ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 156 ลูกชายแม่เฒ่าเหมยตายแล้ว
บทที่ 156 ลูกชายแม่เฒ่าเหมยตายแล้ว
บางครั้งเมื่อคนเราถูกบีบคั้นจนไร้ทางไปก็มักจะทำเรื่องที่ไม่คาดฝันออกมา
แม่เฒ่าเหมยก็เช่นกัน นางรู้ว่าตนเองอ่อนแอไร้กำลัง อาศัยนางคนเดียวไม่มีทางทวง ‘ลูกสะใภ้’ คืนมาได้แน่นอน นางรู้ดีว่านางไม่มีลูกสะใภ้ได้ แต่นางจำเป็นต้องมี ‘หลานชาย’ ไม่อย่างนั้นรอจนนางอายุมากขึ้น ขยับตัวไม่ไหวแล้ว นางจะทำอย่างไร?
ลูกชายกับหลานชายกลายเป็นความยึดมั่นชั่วชีวิตของนาง หากไม่คลุ้มคลั่งก็ไม่อาจมีชีวิตรอด
ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน ลูกชายปัญญาอ่อนของแม่เฒ่าเหมยก็ตายเสียแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าเขาตายได้อย่างไร ตอนที่ทราบข่าว แม่เฒ่าเหมยก็นั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในเรือนแล้ว “ฮือ ๆ…ลูกข้า ลูกชายของข้า…”
คนในครอบครัวสกุลเหมยด่าทอแม่เฒ่าเหมยว่าไร้ประโยชน์ คนตัวโตคนเดียวยังดูแลไม่ได้ ไม่รู้ว่าสกุลเหมยแต่งนางเข้ามาเพื่ออะไรกัน
ทั้งยังมีคนด่าทอนางว่านางพิฆาตพ่อแม่สามี พิฆาตสามีกับลูกชาย คนทั้งครอบครัวตายหมดแล้ว นางมีชีวิตอยู่คนเดียวยังมีความหมายอะไร? ไม่สู้ตายตกไปตามกันเสียให้สิ้นเรื่อง
แม่เฒ่าเหมยเงยหน้ามองสะใภ้สกุลเหมยผู้นั้นอย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนจะแผดเสียงอย่างดุร้ายหมายขวัญ “ผู้ใดว่าครอบครัวข้าตายหมดแล้ว? เจ้าสิที่ตายยกครัว ข้ายังมีหลานชายคนหนึ่งอยู่ชัด ๆ ข้ายังมีหลานชาย…”
นางคำรามก้อง ร่ำร้องว่านางยังมี ‘หลานชาย’ อีกคนหนึ่ง หลานชายสุดที่รักของนาง
จวบจนยามนี้ คนสกุลเหมยจึงนึกขึ้นมาได้ “ลูกสะใภ้ที่เจ้าเช่ามาเล่า? ลูกชายเจ้าตายทั้งคน ทำไมไม่เห็นนางเลย?”
แม่เฒ่าเหมยร้องไห้โฮหนักกว่าเดิม “นางหนีไปแล้ว นางหนีไปแล้ว ฮือ ๆๆ…นางผลักลูกชายข้า แล้วก็พาหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของข้าหนีไปแล้ว…”
“อะไรนะ?!” คนสกุลเหมยตกใจ ตำหนิว่าทำไมนางไม่รีบพูด จากนั้นก็ยกพวกไปค้นหาจางเยียนเสียให้ทั่ว
พวกเขาหาคนพลางพร่ำบ่นไปด้วย
เรื่องที่ไม่มีประโยชน์แบบนี้ใครจะอยากช่วย? ถ้าไม่ใช่เพราะใช้แซ่เดียวกัน กลัวว่าครอบครัวนี้จะต้องขาดผู้สืบทอดแล้วบรรพบุรุษจะมาคิดบัญชีกับพวกเขา พวกเขาก็คร้านจะยุ่งด้วยแล้ว
จางเยียนหนีไปหมู่บ้านสกุลจูตั้งแต่วันก่อนหน้านี้ ดังนั้นคนสกุลเหมยจึงไม่อาจตามจับนางได้ทัน
หลังพบว่าเสียแรงเปล่ามาทั้งวัน พวกเขาก็โมโหสุดขีด ฉวยอาวุธติดมือแล้วตามไปทวงคนที่หมู่บ้านสกุลจาง
สกุลจางไม่ใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว พ่อเฒ่าจางพูดไม่กี่คำก็ปัดเป่าเสียสะอาดสะอ้าน “ข้าส่งคนให้สกุลเหมยพวกเจ้าแล้ว ทั้งยังท้องแล้วด้วย พวกเจ้าไม่มีปัญญาเฝ้าคนเอาไว้ให้ดี จะโทษใครเล่า?”
“อะไรนะ?! อยากให้ข้าคืนหมู?”
“ผายลม! ข้าขายหมูไปนานแล้ว คืนบ้านเจ้าสิ!”
……
สกุลจางไม่ยอมคืนหมู สกุลเหมยหาจางเยียนไม่พบก็ไม่ยอมเสียเปรียบ สองฝ่ายจึงทะเลาะกันขึ้นมา
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านรู้สึกว่ามีปัญหาไม่จบไม่สิ้น ก่อนหน้านี้เพิ่งจะสะสางความขัดแย้งระหว่างพ่อเฒ่าจางกับคนสกุลจู ภายหลังยังมาวิวาทกับคนสกุลเหมย ไฉนจึงมีปัญหาได้ไม่เว้นแต่ละวัน?
สุดท้ายเมื่อพวกเขาสองคนมาถึง หาวิธีแยกสองฝ่ายออกจากกันแล้วถามหาสาเหตุของเรื่องราว คนทั้งสองมีถ้อยคำหยาบคายเต็มท้อง ไม่รู้ว่าควรด่าดีหรือไม่ดี?
คนอื่นล้วนอยู่กันดี ๆ ทำไมมีแต่บ้านเจ้าที่เรื่องเยอะ?
เรื่องมีหน้ามีตาอย่างการเช่าภรรยาก็วิวาทกันเสียใหญ่โต กลัวว่าคนแถวนี้จะไม่รู้เรื่องงั้นเรอะ?
ทั้งคู่โมโหยิ่งนัก พวกเขาหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเพราะกลัวว่าหมู่บ้านสกุลจางจะเสื่อมเสียชื่อเสียง เจ้าผู้นี้กลับดีเสียจริง จะต้องมาก่อเรื่องให้ใหญ่โตให้ได้ รังเกียจที่หมู่บ้านสกุลจางมีชื่อเสียงดีงามเกินไป สะใภ้ที่แต่งเข้ามามีมากเกิน หรือรังเกียจที่เด็กสาวของหมู่บ้านสกุลจางออกเรือนง่ายเกินไปงั้นรึ?
แท้จริงแล้ว หมู่บ้านสกุลจางของพวกเขาไม่ว่าจะแต่งคนเข้ามาหรือจะให้ลูกสาวออกเรือนล้วนไม่ง่ายดาย
โมโหก็ส่วนโมโห ถึงที่สุดแล้วก็ต้องจัดการอยู่ดี
พ่อเฒ่าจางเป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง จึงโพล่งออกมาว่า “ข้าไม่มีทางคืนหมูแน่นอน ข้าส่งคนให้สกุลเหมยแล้ว แต่คนสกุลเหมยไม่เฝ้าคนเอาไว้ให้ดีเอง แล้วจะโทษใครได้?”
“ลูกสาวข้าแค่ให้เช่าครรภ์ ไม่ได้ออกเรือนไปเป็นวัวเป็นม้าให้สกุลเหมยเสียหน่อย นางหายตัวไปแล้ว ข้ายังต้องถามกับสกุลเหมยเสียอีก ผู้ใดจะรู้ว่านางมีชีวิตอย่างไรในเรือนสกุลเหมย ไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนเดียวอุ้มท้องแก่แบบนั้นจะหนีไปทำไม?”
กล่าวถึงตอนท้ายยังกล่าวโทษสกุลเหมย คิดว่าสกุลเหมยจะต้องทำเรื่องผิดต่อจางเยียนแน่แล้ว ไม่อย่างนั้นจางเยียนจะหนีไปหรือ?
แต่คนสกุลเหมยกลับคิดว่าคนสกุลจางวางอุบายต่อครอบครัวพวกเขา ไม่อย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าลูกชายของแม่เฒ่าเหมยเป็นคนปัญญาอ่อน จะมีสักกี่คนที่ยอมให้คนปัญญาอ่อนเช่าครรภ์คลอดบุตร?
ทั้งยังบังเอิญปานนั้น จางเยียนเข้าเรือนมาได้ก็ตั้งครรภ์ทันที สวรรค์เท่านั้นจึงทราบว่าท้องได้อย่างไร
เรื่องราวบางอย่างไม่อาจพูดชัดเจนเกินไป บอกออกมาหมดแล้วก็น่าเบื่อกันพอดี
แม่เฒ่าเหมยจะไม่เคยสงสัยมาก่อนเลยหรือว่าเด็กในท้องจางเยียนมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่?
แต่เรื่องนี้หาได้สำคัญไม่ นางเพียงอยากได้ ‘หลานชาย’ เท่านั้น ส่วนว่าเป็นลูกของใครนั้นไม่สำคัญเลย
ทั้งสองครอบครัวต่างก็ไม่ยอมกัน ภายหลังเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านสกุลจางไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงเชิญเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านสกุลเหมยมาปรึกษาหารือ
เจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านกับผู้อาวุโสของสองสกุลใหญ่นาน ๆ ทีจะได้พบปะกันสักครั้ง แต่กลับมาเพื่อเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ ต่างคนต่างก็ไม่สะดวกจะออกปาก แต่ก็ถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องพูด
จากเจตนาของเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของสองหมู่บ้าน ย่อมต้องการเปลี่ยนเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก เปลี่ยนเรื่องเล็กให้ไร้เรื่องราวอยู่แล้ว ดีที่สุดคือให้ทุกอย่างสงบลงก่อนจะมีคนลือ
ไม่มีใครอยากเห็นหมู่บ้านใต้ความดูแลของตนเองหรือสกุลของตนเองต้องแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่
ครั้นหารือกันไปหารือกันมา สกุลเหมยก็มีเงื่อนไขข้อเดียว “ไม่คืนหมู ได้ แต่ต้องส่งจางเยียนกลับมา”
ส่วนพ่อเฒ่าจางก็หัวแข็งพอตัว “ข้าจะไปรู้เรอะว่าตอนนี้จางเยียนอยู่ที่ไหน? ตอนแรกก็ส่งคนให้พวกเจ้าไปแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าหาคนไม่เจอ ยังจะมาโทษข้า?”
ข่าวคราวเรื่องจางเยียนกลับหมู่บ้านสกุลจูและภายหลังก็จากไปนั้นลือมาถึงหมู่บ้านสกุลจาง แล้วมาเข้าหูคนสกุลจางกับสกุลเหมยภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เอง
พ่อเฒ่าจางตบต้นขาไปหนึ่งฉาด “ทำไมข้าคิดไม่ถึงนะ เด็กคนนั้นยอมแต่งเข้าสกุลจู เวลาแบบนี้ก็ต้องไปหาสกุลจูอยู่แล้วสิ”
และแล้วก็รีบผลักความรับผิดชอบไปให้สกุลจู จากนั้นยุยงให้คนสกุลเหมยตามไปทวงหลานชายกับทางนั้น
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจางพลันใจเต้นกระตุก รีบเกลี้ยกล่อมทันที ตลกแล้ว จะไปยั่วโทสะหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นได้หรือ?
พ่อเฒ่าจางลืมเรื่องที่ผู้อื่นเอามีดมาขวางคอบังคับให้เขายอมตกลงเรื่อง ‘หย่าภรรยา’ ไปแล้วหรืออย่างไร?
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสสกุลเหมยก็หัวใจกระตุกวูบเช่นกัน หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความดุร้าย จะต้องไม่ใช่คนที่ควรไปหาเรื่องด้วยแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น หมู่บ้านของพวกเขาหาได้ใหญ่โตเท่าหมู่บ้านสกุลจู เรื่องที่ทะเลาะกันอยู่ก็เป็นเรื่องน่าอับอาย ถ้าวุ่นวายไปถึงทางนั้น…
คนทั้งสี่มองตากันแล้วต่างก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงโน้มน้าวคนฝ่ายตัวเองเพื่อยุติเรื่องนี้
ทางด้านหมู่บ้านสกุลจางถามไปตามตรงว่า “ครอบครัวพวกเจ้าต่อไปยังคิดจะสู่ขอสะใภ้หรือแต่งลูกสาวออกเรือนไปหรือไม่? ถ้าเรื่องลุกลามกว่านี้ เจ้าตั้งใจจะให้หลานชายของพวกเจ้าเป็นโสดไปตลอดชีวิต ส่วนหลานสาวก็ให้เป็นสาวเทื้อคาเรือนงั้นสิ?”
ทางฝั่งหมู่บ้านสกุลเหมยก็กำลังเกลี้ยกล่อม “ล้อเล่นหรือไร เพื่อพวกเจ้าบ้านเดียว ก็ต้องให้ทุกคนรู้กันไปทั่วว่าหมู่บ้านของเราจนตรอกจนต้องเช่าภรรยาของคนอื่นแล้วรึ ต่อไปใครยังจะยอมให้ลูกสาวแต่งเข้ามาในหมู่บ้านพวกเราอีก? เพื่อคนปัญญาอ่อนคนเดียว พวกเจ้าจะทำร้ายให้คนทั้งหมู่บ้านต้องครองตัวเป็นโสดไปตลอดชาติเลยหรือไร?”
เพียงชั่วครู่เดียวก็ข่มขวัญสองบ้านได้แล้ว
“แต่ว่าหลานชายสกุลเหมยของพวกข้าจะให้ปล่อยไปทั้งอย่างนี้?”
“ไม่ได้ยินคนพูดว่าจางเยียนไปจากที่นั่นแล้วหรือ? นางท้องโตแบบนั้นยังจะไปที่ไหนได้? ก็คงจะกลับมาหมู่บ้านสกุลจางนี่แหละ รอไปเถอะ” เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านมองคนสกุลเหมยด้วยสีหน้าถมึงทึง อยากตบบ้องหูอีกฝ่ายสักหลายฉาดจนใจจะขาด