ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 169 จางเยียนเจ้าปัญหา
บทที่ 169 จางเยียนเจ้าปัญหา
พูดกันตามตรงแล้ว นี่ก็คือปัญหาเชิงตรรกะนั่นเอง
ไม่เพียงคนในยุคสมัยนี้เท่านั้น ต่อให้เป็นศตวรรษที่ 21 ในชาติที่แล้วของเย่อวี๋หราน มีสักกี่คนกันที่ไม่ชอบเป็นฝ่ายได้ประโยชน์?
ห้างสรรพสินค้าลดราคาเหลือ 9.9 หยวน ร้านผลไม้ขายผลไม้รวมมิตรถาดละ 9.9 หยวน ร้านค้าออนไลน์ขายเสื้อเชิ้ตตัวละ 9.9 หยวน…
แต่พอไปถึงจริง ๆ กลับพบว่า ของที่ท่านไม่ต้องการต่างหากที่ราคา 9.9 หยวน หรือท่านต้องซื้อของเป็นเงินจำนวนหนึ่งเสียก่อนจึงจะได้ของราคา 9.9 หยวนเป็นของแถม
ลูกค้า “…”
กานอี้เซียนถามเย่อวี๋หรานเสียงอ่อนว่า เรื่องการผลักดันปุ๋ยหมักและแปลงเพาะชำต้นกล้า นางมีแผนการในใจแล้วใช่หรือไม่
เย่อวี๋หรานมองเขาเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างเสียไม่ได้ “ข้าพูดไปเสียเปล่างั้นหรือ? เจ้ารอไปเถอะ ผ่านไปสักพัก พอคนในหมู่บ้านเห็นว่าพวกข้าเพาะปลูกได้ผลดีกว่าพวกเขา เห็นว่าดินในที่นาบ้านข้าอุดมสมบูรณ์กว่า เดี๋ยวก็มีคนมาสอบถามถึงเรือนเอง พวกเขามา ‘ขอ’ ข้า กับข้าประคองส่งให้พวกเขา จะเหมือนกันงั้นหรือ?”
เย่อวี๋หรานค่อนข้างรู้สึกอึดอัดใจที่กานอี้เซียนล่วงรู้สถานการณ์ในครอบครัวของตนเองรวดเร็วขนาดนี้ นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกคน ‘สอดแนม’ เรื่องส่วนตัวอยู่
บางทีสำหรับคนในยุคสมัยนี้อาจไม่มีคำว่า ‘เรื่องส่วนตัว’ ก็ได้ แต่สำหรับเย่อวี๋หรานที่เคยมีประสบการณ์จากชีวิตที่แล้ว นางไม่ปรารถนาให้เบื้องหลังตนเองมีดวงตาคู่หนึ่งคอยจับตามองตลอดเวลา
นางเลียบเคียงถามกานอี้เซียนว่าส่งคนมาจับตามองครอบครัวของนางอยู่กี่คนกันแน่ จึงได้รู้เรื่องราวของครอบครัวนางกระจ่างเช่นนี้?
“เจ้าคงไม่ได้รู้เรื่องเด็กแฝดของครอบครัวข้าด้วยหรอกกระมัง?” เย่อวี๋หรานจ้องตาเขาเขม็ง ยากจะระงับความไม่พอใจขุมนั้น
กานอี้เซียนมีสีหน้าพิพักพิพ่วน “แค่ก ๆ…จูต้าเหนียง ท่านวางใจ ข้าไม่เอาไปพูดส่งเดชแน่นอน”
“เจ้าไม่พูด แล้วหูตาของเจ้าเล่า?” เย่อวี๋หรานว่า “ก่อนที่ซื่อเป่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ ข้าไม่ต้องการให้เรื่องพวกนี้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเขา เจ้าเข้าใจไหม?”
“จูต้าเหนียงไม่เชื่อใจข้างั้นหรือ? ข้าสนใจแค่เรื่องเพาะปลูก ส่วนเรื่องอื่นท่านวางใจได้ ข้าไม่แพร่งพรายออกไปแน่นอน ต่อให้มีคำร่ำลือออกไป ข้าก็รับประกันได้ว่าไม่ได้รั่วไหลมาจากฝั่งข้าเด็ดขาด จริง ๆ นะ!” กานอี้เซียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เย่อวี๋หรานสังเกตสีหน้าของเขาก็ไม่คล้ายว่ากำลังโกหก “หูตาของเจ้า เจ้ารับประกันได้หรือไม่?”
“ได้” กานอี้เซียนตอบโดยไม่ลังเล
เขารู้ว่าจูต้าเหนียง ‘เข้าใจผิด’ ไปเล็กน้อย ‘หูตา’ ของเขาก็คือตัวเขาเองนี่นา แล้วทำไมเขาจะรับประกันไม่ได้?
หลังส่งกานอี้เซียนออกไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็ยืนคิดในลานเรือนอยู่เป็นนาน คิดถึงคนใกล้ตัวที่พอจะนึกได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็น ‘หูตา’ ของกานอี้เซียน
หญิงปากสว่าง?
เป็นไปไม่ได้ ด้วยนิสัยของหญิงปากสว่างคงจะเผยพิรุธออกมาแล้ว
เย่อวี๋หรานออกจะนับถืออยู่บ้าง ไม่เสียแรงที่เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ ต่างจากพวกนางที่เป็นชาวนาหยาบกระด้าง ไม่ว่าจะมีใจคอใสซื่อเพียงไร แต่ความสามารถที่พึงมีก็ยังมีอยู่
มาถึงท้ายเรือน หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อยังถอนขนไก่กันอยู่ พวกนางทำงานไปพลางคุยกันไปพลางสนทนากันอย่างสำราญใจยิ่ง
เย่อวี๋หรานกวาดสายตามองจึงกล่าวว่า “นางล่ะ?”
หลินซื่อทราบว่าแม่สามีถามถึงใครจึงตอบไปว่า “ไม่เห็นเจ้าค่ะ คงอยู่ในห้องไม่ได้ออกมากระมัง”
“คำพูดแบบนี้เจ้าก็เชื่อหรือ?”
“เอ่อ…” หลินซื่อหัวเราะเสียงแห้ง “ท่านแม่ ขาก็งอกอยู่บนร่างนาง พวกเราไม่ได้มัดนางไว้เสียหน่อย”
แล้วก็เปลี่ยนเรื่องไปเล่าให้เย่อวี๋หรานฟังว่าไก่ที่พวกนางกำลังถอนขนกันอยู่อ้วนท้วนเพียงใด ดูแล้วน่ากินยิ่งนัก จากนั้นเลียบเคียงถามว่าตอนเย็นจะเอาไก่ทั้งตัวมาตุ๋นน้ำแกงไก่ใช่ไหม?
จะทำอย่างไรได้ ถึงครอบครัวพวกนางจะมี ‘เนื้อ’ แต่ก็เป็นของจำพวกเนื้อปลาหรือไข่ไก่เทือกนั้น ส่วนหมูยังต้องรออีกหลายวันจึงจะฆ่าเพื่อนำมาทำอาหารตอนวันข้ามปี กินเนื้อไก่ตุ๋นไปก่อนก็ดีเหมือนกัน
เย่อวี๋หรานไม่คิดว่าการที่คนในครอบครัว ‘ชอบกิน’ เช่นนี้มีอะไรไม่ถูกต้อง
คนเราเดิมทีก็สมควรกินอาหารให้หลากหลายอยู่แล้ว ยุคสมัยนี้แร้นแค้นเกินไป อะไรก็ไม่มี จึงทำให้ผู้คนแลดู ‘ตะกละ’ กันเป็นพิเศษ
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ได้ เย็นนี้ใครรับผิดชอบทำกับข้าวก็ให้คนนั้นทำ”
“ท่านแม่ ท่านช่างดีจริง ๆ เจ้าค่ะ!” พวกหลินซื่อสรรหาถ้อยคำดี ๆ มากล่าวชมเชยด้วยความดีอกดีใจ
เย่อวี๋หรานกลอกตา “พอแล้ว พวกเจ้าทำงานเสร็จแล้วก็ช่วยข้าตามหาสักหน่อย ดูว่านางไปที่ไหนแล้ว”
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ท่านแม่”
……
‘นาง’ ที่เย่อวี๋หรานกล่าวถึงย่อมเป็นจางเยียนที่สมควรเก็บตัวอยู่ในห้อง
น่าเสียดาย ครั้นอยู่ไฟครบเดือน สตรีผู้นี้ก็อยู่เฉยไม่ไหวเสียแล้ว มักแอบออกไปข้างนอกตอนที่นางไม่ทันสังเกตอยู่เป็นประจำ
พอเย่อวี๋หรานห้ามปราม นางก็ชักสีหน้าไม่พอใจ บอกว่าตนเองถูกขังจนใกล้จะเสียสติอยู่แล้ว
เฮอะ!
งานการอะไรก็ไม่ได้ทำ แต่อาศัยอยู่ในเรือนสกุลจู กินข้าวของสกุลจู ยังมีหน้ามาพูดว่าตนเองถูก ‘ขัง’ จนจวนจะเสียสติ?
ถ้ารังเกียจสกุลจูนัก ทำไมไม่หนีไปให้รู้แล้วรู้รอด ยังอยู่ที่เรือนสกุลจูทำไมไม่ทราบ
บอกแล้วว่าตอนนี้นางไม่ควรปรากฏกายขึ้นในหมู่บ้านสกุลจู ถ้าถูกคนอื่นพบเข้าตอนอยู่ข้างนอกจะทำอย่างไร?
น่าเสียดายที่จางเยียนไม่ฟัง
“ท่านแม่ มีอะไรหรือเจ้าคะ ยังหาแม่นางสกุลจางไม่เจอหรือ?” หลี่ซื่อกำลังป้อนนมให้ทารกทั้งสอง ครั้นเห็นแม่สามีเข้ามาก็ถามขึ้น
“อืม! ข้าให้คนอื่นไปช่วยหานางหลังจากจัดการไก่เสร็จแล้ว” เย่อวี๋หรานขมวดคิ้ว รู้สึกหงุดหงิดใจ
นางคิดว่าการที่นางให้จางเยียนอยู่เรือนสกุลจูไปก่อนชั่วคราวเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดใช่หรือไม่?
ตั้งแต่ย้อนยุคมา นางก็มีชีวิตราบรื่นมาตลอด แต่บางทีคงจะ ‘ราบรื่น’ เกินไป ทำให้ทึกทักไปเองว่าเมื่อนางพูดแล้วทุกคนก็จะ ‘ฟัง’
นางคิดว่าดีแล้ว แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้อง ‘ทำตาม’
“ท่านแม่ ท่านลองถามพี่สามดีหรือไม่เจ้าคะ นางอาจตามพี่สามออกไปข้างนอกก็ได้” เนื่องจากต้องดูแลทารกน้อยสองคน ทุกชั่วยามจะป้อนนมหนึ่งครั้ง ตอนนี้หลี่ซื่อจึงไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกอีก
ถ้าสะใภ้คนอื่น ๆ ทำงานกันเสร็จแล้วมีคนช่วยดูแลลูก นางก็อาจออกไปข้างนอกกับพวกนางได้ แต่ถ้าคนอื่นไม่ว่าง นางก็อยู่ดูแลเด็ก ๆ ที่เรือน
“พวกเจ้าสามขึ้นเขาไปแล้ว ไม่ได้พาจางเยียนไปด้วย” เนื่องจากช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นแล้ว พี่น้องสกุลจูจึงอาศัยช่วงที่ฤดูหนาวยังไม่มาถึงอย่างแท้จริงขึ้นเขาไปหาเสบียงมาสะสมไว้
มันเทศและถั่วเหลืองของที่เรือนล้วนเก็บมาจากบนเขาโดยมีกานอี้เซียนช่วยเหลือ บางครั้งก็จะเก็บกลับมาได้บ้าง
เย่อวี๋หรานไม่ได้ห้ามพวกเขา แต่ก็ไม่อนุญาตให้พวกเขาพาจางเยียนไปด้วย ประการแรกคือบนเขาอันตราย อีกประการหนึ่งคือจางเยียนเป็น ‘คนนอก’ พาจางเยียนไปด้วยจะเป็นการเปิดเผยความลับของครอบครัวมากเกินไป ไม่ปลอดภัย
และความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานเอ่ยเตือน จูซานก็ระวังตัวอย่างยิ่ง
เขารู้ว่าจางเยียนเป็นสตรีที่อยู่นิ่งไม่เป็น จะต้องออกไปเพ่นพ่านลับหลังทุกคนแน่นอน ดังนั้นทุกครั้งก่อนออกจากเรือน เขาก็จะสังเกตพฤติกรรมของจางเยียนไปด้วย
ราวครั้งหรือสองครั้งแล้วที่จางเยียนเกือบจะตามไปถึงบนเขา
แต่เขาไท่ตังมากด้วยอันตราย พอจางเยียนคลาดกับพวกเขาแล้ว นางก็ไม่กล้าเดินลึกเข้าไปในภูเขาตามลำพังอยู่แล้ว หาคนไม่พบก็คงวกกลับเรือนไปเอง
ส่วนว่าขากลับ นางจะถูกคนอื่นเห็นเข้าหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้แล้ว
“หญิงเฒ่าคนนั้นนี่จริง ๆ เลย ข้าไม่ใช่ลูกสะใภ้ของเจ้าแล้วแท้ ๆ ยังจะมายุ่มย่ามอยู่ได้?”
“นี่ไม่ให้ทำ นั่นก็ทำไม่ได้ ข้าออกเดือนแล้วแท้ ๆ ยังจะเอาอะไรอีก?”
“กลัวว่าข้าจะถูกคนพบเข้าเนี่ยนะ เฮอะ ๆ คงกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าข้าอยู่ที่เรือนสกุลจู แล้วบ้านเดิมข้ากับแม่เฒ่าเหมยจะมาเอาเรื่องล่ะสิ?”
……
จางเยียนมีสีหน้าบูดบึ้ง คิดว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็แค่นี้เอง ไม่อย่างนั้นจะต้องกลัวคนอื่นมาหาเรื่องทำไม ปกติหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ร้ายกาจมากนักไม่ใช่หรือ?
ที่แท้ก็แค่ทำเป็นโหดใส่คนในครอบครัวแต่กลัวคนนอกนี่เอง