ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 157 ต่อให้นางใจเหี้ยมแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นลูกชายของนาง
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 157 ต่อให้นางใจเหี้ยมแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นลูกชายของนาง
บทที่ 157 ต่อให้นางใจเหี้ยมแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นลูกชายของนาง
เย่อวี๋หรานรอแล้วรอเล่า คนสกุลจางหรือสกุลเหมยก็ไม่มาทวงคนเสียที
นางอุตส่าห์เตรียมใจไว้ดิบดี รอว่าเมื่อสองบ้านมาถึง นางจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบชื่อเสียงจูซาน และจัดการเรื่องนี้ให้สะอาดหมดจด
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดก็คือ คนจากสองครอบครัวนั้นไม่มาเยือน แต่กลับได้ยินข่าว ‘การเสียชีวิต’ ของลูกชายปัญญาอ่อนของแม่เฒ่าเหมยแทน
“ตายได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานฟังข่าวที่จูซื่อไปสืบมาแล้วก็ถามขึ้นอย่างสงสัย
จูซื่อดื่มน้ำในถ้วยอึก ๆ แล้วค่อยพูดว่า “ไม่รู้ขอรับ ข้าถามมาแล้ว สรุปก็คือจู่ ๆ เช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงแม่เฒ่าเหมยร้องไห้แล้วพูดว่าลูกชายนางตายแล้ว”
“บาดแผลเล่า? ไม่มีคนพูดถึงบาดแผลพวกนี้เลยรึ?”
จูซื่องุนงง “ถามถึงแผลทำไมขอรับ?”
เย่อวี๋หรานปรายตามองเขาพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ จางเยียนเพิ่งหนีมาได้ ลูกชายแม่เฒ่าเหมยก็ตายเสียแล้ว เขาตายได้อย่างไร?”
“ข้างนอกพูดกันว่าจางเยียนผลักเขาล้มจนตาย” จูซื่อลังเลเล็กน้อยค่อยกล่าวออกมา
เย่อวี๋หรานขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่ามีเรื่องราวเช่นนี้
ถ้าจางเยียนมือเปื้อนเลือด ไม่ว่านางจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม นางล้วนไม่อาจรั้งอยู่เชิงเขาไท่ตังได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นแค่มีคนจำนางได้ นางก็เหลือเพียงทางตายสายเดียวเท่านั้น
มิน่าเล่า พอนางพูดว่าจะส่งจางเยียนออกไป จางเยียนก็มีท่าทางโล่งอก
เย่อวี๋หรานค่อนข้างไม่วางใจ จึงผละจากจูซื่อไปหาจางเยียนทันที
ยามนี้ครรภ์ของจางเยียนใหญ่มากแล้ว กอปรกับหลายวันมานี้ประสบเรื่องราวไม่น้อย ร่างกายคล้ายจะแบกรับไม่ไหว หลังพักอยู่ในห้องของจูซานก็ไม่ลงมาจากเตียงอีกเลย
เย่อวี๋หรานถามนางอย่างละเอียดว่าช่วงที่อยู่เรือนแม่เฒ่าเหมยได้กินอะไรไปบ้าง บำรุงครรภ์อย่างไร และฟังว่านางได้รับการดูแลอย่างไรแล้วมาเทียบกับหลี่ซื่อ จากนั้นเย่อวี๋หรานก็พบว่าจางเยียนขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน ไม่แปลกเลยที่ร่างกายจะไม่แข็งแรงกระฉับกระเฉงเหมือนหลี่ซื่อ
แม้ก่อนที่นางจะย้อนยุคมา ครอบครัวนี้อาจยากจนอยู่สักหน่อย แต่หลังจากที่เย่อวี๋หรานย้อนยุคมาแล้ว นางก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายให้หลี่ซื่อ
นอกจากนี้ เมื่อหลี่ซื่ออยู่ต่อหน้านางก็ไม่เคยแอบอู้งาน ควรทำอะไรก็ทำ ได้กินอาหารดี ๆ เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เป็นประจำ ประกอบกับพื้นฐานร่างกายเดิมก็แข็งแรงอยู่แล้ว กล่าวได้ว่าหลี่ซื่อตั้งครรภ์ครั้งนี้หาได้รับความลำบากแต่อย่างใด
เย่อวี๋หรานยังพร่ำให้หลี่ซื่อฟังอยู่บ่อย ๆ ว่า “เจ้าช่างมีวาสนา ดูซานเป่าของพวกเราสิ นับตั้งแต่ตั้งครรภ์จนคลอดออกมาก็ไม่ได้ทำให้เจ้าต้องลำบาก ต้องเป็นเพราะรักแม่อย่างเจ้ามากแน่ ๆ เป็นเด็กดีที่มีจิตใจละเอียดอ่อนคนหนึ่ง”
หลี่ซื่อฟังแล้วก็ยิ้ม “แหะ ๆ…นั่นเป็นเพราะท่านแม่ดูแลดีต่างหากเจ้าค่ะ ซานเป่าเห็นท่านย่าดีเพียงนี้ เขาคงจะชอบและยึดถือเป็นแบบอย่าง เรียนรู้จากคนเป็นย่านั่นเอง ท่านแม่ ข้าแต่งเข้ามาเป็นลูกสะใภ้ในครอบครัวพวกท่านได้ก็เปรียบเสมือนเกิดมาท่ามกลางวาสนาแล้วเจ้าค่ะ”
ปากหวานปานนี้ มักจะประจบเยินยอเย่อวี๋หรานอยู่เป็นประจำ แล้วเย่อวี๋หรานจะไม่รู้สึกเหมือนได้กินน้ำผึ้งได้อย่างไร?
คนในครอบครัวเพียงคิดว่านางลำเอียงรักหลี่ซื่อ แต่กลับไม่คิดบ้างว่ายามหลี่ซื่ออยู่ต่อหน้านางนั้นเป็นอย่างไร
ไฉนเลยจะเหมือนพวกเขา ทำราวกับว่ามารดาทำอะไรก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว และชอบด้วยเหตุผล ส่วนคำว่า ‘ขอบคุณ’ สักคำไม่เคยจะมี เมื่อมีคนให้เปรียบเทียบ เวลาผ่านไปนานเข้า คนเราจะไม่ลำเอียงได้หรือ?
เย่อวี๋หรานคิดว่านางพยายามอย่างยิ่งแล้วที่จะยุติธรรมกับทุกคน หรือถ้าแค่นางยิ้มมากขึ้นสักนิดเวลาอยู่ต่อหน้าหลี่ซื่อก็ยังไม่ได้?
“ท่านแม่ ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?” จางเยียนกำลังแอบกินปลาแห้งชิ้นเล็ก แต่เมื่อได้ยินเสียงเย่อวี๋หรานเดินเข้ามาก็ตกใจจนรีบยัดของกินไว้ใต้ผ้าห่ม
เย่อวี๋หรานชำเลืองมอง “เจ้าสามเอามาให้?”
จางเยียนยิ้มแห้งพลางกล่าวว่า “คือว่า…เขาเอามาให้ลูกเขาเจ้าค่ะ กลัวว่าข้าจะทำให้ลูกชายของเขาหิว”
เย่อวี๋หรานเข้าใจดี ถ้าจางเยียนไม่บ่นให้จูซานฟังว่านางหิว อีกทั้งตนเองก็เคยพูดเรื่องจางเยียนขาดสารอาหารให้จูซานฟังมาก่อน จูซานจะแอบเอาของกินมาให้จางเยียนหรือ?
นางไม่ถือสาที่จูซานเอาของกินมาให้จางเยียน แต่นางก็จำเป็นต้องเตือนสติจูซานสักหน่อย อย่างไรเสียตอนนี้เขากับจางเยียนก็ไม่ใช่สามีภรรยากันอีกแล้ว เขายังมาทำดีต่อจางเยียนเช่นนี้ ระวังจางเยียนจะไม่ยอมตัดใจ เปลี่ยนสถานะใหม่แล้วก็ยังอยากจะอยู่กับเขาต่อไป ถึงตอนนั้นอย่ามาโทษว่านางไม่เตือนเขาก็แล้วกัน
“ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า” เย่อวี๋หรานทำเป็นมองไม่เห็น นั่งลงตรงขอบเตียงแล้วถามขึ้น
จางเยียนกังวลว่าแม่สามีจะถามนางว่าจูซาน ‘ขโมย’ ของกินมาให้นางมากแค่ไหน “เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
ว่ากันตามจริงแล้ว หลังจากมาอยู่ที่เรือนสกุลจูหลายวันมานี้ นางเริ่มเสียใจที่ตอนนั้นเอาครรภ์ตนเองไปให้คนอื่นเช่าเสียแล้ว ไม่อย่างนั้น ตอนนี้ตนเองก็คงจะได้กินดีอยู่ดีและได้รับการปรนนิบัติอย่างดีแล้ว
แต่เรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษนางได้ ผู้ใดให้ตอนนั้นสกุลจูจนเสียขนาดนั้นเล่า แม้แต่โจ๊กก็ยังกินไม่อิ่ม นางกลัวว่าจะต้อง ‘หิวตาย’ จึงหาทางรอดสายหนึ่งก็เท่านั้นเอง
ถ้าเย่อวี๋หรานทราบว่าขณะนี้จางเยียนกำลังคิดเหลวไหลอย่าง ‘ไม่รู้สำนึก’ คงต้องโมโหหนักเป็นแน่แท้ และเสียใจที่ใจอ่อนให้กับสตรีผู้นี้
“ลูกชายของแม่เฒ่าเหมยตายแล้ว เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่?” ตอนที่เย่อวี๋หรานพูดก็จับตามองสีหน้าจางเยียนโดยไม่คลาดสายตา
จางเยียนตะลึง “อะไรนะ?! ตายแล้ว? ตายได้อย่างไร? แม่เฒ่าเหมยรักลูกชายของนางมากนี่นา เขาจะตายได้อย่างไร?”
“เจ้าถามข้า แล้วจะให้ข้าไปถามใคร? ข้าไม่เคยไปเรือนพวกเขาเสียหน่อย แต่เจ้าเคยไป ข้าจึงมาถามเจ้า”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ?” จางเยียนมึนงง “ตอนข้ามา คนยังดี ๆ อยู่เลย ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าทำไมเขาจึงตายเสียได้? ก็แค่คนปัญญาอ่อนคนเดียว นอกจากสิ้นเปลืองเสบียงแล้วอะไรก็ทำไม่เป็น ตายก็ตายไปสิ ไม่เห็นจะเป็นไร ถ้าจะให้ข้าพูดนะเจ้าคะ คนโง่คนนี้ตายไปเสียก็ดีเหมือนกัน จะได้ประหยัดเสบียงของแม่เฒ่าเหมย…”
จางเยียนคล้ายจะตั้งแง่รังเกียจคนปัญญาอ่อนผู้นี้มากทีเดียว ไม่มีความเห็นอกเห็นใจให้เลยแม้แต่น้อย
“ตอนที่เจ้ามาก็ไม่ได้เจอเขาเลย?” เย่อวี๋หรานไม่ได้ถามว่าได้ผลักคนหรือไม่ แต่เปลี่ยนไปถามอย่างคลุมเครือแทน
จางเยียนส่ายศีรษะ “ไม่เจ้าค่ะ ถ้าเจอเขา ข้ายังจะหนีมาได้อีกหรือ? ปกติตอนกลางวัน เจ้าคนปัญญาอ่อนนั่นไม่อยู่ มีแค่แม่เฒ่าเหมยอยู่คนเดียว ข้าจงใจก่อเรื่องตอนกลางดึกบ่อย ๆ ทำให้แม่เฒ่าเหมยไม่ได้นอนดี ๆ ต่อเนื่องหลายคืน นางจึงนอนกลางวัน ข้าค่อยอาศัยจังหวะนี้หนีออกมาได้ แม่เฒ่าเหมยผู้นั้นน่ารำคาญยิ่งนัก ราวกับผีสางอย่างไรอย่างนั้น เอาแต่ตามข้าไม่หยุด เกือบทำข้าตกใจตายแล้ว”
จางเยียนคล้ายจะไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้แม่เฒ่าเหมยเลย
ครั้นฟังแล้วจางเยียนไม่ชอบคนสกุลเหมยขนาดนั้น เย่อวี๋หรานคิดไม่ออกเลยว่าตอนแรกจางเยียนคิดอย่างไรกันแน่ถึงได้จะเอาลูกชายตนเองไปให้ครอบครัวเช่นนี้
ต่อให้แม่สามีอย่างนางไม่โปรดปราน ‘หลานชาย’ แค่ไหน ถึงอย่างไรก็ดีกว่าส่งไปให้ครอบครัวแบบนี้กระมัง?
เย่อวี๋หรานลองหยั่งเชิงจากหลาย ๆ มุม จางเยียนไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการตายของคนปัญญาอ่อนผู้นั้นเลย หรือก็หมายความว่า แม้ข้างนอกจะลือกันว่าจางเยียนผลักลูกชายแม่เฒ่าเหมยจนถึงแก่ชีวิต แต่การตายของลูกชายแม่เฒ่าเหมยกลับไม่เกี่ยวอะไรกับจางเยียนสักนิด
ไม่เกี่ยวข้องกันแท้ ๆ เหตุใดคนปัญญาอ่อนผู้นั้นกลับมาตายในเวลาสำคัญแบบนี้ ทั้งยังถูกแม่เฒ่าเหมยผลักความรับผิดชอบมาให้จางเยียนเสียได้?
เย่อวี๋หรานบังเกิดลางสังหรณ์ไม่สู้ดี
แม้นางจะไม่อยากมองใจคนในแง่ร้ายขนาดนั้น แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลูกชายเป็นปัญญาอ่อน หลานชายก็หลุดมือไปเสียแล้ว อีกฝ่ายซึ่งเป็นสตรีอายุมากแล้วก็เหมือนถูกบีบคั้นจนไร้ทางออก เช่นนั้น…
เย่อวี๋หรานสั่นสะท้าน พึมพำกับตัวเอง “ไม่กระมัง คงไม่ใช่แบบนั้นหรอก ต่อให้นางใจเหี้ยมแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นลูกชายของนาง…”
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?” จางเยียนได้ยินไม่ถนัด
“ไม่มีอะไร เจ้าอยู่ว่าง ๆ ก็ลงมาเดินบ้าง ถึงจะออกไปข้างนอกไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรหมกตัวอยู่แต่บนเตียง ไม่อย่างนั้นถึงตอนคลอดจะลำบาก” ที่จริงเย่อวี๋หรานอยากพูดว่าคลอดยาก แต่ก็กลัวว่านั่นจะ ‘ไม่น่าฟังเกินไป’ จางเยียนอาจรู้สึกไม่ดีเอาได้ จึงเปลี่ยนไปพูดอ้อม ๆ แทน
ร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนหลี่ซื่อ ทั้งยังเอาแต่นอนบนเตียงไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ถึงตอนนั้นจะมีแรงคลอดลูกหรือ?