ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 173 ข่าวการตายของแม่เฒ่าเหมย
บทที่ 173 ข่าวการตายของแม่เฒ่าเหมย
ฝนตกต่อเนื่องและไปหยุดตกหลังล่วงเลยเวลาอาหารมื้อเย็นมาแล้ว
แม้ฝนจะหยุดตกแต่ก็เป็นเวลากลางคืนเสียแล้ว บนพื้นทั้งเปียกทั้งลื่น คนหมู่บ้านสกุลจูไม่มีใครเต็มใจออกมานอกเรือน ต่างก็จัดแจงตนเองแต่เนิ่น ๆ ถ้าไม่เตรียมจะขึ้นเตียงไปนอน ก็นั่งล้อมวงคุยกันอยู่ในห้องโถงในเรือนของตนเอง
หลี่ซื่อกินข้าวเสร็จก็กลับห้องไปดูลูก
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชียังคงอยู่ในห้องโถง กำลังฟังเย่อวี๋หรานสอนหนังสือด้วยกันกับคนอื่น ๆ
หลังเย่อวี๋หรานสอนไปรอบเดียวก็ส่งต่อให้จูชี ให้เขาทบทวนให้คนอื่น ๆ ฟังอีกครั้ง
เสียงท่องตำราดังก้องในเรือน ส่วนนอกเรือนกลับมืดสนิท
เย่อวี๋หรานเดินออกมาหยุดยืนอยู่ใต้ชายคาเรือน จิตใจไม่สงบ
นางไม่รู้ว่าจนป่านนี้แล้วเหตุใดจางเยียนยังไม่กลับมา นาง ‘หนี’ ไปแล้ว หรือถูกฝนกักเอาไว้อยู่ที่ไหนสักแห่งกันแน่
เย่อวี๋หรานปรารถนาให้เป็นข้อแรก นางคิดว่าจางเยียนเป็น ‘ตัวปัญหา’ คนหนึ่ง เดิมทีก็อยาก ‘ปัดภัยให้พ้นตัว’ อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นข้อหลัง นางไม่ส่งใครไปตามหาจางเยียนเลยเช่นนี้ ถือว่าเป็นฆาตกรทางอ้อมหรือไม่?
บางครั้งคนเราก็มีช่วงเวลาที่ขัดแย้งกับตัวเองเช่นนี้
ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบฝ่ายตรงข้ามแท้ ๆ แต่ก็อดจะละอายใจและรู้สึกจิตใจไม่สงบเพราะอีกฝ่ายไม่ได้
จูซานเห็นมารดาเดินออกมา ก็ทำเป็นขอตัวไปเข้าห้องสุขา ตามออกมาจากห้องโถง
“ท่านแม่ ท่านว่านางไปแล้วหรือเปล่าขอรับ?”
เย่อวี๋หรานตอบ “ข้าไม่รู้ อาจจะกระมัง”
จูซานเอ่ยว่า “ที่จริง นางไปแล้วก็ดีเหมือนกัน”
เย่อวี๋หรานตอบรับ “อืม”
กลัวก็แต่จะไม่ไปมากกว่า
ท่ามกลางราตรีมืดมิด จางเยียนเดินอยู่บนเขา ทั่วทั้งร่างเปียกโชก
แต่นางไม่กล้าหยุด ทางหนึ่งใช้มือปาดน้ำตาบนใบหน้า ทางหนึ่งก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างยากเย็น
นางกัดริมฝีปากตัวเองแน่น เจ็บใจยิ่งนัก
เพราะนางคิดไม่ถึงเลยว่า นางยังไม่ทันได้ขุดคุ้ย ‘ความลับ’ ของสกุลจู กลับมาถูกแม่เฒ่าเหมยที่นางลืมไปนานแล้วพบเข้าเสียได้
“นังบ้า!”
นางหาได้อยากฆ่าแม่เฒ่าเหมย แต่เมื่อนางได้สติคืนมา แม่เฒ่าเหมยก็ทอดร่างบนพื้นเลือดนองศีรษะเสียแล้ว
“นางจะฆ่าข้าก่อน!”
จางเยียนต้องการบอกตัวเองว่านางไม่ผิด ถ้าแม่เฒ่าเหมยไม่ได้จะมาฆ่านางก่อน นางก็ไม่มีทางทำเช่นนั้นต่อแม่เฒ่าเหมย
น้ำฝนชะล้างคราบเลือดบนมือนาง ความหนาวเหน็บทั่วร่างแช่แข็งความคิดของนางเอาไว้ นางรู้เพียงว่า นางต้องหนี หนีได้ไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ทันทีที่มีคนพบว่านางสังหารแม่เฒ่าเหมย สิ่งที่รอนางอยู่คงไม่ใช่จุดจบที่ดีแน่นอน
ถ้านางไม่อยากตายก็ต้องหนีไปให้ไกล
ปั้ก!
จางเยียนล้มคะมำลงบนพื้น นางอยากลุกขึ้นมา ทว่าสติสัมปชัญญะของนางกลับหลุดลอยออกไปทุกที
นางอยากให้ข้าตายงั้นหรือ?
แต่ข้าไม่ยอม!
ข้าไม่ยอมหรอก!
ราตรีนั้น เย่อวี๋หรานนอนหลับไม่สนิทเลยแม้แต่น้อย
นางเอาแต่ฝันเห็นจางเยียนถูกขังไว้ที่ไหนสักแห่ง ร้องไห้คร่ำครวญว่า “ช่วยข้าด้วย! ขอร้องท่าน ช่วยข้าด้วยเถอะ!”
“เป็นเจ้า เจ้าทำให้ข้าตาย!”
“เจ้าเป็นฆาตรกร!”
เมื่อเย่อวี๋หรานผุดนั่งบนเตียงพร้อมเหงื่อท่วมศีรษะ ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มสว่างแล้ว
นางได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากในเรือน
คงเป็นลูกสะใภ้สักคนกำลังต้มน้ำเตรียมเอาไว้ให้คนในครอบครัวดื่ม รวมถึงเริ่มทำอาหารเช้า
เมื่อก่อนครอบครัวสกุลจูหาได้ต้มน้ำไว้สำหรับดื่ม แต่หลังจากเย่อวี๋หรานมาแล้ว ไม่เพียงเรียกร้องให้คนสกุลจูล้างมือหลังกินข้าว แม้แต่น้ำดื่มก็ต้องเอามาต้มเสียก่อนจึงจะดื่มได้
“ท่านแม่ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าต้มน้ำไว้แล้ว เทใส่โถแล้วทิ้งไว้ให้เย็นอยู่เจ้าค่ะ”
โถที่หลิวซื่อกล่าวถึงก็คือโถกระเบื้องเคลือบชนิดหนึ่ง เมื่อก่อนพอถึงช่วงเก็บเกี่ยวก็จะนำออกมาใส่น้ำเพื่อเอาไปส่งให้คนในครอบครัวที่ทำงานอยู่ในนา
แต่เมื่อมี ‘น้ำต้มสำหรับดื่ม’ มันก็กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งของครอบครัวสกุลจู โดยจะตั้งทิ้งไว้ในห้องครัว
หลังปล่อยทิ้งไว้ให้อุ่น ๆ ก็จะตักน้ำอุ่นจากในโถมาใส่ในกาดินเผาขนาดกะทัดรัด แล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะในห้องโถง
ชาสะระแหน่ถึงจะเป็นของดี แต่เมื่ออากาศค่อย ๆ เย็นขึ้นมาตามลำดับ คนสกุลจูก็ไม่ได้ดื่มกันอีกแล้ว แต่นำใบสะระแหน่ไปผึ่งให้แห้ง ใส่ในถุงกระสอบแล้วนำไปเก็บไว้
แต่เนื่องจากจูปาเม่ยยังมีดอกไม้สดเหลืออีกค่อนข้างมาก เช่น ดอกมะลิ ดอกเบญจมาศ เย่อวี๋หรานจึงให้นางรวบรวมทั้งหมดนั้นแล้วนำมาผึ่งให้แห้ง ทำเป็น ‘ชาดอกไม้’ สำหรับดื่ม
“ท่านแม่ ผลไม้ป่าที่พวกพี่รองเก็บกลับมาเมื่อวาน ข้าแบ่งให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเอาไปกินเล่น ส่วนที่เหลือพวกเราเอามาทำเป็นน้ำจิ้มผลไม้ดีไหมเจ้าคะ?”
“อืม ทำทั้งแบบรสหวานกับรสเค็ม พอเข้าหน้าหนาวก็ไม่ค่อยมีอะไรกินแล้ว จะได้เอามาใช้เพิ่มรสชาติสักหน่อย” เย่อวี๋หรานพูด
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ท่านแม่”
เย่อวี๋หรานยังถามถึงความเป็นอยู่ของหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย แม้ว่าจะปรับปรุงห้องเก็บของเบ็ดเตล็ดกันไปแล้ว แต่เมื่อวานฝนตกหนักเพียงนั้น นางกังวลว่าน้ำฝนอาจซึมเข้าไปในห้อง
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ แค่บริเวณใกล้ ๆ ผนังมีหลังคารั่วนิดหน่อย ข้าให้พวกนางยกอ่างน้ำมารองไว้แล้ว ไม่ได้รั่วไปถึงเตียง” หลินซื่อไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาตรงไหน ตอนที่ยังอยู่บ้านเดิม น้องสาวของนางเคยนอนในห้องที่มีฝนรั่วลงมาแล้วด้วยซ้ำ
“ก็ได้ รอจนทุกคนตื่นกันหมดแล้ว เจ้าก็ช่วยถามหน่อยว่าในห้องมีน้ำฝนรั่วซึมเข้าไปบ้างไหม ช่วงนี้ยังไม่เข้าหน้าหนาว ถ้ามีตรงไหนรั่วจะได้รีบอุด ถ้าเข้าหน้าหนาวจะซ่อมก็ยุ่งยากแล้ว” เย่อวี๋หรานนึกทบทวนจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม พบว่าหลังคาของเรือนสกุลจูเพิ่งเปลี่ยนไปครั้งล่าสุดตอนก่อนที่หลินซื่อจะแต่งเข้ามา ดังนั้นน่าจะยังมีปัญหารั่วซึมไม่มากเท่าไหร่
ไม่อย่างนั้น ตอนนี้นางค่อยนึกขึ้นมาได้ เรือนสกุลจูคงมีน้ำนองเป็นสายธาร พอให้เลี้ยงปลาได้แล้ว
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว”
ผ่านไปสักพัก คนอื่น ๆ ในครอบครัวก็ทยอยตื่น
เย่อวี๋หรานกับจูซานมาเจอกัน แน่ใจแล้วว่าจางเยียนไม่ได้กลับมาทั้งคืน
“อาจไปแล้วจริง ๆ ก็ได้” จูซานพูด
“คงเป็นอย่างนั้น” นอกจากปลอบใจตัวเองเช่นนี้ เย่อวี๋หรานก็ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่ต้องการให้คนอยู่กันอย่างสงบ ขณะที่คนสกุลจูตระเตรียมจะรับประทานมื้อเช้ากันนั่นเอง พวกเขาก็ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของแม่เฒ่าเหมย อีกทั้งคนยังตายอยู่บนทางสายน้อยแห่งหนึ่งในอาณาเขตหมู่บ้านสกุลจูอีกด้วย
“ว่าอย่างไรนะ?!” จูอู่มองหญิงปากสว่างที่มาสืบข่าวคราวถึงเรือนสกุลจู สีหน้าพลันตื่นตะลึง “เจ้าว่าอะไรนะ พวกเขาสงสัยว่าพวกข้าทำให้แม่เฒ่าเหมยตาย? เหลวไหลสิ้นดี! พวกข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือแม่เฒ่าเหมย ใครจะไปฆ่าแม่เฒ่าเหมยกัน?”
หญิงปากสว่างมีสีหน้ากระดาก “คือว่า…ก็ข้าฟังคนอื่นพูดกันมาอีกทีนี่นา”
นางไม่ยอมรับหรอกว่า ขณะที่นางฟังข่าวการตายของแม่เฒ่าเหมยก็โพล่งออกไปว่า “เป็นฝีมือคนสกุลจูหรือเปล่า”
ตอนนี้มีคนจำนวนเท่าไหร่คิดเอนเอียงมาทางนี้ หญิงปากสว่างไม่ทราบ แต่นางกลัวว่าทุกคนจะเชื่อมโยงมาถึงตนเองจึงรีบเอาข่าวมาแจ้งคนสกุลจูเสียก่อน
“พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ แม่เฒ่าเหมยคนนั้นเคยเช่าครรภ์สะใภ้สามบ้านพวกเจ้า…” หญิงปากสว่างพยายามเอ่ยเตือนพวกเขา “เป็นนางที่ทำให้เจ้าสามบ้านพวกเจ้าต้องเสียเมียไป ทั้งยังถูกคนสวมหมวกเขียวให้อีกต่างหาก…”
ไม่รอให้นางพูดจบ เย่อวี๋หรานก็จ้องนางเขม็ง เอ่ยขึ้นเสียงเย็นว่า “หุบปาก! นอกจากเผยแพร่ข่าวลือพวกนี้เจ้ายังทำอะไรเป็นอีก? ถ้าเจ้าเห็นข้าขัดหูขัดตานัก ก็ได้ มาหาเรื่องข้าตรง ๆ ไปยุ่งกับคนอื่นทำไม? เจ้ากล้าสาบานด้วยลูกชายหลานชายของเจ้าไหมว่า เจ้าไม่ใช่คนกระพือเรื่องครอบครัวเจ้าสาม?”
หญิงปากสว่างใบ้สนิท
นางต้องไม่กล้าอยู่แล้ว นางมีลูกชายคนเดียว มีหลานชายคนเดียว ถ้าผลกรรมไปตกที่พวกเขา แล้วชีวิตนี้นางยังจะหลงเหลือความหวังอะไรอีก?
“พอข้าตกที่นั่งลำบาก เจ้าก็จ้องจะแทงข้างหลังข้า เมียหย่งหนิง ว่ากันตามตรงแล้ว เจ้าก็แค่ไม่อยากเห็นสกุลจูของข้ามีวันเวลาดี ๆ” เย่อวี๋หรานเอาเรื่องที่หญิงปากสว่างไม่ชอบเจ้าของร่างเดิมมาเหมารวมว่าไม่ชอบครอบครัวสกุลจู “แล้วก็ ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนว่าข้าปลดเมียเจ้าสามเพราะเมียเจ้าสามทำให้ข้าไม่พอใจ แม่สามีอย่างข้าจะปลดใครก็ได้ ถ้าเจ้ากล้าเผยแพร่ข่าวลือส่งเดชอยู่ข้างนอก ระวังข้าจะแบกมีดบุกไปถึงเรือนพวกเจ้าให้ดีเถอะ”