ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 167 ปุ๋ยหมัก
บทที่ 167 ปุ๋ยหมัก
เพราะเห็นผลลัพธ์ของปุ๋ยหมักด้วยตาตัวเอง จูเหล่าโถวจึงไม่ได้คัดค้านเรื่องที่เย่อวี๋หรานสั่งให้ทุกคนมาขุดหลุมเพื่อเตรียม “หมักปุ๋ย”
เทียบกับปุ๋ยในปริมาณเท่ากันนั้น ปุ๋ยคอกมีความอุดมสมบูรณ์กว่า แต่ในด้านปริมาณนั้นด้อยกว่าปุ๋ยหมักโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น ปุ๋ยหมักยังเก็บรักษาได้ง่าย ไม่ต้องมีคนควบคุมเหมือนปุ๋ยคอก แค่ขุดบ่อให้ใหญ่เท่าที่จะทำได้ก็จะสามารถบรรจุได้มากขึ้น
เพราะเย่อวี๋หรานกำหนดว่าลูกสะใภ้สกุลจูต้องล้างเล้าหมูให้สะอาดเป็นระยะ ๆ ทำให้บ่อปุ๋ยคอกของบ้านพวกเขาเต็มเร็วมาก แต่เพราะเติมน้ำมากเกินไปจึงมีคุณภาพแย่
ก่อนหน้านี้จูเหล่าโถวก็ตำหนิเย่อวี๋หรานเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากเห็นปุ๋ยหมักแล้วเขาก็พูดว่า “ข้าก็ว่าอยู่ว่าทำไมเจ้าถึงล้างคอกหมูแบบไม่มีเหตุผล ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
หลังจากเห็นเย่อวี๋หรานเทมูลสัตว์ที่ผสมกับน้ำลงไปในบ่อปุ๋ยหมัก เขายังรู้สึกว่า “เสียของ” และบอกให้ลูกชายขุดบ่อปุ๋ยคอกที่นอกบ้านหลุมหนึ่งเพื่อเป็นการ “ประหยัด” ด้วย
ผลคือหลังจากเห็นผลลัพธ์จากการทำปุ๋ยหมัก ลูกชายถูกเขาเรียกให้ไปขุดมันกลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ และจูอู่ “…”
ท่านพ่อ ถ้าท่านฟังท่านแม่เร็วกว่านี้เรื่องก็คงจบแล้วไม่ใช่หรือ?
เย่อวี๋หรานไม่ต้องการให้มีกลิ่นเหม็นมากขนาดนั้น จึงให้พวกเขาขุดหลุมปุ๋ยหมักอีกสองสามหลุมที่นอกกำแพงบ้าน และจัดการกับมันให้เรียบร้อย
“เก็บคืนมาหมดแล้ว อาจจะใช้ไม่ทัน? ไม่มีปัญหาแค่ขุดบ่อเพิ่มที่นอกบ้านอีกสักไม่กี่หลุม ถ้าปีหน้าใช้ไม่หมดก็สามารถเอาไปขายให้คนอื่นได้”
ใช่แล้ว ถูกต้อง สิ่งนี้สามารถ “ขายเป็นเงิน” ได้
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เย่อวี๋หรานเห็นเรื่องที่จูเหล่าโถวขอเจ้าของร่างเดิมซื้อ “ปุ๋ย”
จูเหล่าโถวรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดีจึงเรียกลูกชายมาลงมือทำ
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ และจูอู่ “…”
ท่านพ่อ ถึงท่านจะลงแรงทำสิ่งนี้ตลอดฤดูหนาว แต่มันทำเงินได้ไม่มากนักหรอก
แต่ท่านพ่อสั่งมา พวกเขาจะไม่ทำได้หรือ?
ยังดีที่ทางด้านนี้เย่อวี๋หรานยังปลูกข้าวสาลีและพืชผักฤดูหนาวซึ่งเป็นการช่วยชีวิตพวกเขาแล้ว
พอขุดหลุมปุ๋ยหมักและผสมกับดินละเอียดข้าง ๆ เย่อวี๋หรานก็ขอให้พวกเขาใช้ตะแกรงร่อนมันออกมา
ดินที่ออกมาจากตะแกรงนั้นคือสิ่งที่นางต้องการ ถ้าร่อนออกมาไม่ได้ก็เทกลับลงไปในบ่อปุ๋ยหมัก เติมบางอย่างลงไปนิดหน่อยแล้วหมักอีกครั้ง
เพราะกระดาษในยุคสมัยนี้มีมูลค่ามาก ตอนนี้สกุลจูยังซื้อไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระถางดอกไม้ที่สามารถย่อยสลายเองได้เหมือนในยุคปัจจุบัน
เย่อวี๋หรานไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงให้จูเหล่าโถวพาลูกชายสองสามคนไปคิดหาวิธีทำ “พื้นที่เพาะปลูก” ทรงสี่เหลี่ยม ทำให้แบนและราบที่สุด จากนั้นดึงด้ายแล้วตัดเป็นตะแกรงตัดออกเป็นชิ้น ๆ เหมือนที่ตัดเต้าหู้
วิธีเพาะปลูกนั้นง่ายมาก แช่เมล็ดในน้ำให้เปียก ใช้อุณหภูมิเร่งให้พวกมันเริ่มงอกออกมา
ในวันที่อากาศเย็นก็หาผ้ามาพันไว้บนลำต้นให้ดี ในวันที่แดดออกก็เอาไปตากแดดเพื่อให้พืชได้รับความอบอุ่น
เพราะทำเป็นครั้งแรก พืชชุดแรกนั้นยังไม่แตกหน่อ แต่ชุดหลังที่แบ่งกลุ่มมีการแตกหน่อออกมาก่อน
เมื่อแตกหน่อจนใหญ่เท่านิ้วหัวแม่มือ เย่อวี๋หรานก็ให้พวกเขาฝังมันลงใน “ตาราง” ที่นางออกแบบและจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ และจูอู่ “…”
ครั้งนี้ยังรวมถึงจูเหล่าโถว “…”
คำอธิบายของเย่อวี๋หรานนั้นง่ายมาก “เมล็ดพืช” นั้นก็เหมือนกับคน ทุกคนต่างก็มีปริมาณความอยากอาหารเป็นของตัวเอง กินอิ่มหรือไม่อิ่ม ถ้าเป็นคนยังมีปากบอกได้ แต่พืชมีปากไหมล่ะ? เพราะพวกมันไม่มีปาก ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละเมล็ดพืชจะได้รับอาหารอย่างเพียงพอ พวกเราต้องช่วยแบ่งให้พวกมันแต่ละเมล็ดอย่างดีเสียก่อน พวกมันจะได้ไม่ต้องกลัวว่าอาหารของตัวเองจะถูกต้นข้าง ๆ แย่งไป
จูเหล่าโถวรู้สึกว่าฟังดูแล้วก็มีเหตุผล
ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่การทำให้พื้นที่ปลูกอาหารเสียเปล่า แต่เป็นการที่นางทำ “พื้นที่เพาะปลูก” ขึ้นมาด้วยตัวเอง และพวกเขาทั้งหมดก็ลงแรงเสียหน่อยปล่อยให้นางทำตามใจ
การรดน้ำก็ไม่เหมือนกับที่พวกเขาเคยทำมา น้ำหนึ่งถังค่อย ๆ รดลงดินทีละกระบวย แต่ที่ข้างใต้มีรูเล็ก ๆ เจาะอยู่มากมาย
พอใช้กระบวยตักน้ำ น้ำก็จะไหลออกมาจากรูเล็ก ๆ ราวกับฝน
“ดินในพื้นที่เพาะปลูกเป็นดินละเอียดมาก เมื่อพวกเจ้าเทน้ำลงไปหนึ่งกระบวย แน่นอนว่าดินจะถูกชะล้าง ดังนั้นต้องใช้น้ำพรำ ๆ เหมือนละอองฝน พวกเจ้าลองคิดดูว่าทั้งที่ไม่มีใครไปรดน้ำให้พืชบนภูเขา แล้วทำไมพวกมันถึงเติบโตได้ดีขนาดนั้น ก็เป็นเพราะฝนตกลงมาจากสวรรค์” เย่อวี๋หรานยังคงพูดต่อ “การปลูกพืชก็เหมือนความรู้จากสวรรค์ มันมีความเป็นมาอย่างไรพวกเราก็ทำไปตามนั้น”
ประโยคนี้จูเหล่าโถวและคนอื่น ๆ เห็นด้วยเป็นอย่างมาก
จะมีคนทำไร่ทำนาที่ไหนไม่กินข้าวโดยมองดูสวรรค์เบื้องบน? การรดน้ำด้วยวิธีนี้แม้จะช้าสักหน่อยแต่ก็เหมือนฝนจากสวรรค์จริง ๆ
วันที่สอง เมื่อพวกผู้ชายสกุลจูมาเห็นก็ประหลาดใจ “ท่านพ่อ ท่านแม่ รีบมาดูเร็วขอรับ เมล็ดพวกนี้งอกแล้ว มาดูเร็วขอรับ มันงอกออกมาแล้ว…”
จูเหล่าโถวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ทำไมเร็วขนาดนี้?! เจ้าทำให้เมล็ดโตก่อนเวลาได้จริง ๆ หรือ?”
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซื่อ รวมทั้งจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่ไม่ได้ทำไร่ก็ล้วนมาดูอย่างสนุกสนาน
เย่อวี๋หรานเหล่มองและพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่ว่ามันโตก่อนเวลา พวกเจ้าคงลืมไปแล้วว่าตอนที่ข้าให้เจ้าปลูกพวกมัน เมล็ดก็งอกออกมาแล้ว แต่พวกมันเพิ่งจะมาแตกหน่อในดินตอนนี้”
“อา ท่านแม่ ทำไมต้นนี้ถึงโตแล้วล่ะเจ้าคะ?” จูปาเม่ยชี้ไปยังจุดที่มีหน่อเล็ก ๆ โดยเทียบกับต้นข้าง ๆ แล้วถามออกมาอย่างสงสัย
จูปาเม่ยพูดต่อ “ไม่ใช่ว่าเมล็ดนี้ไม่ดีหรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานตอบว่า “ไม่ใช่ไม่ดี แต่เป็นเพราะชนิดต่างกัน ความเร็วในการเติบโตก็ต่างกัน ถ้าข้าจำไม่ผิด เมล็ดที่เติบโตเร็วที่สุดต้นนี้คือเมล็ดของต้นผักกาดขาว”
แน่นอนว่าไม่กี่วันให้หลัง คนสกุลจูก็เห็นเมล็ดพืชในพื้นที่เพาะปลูกผุดขึ้นมาทีละเมล็ด
มีบางต้นที่โตเร็ว บางต้นก็โตช้า ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะให้กำลังใจพวกมัน “ต้นข้าง ๆ โตจนสูงขนาดนี้แล้ว ทำไมพวกเจ้าไม่รีบโตขึ้นสักหน่อยล่ะ?”
“ท่านแม่บอกแล้วว่าเมล็ดพืชต่างกัน ความเร็วในการเติบโตก็ต่างกันเป็นเรื่องปกติ” หลินซื่อพูด
“แต่ก็ยังแปลกจริง ๆ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านสังเกตหรือไม่ว่าพวกมันเหมือนจะโตกว่าในตอนที่พวกเราโปรยเมล็ดลงพื้นดินตรง ๆ”
หลิวซื่อพยักหน้า “ดูแล้วชวนให้คนรู้สึกสบายตา และงดงาม”
หลิ่วซื่อ “และยังช่วยลดปัญหาเรื่องการแยกต้นกล้าด้วย”
พวกผู้ชายสกุลจูก็ยืนอยู่ข้างพื้นที่เพาะปลูกและครุ่นคิดพักหนึ่ง
เมื่อก่อนตอนพวกเขาเพาะปลูก พวกเขามักจะพรวนดิน และโปรยเมล็ดลงไปตรง ๆ จากนั้นค่อยรดน้ำและใส่ปุ๋ย หลังจากพวกมันงอกขึ้นมาระยะหนึ่งก็จะแยกต้นกล้าและถอนวัชพืชทิ้ง
แต่สิ่งที่แปลกคือเมื่อแม่ของพวกเขาเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ไม่เพียงแต่ไม่ต้องแยกต้นกล้าแล้วเท่านั้น แม้แต่วัชพืชก็ยังหายไปด้วย
จูซานนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “พี่ใหญ่ ท่านยังจำได้หรือไม่ว่าท่านแม่ใช้เมล็ดพืชไปเท่าใด?”
จูต้านึกย้อนไปครู่หนึ่ง “มีเมล็ดผักกาดขาว หัวไชเท้า…”
“ข้าไม่ได้ให้ท่านนับพวกนี้ พี่ใหญ่ ท่านจำได้หรือไม่ว่าเวลาที่ท่านแม่ปลูกพืชจะนับเมล็ดด้วย พืชผักแต่ละชนิดในพื้นที่เพาะปลูกนี่ท่านแม่ต้องนับไว้แล้วแน่ว่าใช้กี่เมล็ด”
ครั้นจูซานพูดจบ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ยกมือขึ้น “ข้ารู้ขอรับ ข้าช่วยท่านย่านับอยู่ มีเมล็ดผักกาดขาว 60 เมล็ด และเมล็ดหัวไชเท้า 60 เมล็ด…”