อย่างนั้นปีนั้นก็คงไม่แต่งให้เขาแล้ว…”
นางคิดไม่ออกเลยว่าถ้านางถูกไล่ออกไปจากสกุลจูแล้วต่อไปจะต้องทำอย่างไร
นางกล้าทำเรื่องราวเช่นนี้ก็เพราะอาศัยว่าจูซานให้ท้ายนางมาตลอด คิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่นี่ก็จะถอยให้นาง แต่นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ถ้าวันหนึ่งจูซานไม่โอนอ่อนผ่อนปรนให้นางอีกแล้วเล่า?
“มีอยู่วิธีหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะกล้าเดิมพันหรือไม่”
“วิธีอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าต้องตายเพราะคลอดยาก” เย่อวี๋หรานจ้องตาจางเยียน
จางเยียนสูดลมหายใจเย็นเยือกทันที “ท่านแม่จะให้ข้าตาย?!”
“ไม่ใช่ตายจริง ๆ แต่เป็นตายปลอม” เย่อวี๋หรานอธิบาย “ตอนนี้เจ้าติดค้างหลานชายหนึ่งคนให้แม่เฒ่าเหมย ติดค้างหมูตัวหนึ่งให้บ้านเดิมของเจ้า ทั้งยังทำให้สกุลจูของข้าสูญเสียลูกสะใภ้ไปหนึ่งคน ตอนนี้ไม่ว่าเจ้าจะเลือกอย่างไร ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่จะต้องมีปัญหาตามมามากมายแน่นอน แต่ถ้าเจ้า ‘ตาย’ แล้วเล่า? เมื่อเจ้าตายไปแล้ว ทุกประการล้วนสลายไปเหมือนหมอกควัน สกุลจูมีข้าอยู่ เจ้าก็เป็นลูกสะใภ้ที่สกุลจูหย่าขาดไปแล้ว พวกเขาไม่กล้ามาหาเรื่องแน่นอน ได้แต่ยอมรับว่าตนเองโชคร้าย”
“ตายปลอม? แล้วข้าล่ะเจ้าคะ? ข้า…” ข้าจะทำอย่างไร?
“เจ้าตายแล้ว เจ้าสามก็จะไม่ถูกตราหน้าว่าสวมหมวกเขียวอีก ในช่วงนี้ ข้าจะหาวิธีส่งเจ้าสามออกไป ข้าจะขอให้เจ้าสามเห็นแก่ลูก พาเจ้าออกไปด้วย ต่อให้ในวันข้างหน้าเจ้าสามไม่เต็มใจยอมรับเจ้าอีกแล้ว เจ้าก็สามารถเปลี่ยนโฉมหน้า เปลี่ยนแปลงตัวตน ออกเรือนให้คนอื่นใหม่อีกครั้ง เป็นแม่ม่ายสาวที่ไม่มีลูกติด อย่างไรก็คงมีโอกาสแต่งงานใหม่มากกว่าสถานะของเจ้าในตอนนี้”
ต้องยอมรับว่าจางเยียนหวั่นไหวต่อข้อเสนอของเย่อวี๋หรานแล้ว
ถ้าจะบอกว่านางรักจูซานมากเพียงใด สมควรพูดว่าสำหรับนางตอนนี้ จูซานก็คือฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายของนางมากกว่า
นางกลืนน้ำลายแล้วถามว่า “ท่านแม่จะส่งจูซานไปที่ไหนเจ้าคะ?”
“เข้าตำบล” เย่อวี๋หรานตอบ
“ตำบล?!” จางเยียนถาม “ที่ตำบลจะมีคนจำข้าได้ไหมเจ้าคะ? ถ้ามีคนจำข้าได้เล่า…”
“เจ้าคิดว่าคนในหมู่บ้านของพวกเรามีสักกี่คนที่ได้เข้าตำบลไปบ่อย ๆ? ตอนที่เจ้าเข้าตำบล จะมีโอกาสได้พบสะใภ้หรือเด็กสาวในครอบครัวผู้อื่นมากน้อยแค่ไหนกัน? ยิ่งไปกว่านั้น…” เย่อวี๋หรานเว้นไปเล็กน้อยจึงกล่าว “ในช่วงหลายปีนี้เจ้าก็เก็บตัวให้มิดชิดหน่อย ผ่านไปสักหลายปี คนเราย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย ถึงตอนนั้นแม้จะมีคนรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเจ้าอยู่บ้าง แต่จางเยียนตายไปแล้ว แค่เจ้าไม่ยอมรับ ผู้ใดจะคิดว่าเจ้าคือจางเยียน?”
เย่อวี๋หรานคิดว่าตนเองทำถึงขั้นนี้ก็นับว่าทำเต็มความสามารถแล้ว
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาเจอเรื่องแบบจางเยียน รอจนเด็กคลอดออกมาก็อุ้มเดินจากไป หย่าขาดแล้วเอาคนไปทิ้งไว้หน้าเรือน ผู้ใดยังจะสนใจความเป็นความตายของจางเยียน?
นางเพียงเห็นแก่ที่จางเยียนเป็นสตรีเหมือนกัน จึงหาทางรอดให้จางเยียนก็เท่านั้น
ถึงจูซานจะไม่ได้เข้าไปพบจางเยียนในห้อง แต่เขาเฝ้าอยู่หน้าประตูมาตลอด ครั้นเห็นมารดาเดินออกมาก็รีบเข้าไปหา
เย่อวี๋หรานผงกศีรษะให้เขาเบา ๆ
จูหายถอนหายใจออกมา แต่ในใจกลับปวดแปลบ
เขาไม่รู้ว่ามารดาพูดกับจางเยียนอย่างไร เขาแค่ได้ยินเสียงร้องไห้ดังแว่วมาจากในห้อง จากนั้นทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว
จางเยียนยอมแพ้เร็วเกินไปหรือเปล่า?
แม้จางเยียนจะรับปากแล้ว แต่เย่อวี๋หรานก็ยังไม่วางใจ กลัวว่าตกดึกมานางจะทำอะไรโง่ ๆ จึงไปคุยกับหลินซื่อว่าตอนเย็นให้นางช่วยไปนอนเป็นเพื่อนจางเยียน
ประจวบกับจูซานไม่มีที่ให้นอน ก็ให้ไปนอนกับจูอู่ก่อนสักคืน
เนื่องจากหญิงปากสว่างเห็นจางเยียนแล้ว ดังนั้นเพื่อจะปัด ‘ความเคลือบแคลง’ ให้พ้นไปจากครอบครัว เย่อวี๋หรานจึงให้จางเยียนเดินทางออกจากเรือนสกุลจูไปช่วงกลางวัน หลังปรากฏกายให้คนในหมู่บ้านเห็นแล้ว ก็ให้รีบออกไปจากหมู่บ้านสกุลจู
แต่ความจริงแล้ว จูซานก็ไปรออีกด้านหนึ่ง หลังรับจางเยียนมาแล้วก็รออยู่ข้างนอกจนถึงยามฟ้ามืด แล้วค่อยอ้อมกลับมาที่เรือนสกุลจูอีกครั้งเพื่อรอคลอดลูก
ภายใต้การผลักดันของเย่อวี๋หราน ข่าวคราวที่จางเยียนมายังหมู่บ้านสกุลจูแล้วก็จากไปแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านละแวกนั้นอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกที่จางเยียนมาหาจูซานก็บอกจูซานแล้วว่านางแอบออกมาเอง
เรื่องนี้นางกลับไม่ได้โกหก แม้ว่าแม่เฒ่าเหมยจะเฝ้าป้องกันอย่างเข้มงวดกวดขันเพียงใดเพราะกลัวว่าจางเยียนจะหนีไป แต่ต่อให้จับตามองเข้มงวดแค่ไหน นางซึ่งเป็นสตรีสูงวัยผู้หนึ่งอย่างไรก็ต้องมีจังหวะที่หละหลวมไปบ้าง
นางงีบหลับไปหน่อยเดียว พอตื่นมาก็ไม่เห็นเงาของจางเยียน แม้จะหาไปทั่วแล้วก็หาไม่พบ
จนถึงยามฟ้ามืดก็ยังไม่เจอจางเยียน เพียงเท่านี้แม่เฒ่าเหมยก็รู้แล้ว
นางเงยหน้ามองลูกชายที่น้ำลายยืด โทสะขุมหนึ่งลุกโพลงในใจ สีหน้านางจึงดูเขียวคล้ำ “นังหญิงสารเลว!”