ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 165 เจ้าเจ็ดไม่ได้สมองทึ่ม
บทที่ 165 เจ้าเจ็ดไม่ได้สมองทึ่ม
จูซื่อและจูอู่ทำแบบนี้ได้หรือ?
“พวกเจ้าลองดูเอาเอง ปกติไม่ใช่ว่าเจ้าเจ็ดเป็นคนสอนหนังสือทุกคนหรือ? แต่ไหนแต่ไรท่านแม่ก็ขี้เกียจสอนพวกเรา และให้เจ้าเจ็ดออกหน้าเพื่ออะไรเล่า? เพราะพวกเราโง่ ถ้าท่านแม่จะสอนพวกเราก็ต้องสอนตั้งหลายครั้ง แต่ถ้าเป็นเจ้าเจ็ด ท่านแม่สอนแค่ครั้งเดียวแล้วที่เหลือก็ปล่อยให้เจ้าเจ็ดจัดการก็เรียบร้อยแล้ว เจ้าเจ็ดสอนพวกเรามานานขนาดนี้ พวกเจ้าเคยเห็นท่านแม่บอกว่าเขาสอนผิดหรือ?”
จูซื่อและจูอู่ค่อย ๆ นึกย้อนกลับไป เป็นจริงตามที่พี่สามของพวกเขาพูดทั้งหมด ในตอนแรกเริ่มที่เจ้าเจ็ดสอนยังไม่ค่อยมีความยืดหยุ่นมากพอ ทั้งยังมีท่าทีงุ่มง่าม แต่เนื้อหานั้นไม่ผิดพลาดแน่นอน
แต่การฝึกฝนย่อมทำให้เก่งกาจขึ้น หลังจากเจ้าเจ็ดฝึกฝนมาระยะหนึ่งก็ไม่มีปัญหานี้อีก ตอนนี้สามารถสอนพวกเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเจ้าเจ็ดเป็นคนนิสัยใจคอดี ไม่ว่าจะถามเขากี่รอบ เขาก็ไม่รู้สึกรำคาญ และตอบอย่างจริงจัง หรือก็คือเจ้าควรปรับตัวให้เข้ากับเจ้าเจ็ดที่มีลักษณะไม่รู้จักปรับตัวแต่มีความละเอียดรอบคอบตั้งแต่ต้นจนจบ
“ถ้าส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเข้าเรียน งั้นก็ต้องเพิ่มเป็นสองเท่า แต่ถ้าส่งเจ้าเจ็ดไปเข้าเรียนแบบนั้นจะไม่ประหยัดเงินกว่าหรือ? แน่นอนว่าเขาไปเรียนทั้งหมดมาแล้วก็ค่อยกลับมาสอนต้าเป่า กับเอ้อร์เป่า รวมถึงพวกเรา พวกเจ้าลองคิดดูว่านี่มันประหยัดมากเลยไม่ใช่หรือ?”
พอพูดถึงส่วนหลัง จูซื่อและจูอู่ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก เพราะพวกเขาพบว่าทั้งหมดที่พี่สามพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด
หลังจากจูซานจัดการทั้งสองคนแล้วก็ให้พวกเขาไปจัดการภรรยาของพวกเขาเอง ในขณะนั้นเองเขาก็ไปพูดกับพี่ใหญ่และพี่รอง
การที่เย่อวี๋หรานต้องการส่งจูชีไปเข้าเรียนเป็นเหมือน ‘ระเบิดหนัก’ ลูกหนึ่งที่ระเบิดจนสะเก็ดระเบิดกระจายตัวไปทั่ว
แม่หลิ่วรีบแหวกฝูงชนด้านหลังเพื่อหาหลิ่วซื่ออีกครั้ง และบ่นกับนางว่า “แม่สามีเจ้าป่วยหรือ เจ้าเจ็ดบ้านพวกเจ้าแค่อ่านหนังสือได้ก็เก่งแล้ว แต่ก็ยังเป็นแค่คนทึ่มคนหนึ่ง นางไม่มีที่ให้ใช้เงินหรือถึงได้คิดจะส่งเจ้าทึ่มคนหนึ่งไปเรียนหนังสือ? ถ้าจะส่งก็ควรส่งหลานชายทั้งสองคนของข้าไปด้วยสิ”
หลิ่วซื่อก้มหัวด้วยความเศร้าหมอง
แม่หลิวพาหลิวซื่อไปหลบที่อื่น “เกิดอะไรขึ้น? แม่สามีของเจ้าเคยปรึกษากับพวกเจ้าหรือไม่? ทำไมพวกเจ้าถึงยอมรับเรื่องเช่นนี้ได้?”
หลิวซื่อไร้เดียงสาเป็นอย่างมาก นางพูดออกไปอย่างกังวล “ท่านแม่อย่าถามเลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้พวกเราก็เพิ่งจะรู้วันนี้”
แม่หลิวว่า “อะไรนะ?! แม่สามีของเจ้า…”
หลิวซื่อจับตัวแม่ของนางไว้ตรง ๆ “ท่านแม่ลดเสียงของท่านลงหน่อยเจ้าค่ะ นิสัยของแม่สามีข้าท่านเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ในบ้านนี้มีใครเคยแข็งข้อกับนางได้ที่ไหนเจ้าคะ?”
ประโยคสุดท้ายทำให้แม่หลิวพูดไม่ออก
แม่หลินก็ยังมาเกลี้ยกล่อมหลินซื่ออีกสองสามประโยค “เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลย ตอนนี้เจ้าไม่มีบุตร น้องสาวทั้งสองคนก็ยังต้องพึ่งพาให้คนอื่นเลี้ยง อย่าเพิ่งวู่วาม ถึงอย่างไรสกุลจูของพวกเขาก็มีเงิน เจ้าคอยตามหลังเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก็พอแล้ว”
หลินซื่อครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”
แม่หลี่วิ่งเข้าไปในห้องบ่นกับหลี่ซื่อว่าแม่สามีของนางลำเอียง หลานชายสองคนเพิ่งจะเกิดได้ไม่นานแต่ดันคิดจะส่งคนทึ่มคนหนึ่งไปเข้าเรียน นี่ไม่ใช่ว่าเป็นการสิ้นเปลืองเงินหรือ? นางยังแอบถามถูกสาวด้วยว่าสกุลจูมีรายได้มากมายนักหรือ ไม่เช่นนั้นจะส่งคนทึ่มไปเรียนหนังสือเพื่ออะไร?
หลี่ซื่อรู้สึกว่าตัวเองแค่ขี้เกียจไปตามติดแม่สามีเพียงสองเดือน ทำไมสถานการณ์ภายนอกถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้?
ไม่ได้การ นางต้องรีบออกไปทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน
หลี่ซื่อไม่สนใจว่าแม่สามีจะส่งใครไปเรียนหนังสือ แต่ลูกชายทั้งสองคนของนางจะเสียเปรียบไม่ได้เด็ดขาด
สกุลจูไม่มีสถานที่ให้พัก หลังงานเลี้ยงฉลองอายุครบหนึ่งเดือนของเด็กแรกเกิด พอกินอาหารเย็นเสร็จแล้วช่วงเย็นก็ส่งพวกญาติกลับไป
ไม่มีคนนอกแล้วเย่อวี๋หรานก็รู้สึกว่าในบ้านก็มีแอบมีบรรยากาศกระทบกระทั่งกัน และรู้ว่าในหมู่พวกเขามีคนที่ ‘ไม่พอใจ’ กับคำพูดของนางในวันนี้
นางมองบ้านที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบและพูดว่า “เอาเป็นว่ายังไม่ต้องทำความสะอาด ทุกคนมาพูดคุยให้ชัดเจนก่อนเถอะ”
จูเหล่าโถว จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ จูอู่ หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซื่อ แม้กระทั่ง จูชี ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูปาเม่ยก็ล้วนมารวมตัวกัน
ส่วนหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยนั้นรู้ตัวว่าควรทำอย่างไร พวกนางจึงเข้าไปในห้องหลี่ซื่อและบอกว่าจะช่วยดูแลเด็ก
เย่อวี๋หรานเห็นว่าคนมาพร้อมแล้วจึงพูดขึ้นว่า “เจ้าสามลองมาอธิบายซิ”
นางขี้เกียจที่จะใช้แรงพูด เตรียมตัวรอให้ถึงตอนที่จูซานอธิบายให้พวกเขาเข้าใจไม่ได้ก็จะออกไปพูดทันที และเตรียมตัวอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว
แต่เป็นนางที่คิดไม่ถึงว่าจูซานจะไปพูดกับจูซื่อและจูอู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเขาใช้เหตุผลเดียวกันพูดโน้มน้าวใจคนที่เหลือจึงช่วยสนับสนุนได้ดี
เย่อวี๋หรานคิดว่า ดูเหมือนนางจะประเมินเจ้าสามต่ำเกินไป
เมื่อจูซานพูดจบ ทุกคนก็ตระหนักได้ และยังมีจูซื่อกับจูอู่ที่รู้สึกซาบซึ้งใจ ที่แท้เดิมทีแม่ก็ทำเพื่อประหยัดเงินนี่เอง!
“ท่านแม่ ท่านมากความสามารถจริง ๆ เจ้าค่ะที่คิดวิธีนี้ออกมาทำให้พวกเราได้กำไรมากที
เดียว” หลินซื่อรีบยิ้มแล้วพูดประจบ
แน่นอนว่าถ้าเจ้าเจ็ดไปเรียนแล้วก็เหมือนกับเชิญ ‘คุณชาย’ คนหนึ่งมาในบ้านไม่ใช่หรือ?
เมื่อในอนาคตลูกของนางเกิดมาแล้ว ไม่ใช่ว่าจะได้รับการ ‘สั่งสอนความรู้’ ของเจ้าเจ็ดมาด้วยหรือ?
เมื่อเทียบกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่เพิ่งได้รับความรู้ตอนที่โตแล้ว ลูกของนางจะสามารถรับความรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิดแบบนี้ก็ถือว่ามีโอกาสให้คว้าไว้
จูเหล่าโถวพูดว่า “ยายแก่คนนี้นี่ ในเมื่อเจ้ามีแผนเช่นนี้แล้วเหตุใดจึงไม่พูดตั้งแต่ก่อนหน้านี้เล่า?”
“ต่อหน้าคนมากมายเช่นนั้นจะพูดได้หรือ?” เย่อวี๋หรานพูดต่อ “ข้าก็ใช่ว่าอยากจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้กับคนของข้านี่? แต่ต่อให้พวกเขารู้ พวกเขาก็คงไม่อยากให้เจ้าเจ็ดสอนด้วยอยู่ดี? คนของข้ายังทนสอนไม่ได้แล้วข้าจะไปสอนอะไรพวกเขาได้”
คำพูดนี้ก็ไม่ผิดนัก แต่เมื่อเย่อวี๋หรานพูดกลับรู้สึกขึ้นมาว่าถ้าเจ้าเจ็ดสอบผ่านก็จะเอ้อระเหยไปวัน ๆ ไม่ได้แล้ว และคงจะเลี้ยงดูตัวเองได้ด้วยการให้ความรู้คนในหมู่บ้าน
หลังจากนั้นถ้ามีคนที่เหมาะสมก็จะให้ห้องเขากับภรรยาห้องหนึ่ง จากนั้นชีวิตครึ่งหลังของเจ้าเจ็ดก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
“เรื่องนี้ก็ตัดสินใจตามนี้แล้วกัน”
คนอื่น ๆ ล้วนไม่มีความเห็นอะไร เว้นแต่หลิ่วซื่อที่กังวลเรื่องลูกชายทั้งสองคนของนางอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่กล้าถาม ทำได้เพียงเก็บความกังวลไว้ในใจ
นางกลับเข้าห้องไปสะกิดจูต้าแล้วถามว่า “ทำไมเจ้าถึงไม่ถามว่าเจ้าเจ็ดได้ไปเรียนหนังสือแล้วเรื่องการสอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่าจะเป็นเช่นไร?”
จูชีมีความอดทนที่จะสอนทุกคน แต่นางกลับไม่คิดว่าแม่สามีจะมีความอดทนมากขนาดนั้น ไม่เช่นนั้นพี่น้องสกุลจูคงจะไม่ ‘เสียเวลาเปล่า’ เช่นนี้
“ไม่เป็นไรจูซานบอกข้าแล้ว เมื่อถึงเวลาต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็จะได้ไปด้วย เขาจะรับผิดชอบดูแลเรื่องนั้นให้” จูต้าเอนตัวบนเตียง ไม่คิดจะพูดต่อ
“ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ต้องไปเรียนหนังสือหรือ? แต่ท่านแม่ไม่ได้พูดอะไรเลยนี่” หลิ่วซื่อตกใจ
นางไม่รู้ว่าตัวเองควรจะดีใจที่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็จะได้ไปเรียนหนังสือด้วย หรือควรจะเศร้าใจที่อีกไม่นานนางจะไม่ได้เห็นลูกชายแล้ว
“ไม่ใช่ เป็นเจ้าเจ็ดที่ไปเรียนหนังสือ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ให้เจ้าเจ็ดมาสอนอีกที” จูต้าตอบโต้กลับมา แม่ของเขาดูเหมือนจะยังอธิบายไม่ชัดเจนนัก เขาจึงทำได้เพียงลุกขึ้นนั่งแล้วอธิบายสักหน่อย “เจ้าเจ็ดไม่ได้จะเรียนหนังสือนานมากนัก น่าจะสักปีสองปี ไม่ว่าจะสอบผ่านหรือไม่เมื่อถึงเวลาก็จะต้องเปลี่ยนเป็นต้าเป่าและเอ้อร์เป่าแทน พวกเขาพี่น้องสองคนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าใครจะเรียนหนังสือก่อน ต้องดูอีกทีว่าพวกเขาทั้งสองเรียนได้ดีแค่ไหน”
แม้ว่าจะไม่ค่อยต่างจากที่นางคิด แต่เมื่อหลิ่วซื่อได้ยินว่าลูกชายตัวเองจะมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย นางคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าแม่สามีที่ปกติไม่ชอบนางเสียขนาดนั้นก็ยังคิดจะส่งลูกชายของนางไปเรียนหนังสือ
คนสกุลจูในเวลานี้ไม่รู้เลยว่า เย่อวี๋หรานคิดจะส่งหลานทุกคนไปเข้าเรียนอยู่แล้วแทนที่จะเลือกแค่คนใดคนหนึ่ง