ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 171 ฝนกระหน่ำ
บทที่ 171 ฝนกระหน่ำ
“เมียเจ้าใหญ่ เมียเจ้ารอง พวกเจ้าทำให้เร็วหน่อย…” เย่อวี๋หรานยังคงออกคำสั่งอยู่ในเรือนต่อไป “เมียเจ้าสี่ ก่อนที่ฝนจะตก เจ้าก็มาช่วยสักหน่อย ถ้าฝนตกแล้ว เจ้าก็กลับเข้าห้องไปดูลูก เจ้ายังต้องให้นมลูก ไม่อาจเปียกฝน”
ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องให้นางออกคำสั่ง หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย และหลี่ซื่อก็เริ่มทำงานกันแล้ว
เปรี้ยงงง
ฟ้าร้องดังลั่น หลี่ซื่อเพิ่งจะช่วยเก็บกระจาดได้อันเดียว ลูกน้อยในห้องก็ตกใจจนร้องไห้จ้า
“ท่านแม่ พวกท่านเก็บกันไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าไปดูลูกสักหน่อย”
“ได้ เจ้าไปเถอะ”
จูปาเม่ยออกมาได้ไม่นานก็เจอต้าเป่า เอ้อร์เป่ากับจูชีที่กำลังเล่นกันอยู่ริมน้ำอย่างสนุกสนาน
“เลิกเล่นได้แล้ว ฝนจะตกแล้ว ต้าเป่า เอ้อร์เป่า พาอาเจ็ดของพวกเจ้าขึ้นมาเร็วเข้า ท่านแม่บอกให้พวกเจ้ากลับบ้าน!”
นอกจากพวกเขายังมีเด็ก ๆ ในหมู่บ้านอีกหลายคน จูปาเม่ยจึงบอกให้พวกเขารีบกลับเรือนไปด้วยกัน
เพิ่งเดินขบวนกลับมาได้ไม่ไกล คนในครอบครัวของเด็ก ๆ เหล่านั้นก็มาหาแล้ว พวกเขากล่าวขอบคุณจูปาเม่ยแล้วแยกย้ายกลับเรือนตนเอง
อีกด้านหนึ่ง โชคของหลินซื่อคล้ายจะไม่เลวอยู่ นางยังไปไม่ถึงเชิงเขาก็เห็นจูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อและจูอู่รีบลงเขามาจากไกล ๆ
“เจ้าออกมาทำไม?” จูอู่เห็นนางก็เอ่ยถาม
“ท่านแม่เห็นว่าฝนใกล้จะตก ให้ข้าเอาชุดฟางกันฝนมาให้พวกเจ้า ข้ายังเอามาเผื่ออีกสองชุด เผื่อว่าพวกเจ้าเก็บถั่วเหลืองกลับมาด้วย จะปล่อยให้ถั่วเหลืองถูกฝนไม่ได้” เนื่องจากเย่อวี๋หรานย้ำกับพวกนางเสมอว่าให้ระวังไม่ให้ถั่วเหลืองถูกน้ำ หลินซื่อจึงจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจ
“พี่สามเห็นว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว จึงให้พวกข้าลงเขามาก่อนเวลาปกติ” จูอู่พูด “วันนี้โชคไม่ดี ไม่เจอคุณชายกาน จึงหาถั่วเหลืองไม่เจอ แต่พวกข้าเก็บผลไม้ป่ากับฟืนแห้งกลับมาได้จำนวนหนึ่ง”
“ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฝนยังไม่ตก พวกเรารีบกลับกันเถอะ”
สีท้องฟ้ามืดครึ้มมากขึ้นเรื่อย ๆ จูต้าจึงบอกให้ทุกคนสวมเสื้อฟางกันฝน ถ้าฝนตกขึ้นมาจะได้ไม่สายเกินการณ์
ส่วนหมวกฟาง ตอนนี้ลมยังแรงอยู่จึงยังไม่ใส่
โชคดีที่สมัยนี้ยังไม่มีปูน สกุลจูก็ยังฐานะไม่ดีพอจะใช้อิฐ ของที่ผึ่งลมจึงใช้เสื่อหรือกระจาด เวลาเก็บเข้ามาจึงรวดเร็วยิ่งนัก
ก่อนฝนจะเทลงมา เย่อวี๋หรานก็พาบรรดาลูกสะใภ้ออกไปม้วนเสื่อและยกกระจาดเข้ามาเก็บไว้ในเรือน
พอฝนเริ่มลงเม็ดก็เป็นตอนที่กำลังเก็บเสื่อผืนสุดท้ายพอดี
“ไอ้หยา ฝนตกหนักเกินไปแล้ว!” หลิวซื่อมองฝนเม็ดเป้งเหล่านั้นก็นึกประหลาดใจ “หลายปีแล้วที่ฝนไม่ได้ตกหนักแบบนี้”
หลี่ซื่อที่ปลอบลูกน้อยเสร็จแล้วอุ้มหนึ่งในเด็กสองคนนั้นเดินออกมาจากห้อง “ใช่น่ะสิ ฝนไม่ตกหนักแบบนี้มาหลายปีแล้ว ดูสีท้องฟ้าสิ มืดอย่างกับอะไรดี ถ้าไม่รู้คงนึกว่ามืดค่ำแล้วเสียอีก”
เย่อวี๋หรานลองแตะ ๆ ของที่เก็บเข้ามา คัดขึ้นมาหลายชิ้นพลางบอกให้หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อหาถุงกระสอบมาใส่ “พวกนี้ได้ที่แล้ว เอาไปใส่กระสอบไว้เถอะ ดูจากสีท้องฟ้าไม่รู้ว่าจะตกแค่ไม่นานหรือตกต่อเนื่องหลายวัน อันไหนที่เก็บได้แล้วก็เอาไปใส่ถุงไว้ ถ้าชื้นขึ้นมาคงเก็บไว้นานไม่ได้”
ทั้งสองคนหาถุงกระสอบมาแล้วเริ่มคัดอันที่ผึ่งได้ที่แล้วใส่ถุง
จูปาเม่ย ต้าเป่า เอ้อร์เป่าและจูชีตัวเปียกฝนกลับมา
ยังนึกว่าฝนคงไม่ตกเร็ว ๆ นี้เสียอีก คิดไม่ถึงว่าฝนจะเทลงมาตอนใกล้ถึงประตูเรือน
“ตอนแรกข้าน่าจะใส่ชุดฟางกันฝนออกไปด้วย ดูชุดของข้าสิ ระยะทางสั้น ๆ แค่นั้นก็เปียกหมดแล้ว” จูปาเม่ยเสียดายแกมหงุดหงิด
“รีบเข้าห้องไปเปลี่ยนชุด พวกข้าช่วยเก็บผ้าเข้ามาให้แล้ว เจ้าก็รีบไปจัดการต่อเถอะ” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูปาเม่ยจึงกลับห้องไปเปลี่ยนชุด
เย่อวี๋หรานให้หลิ่วซื่อทำงานเสร็จแล้วก็พาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ส่วนจูชี นางส่งผ้าเช็ดหน้าให้เขาเช็ดเนื้อเช็ดตัวแล้วบอกให้รอไปก่อน พอจูปาเม่ยเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วค่อยเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังคงนอนเตียงเล็กของจูปาเม่ยอยู่นั่นเอง
จูชีเชื่อฟังยิ่งนัก ยิ้มซื่อ ๆ ให้เย่อวี๋หราน “ข้าทราบแล้วขอรับ ท่านแม่”
พอนึกถึงผ้าที่เก็บกลับมา เย่อวี๋หรานก็ไพล่นึกถึงแหจับปลาที่ตากไว้ขึ้นมาได้ “เมียเจ้ารอง แหจับปลาท้ายเรือนยังไม่ได้เก็บเข้ามาใช่ไหม?”
หลิวซื่อตอบ “ยังเลยเจ้าค่ะ ตอนนั้นท่านแม่ให้พวกข้าเก็บผ้าเข้ามาก่อน บอกว่าแหจับปลาเปียกฝนก็ไม่เป็นไร แต่ผ้าสำคัญกว่า ถ้าเปียกขึ้นมาก็ต้องชดใช้ค่าผ้า”
“งั้นก็ปล่อยไว้ที่เดิมแล้วกัน รอจนพวกเจ้ารองกลับมาค่อยให้พวกเขาไปเก็บ อย่างไรเสียพวกเขาก็คงจะเปียกกันหมดแล้ว” เย่อวี๋หรานมองฝนฟ้าแล้วมองเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านของลูกสะใภ้ สุดท้ายจึงกล่าวขึ้นมาเช่นนั้น
“เจ้าค่ะ งั้นก็รอให้พวกเขากลับมาก่อนค่อยว่ากัน แต่ไม่รู้ว่าน้องสะใภ้ห้าออกไปแล้วเจอพวกเขาหรือยัง” หลิวซื่อมองฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“คงเจอกระมัง พวกเขาไม่โง่เสียหน่อย เห็นฝนตั้งเค้าก็คงจะลงจากเขามาแต่เนิ่น ๆ แล้ว” มีจูซานอยู่ด้วย เย่อวี๋หรานไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่พูดไปพูดมา นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ๊ะ? เห็นพ่อสามีของพวกเจ้าไหม? วันนี้เขาไม่ได้ขึ้นเขาไปกับพวกเจ้าใหญ่กระมัง?”
หลิวซื่อไม่ค่อยแน่ใจ “ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ แต่ไม่ได้ยินเหล่าเอ้อร์ (คำเรียกสามี หมายถึงจูเอ้อร์) พูดถึงนะเจ้าคะ”
“ฝนตกหนักขนาดนี้ ทำไมพ่อสามีของพวกเจ้ายังไม่กลับมาอีก?” เย่อวี๋หรานพลันนึกถึงแม่ม่ายฉินขึ้นมา
ช่วงนี้สกุลจูวุ่นวายไม่หยุดหย่อน หลี่ซื่อก็ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกแล้ว ดังนั้น ในหมู่บ้านยังมีคนลือกันอยู่หรือไม่ นางก็ไม่รู้แน่ชัด
แต่ก่อนหน้านี้จูซานบอกนางว่าจูเหล่าโถวปฏิเสธว่าไม่ได้มีอะไรกับแม่ม่ายฉิน ต่อมานางก็ไปคุยกับจูเหล่าโถวแล้ว พบว่าจูเหล่าโถวน่าจะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เป็นเรื่องความไม่เข้าใจกันระหว่างสามีภรรยามากกว่า
ถ้านางโน้มน้าวจูเหล่าโถวสำเร็จ เขาไม่น่าจะไปหาแม่ม่ายฉินอีกแล้ว แต่ถ้าโน้มน้าวไม่สำเร็จ อย่างนั้นก็…
เย่อวี๋หรานภาวนาให้สวรรค์โปรดปรานนางมากสักนิด อย่าปล่อยให้เกิดเรื่องบังเอิญถึงเพียงนั้นเป็นอันขาด ถ้าจูเหล่าโถวถูก ‘กัก’ ไว้ในเรือนแม่ม่ายฉินเข้าพอดี ถึงตอนนั้นเรื่องราวก็คงจะพัวพันยุ่งเหยิงแล้วจริง ๆ
แท้จริงแล้วจูเหล่าโถวยามนี้อยู่ที่ไหนน่ะหรือ?
เขาไม่ได้อยู่ที่เรือนแม่ม่ายฉิน ช่วงนี้เขากำลังอิ่มอกอิ่มใจที่ครอบครัวตนเองปลูกผักออกมาได้งดงามปานนั้น จึงมักจะออกไปเตร็ดเตร่แถวนั้นตลอด
ครั้นเห็นท้องฟ้าส่อเค้าว่าฝนจะตก สิ่งแรกที่เขาทำก็คือเผ่นไปดูแปลงผักของครอบครัว กลัวว่าต้นกล้าน้อย ๆ เหล่านั้นจะถูกฝนกระหน่ำจนบอบช้ำไปเสียหมด
พอไปถึงจึงพบว่า อ้อ แม้ว่าไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะย้ายต้นกล้าหลายชุดนั้นลงดิน แต่ต้นกล้าน้อย ๆ เหล่านั้นก็กลายเป็นต้นกล้าโต ๆ หมดแล้ว ไม่ได้เปราะบางถึงเพียงนั้นอีก
กลับเป็นแปลงเพาะชำท้ายเรือนของตนเอง เพิ่งจะปลูกเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งแตกหน่ออ่อนได้ไม่นาน…
“แย่แล้ว! ดินในแปลงเพาะชำร่วนซุยขนาดนั้น ฝนเม็ดใหญ่แบบนี้คงทำให้ต้นอ่อนตายหมดพอดี”
ฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วเริ่มโปรยปรายลงมา จูเหล่าโถวยื่นมือออกไปสัมผัสแนวโน้มน้ำฝนดูก็รู้ว่าท่าไม่ดีแล้ว
ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็รีบกลับเรือนทันที
ด้วยเหตุนี้ ขณะที่เย่อวี๋หรานกำลังบ่นถึงเขาอยู่ เขาก็กลับมาถึงเรือนก่อนพวกจูต้าและหลินซื่อเสียอีก
เขาเข้ามาได้ก็ร้องทักทันที “หรานเหนียง แปลงเพาะชำ เจ้าคลุมแปลงเพาะชำเอาไว้หรือยัง?”
เย่อวี๋หรานที่ลืมเรื่องนี้เสียสนิท “เอ้อ ข้าลืมไปเลย!”
“เจ้าลืมเรื่องสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร?” จูเหล่าโถวตำหนินางอย่างโมโห จากนั้นไม่พูดกับใครก็ตรงไปท้ายเรือนทันที
“ท่านแม่ พวกเราต้องไปช่วยไหมเจ้าคะ?” หลิวซื่อทำงานตัวเองเสร็จแล้ว นางเห็นพ่อสามีที่ตัวเปียกโชกเดินตัวปลิวไปแล้ว จึงถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ