ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 174 เบาะแสของฆาตรกร
บทที่ 174 เบาะแสของฆาตรกร
หญิงปากสว่างคิดถึงว่าคราวก่อนหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ฟันประตูเรือนของจูถงฮว่าอย่างโหดเหี้ยมเพียงใด จิตใจก็พลันสั่นสะท้าน
“ได้ยินหรือยัง?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วถาม
“ได้…ได้ยินแล้ว…” หญิงปากสว่างอ้างว่าตนเองอุ่นอาหารทิ้งไว้บนเตา จากนั้นก็รีบร้อนจากไปหัวซุกหัวซุน
หญิงปากสว่างจากไปแล้ว แต่ข่าวคราวที่นางนำมาแจ้งยังอ้อยอิ่งอยู่ในเรือนสกุลจู
ข่าวการเสียชีวิตของแม่เฒ่าเหมย ผนวกกับเมื่อวานนี้จางเยียนไม่ได้กลับมาทั้งคืน เย่อวี๋หรานก็บังเกิดความรู้สึกไม่ชอบมาพากล
หากแต่นางก็ยังคงส่งสายตาสงบนิ่งให้จูซาน แล้วบอกให้ทุกคนกินข้าวเสร็จก่อนค่อยพูด
เนื่องจากไม่ทราบสถานการณ์จริงโดยกระจ่าง หลังกินข้าวเสร็จ เย่อวี๋หรานจึงส่งลูกชายลูกสะใภ้ที่มีไหวพริบสักหน่อยออกไปสืบข่าว แต่เรื่องที่ได้รู้มากลับไม่ใช่ข่าวดีอะไรเลย
ไม่รู้ว่าคำพูดของหญิงปากสว่างบังเกิดผลขึ้นมา หรือคนคิดกันเช่นนั้นจริง ๆ มีคนจำนวนไม่น้อยนำการตายของแม่เฒ่าเหมยมา ‘เชื่อมโยง’ กับสกุลจู คิดว่าเป็นฝีมือของครอบครัวสกุลจู
“ท่านแม่ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ? พวกเขาล้วนพูดกันว่าพวกเราเป็นคนทำ” หลิวซื่อตื่นตระหนก
“ไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ พวกเจ้าจะตื่นตระหนกไปทำไม?” เย่อวี๋หรานถลึงตาใส่นางและคนอื่น ๆ “ต่อให้สวรรค์อยากจะคิดบัญชีใครก็ไม่มีทางมาลงกับพวกเรา เรื่องนี้ใครเป็นคนก่อก็ต้องให้คนนั้นเป็นคนรับผิดชอบ”
เย่อวี๋หรานชิงไปหาเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านก่อนที่คนสกุลเหมยจะมาเยือน เพื่อถามพวกเขาว่าฆาตกรที่สังหารแม่เฒ่าเหมยเป็นใคร
อีกด้านหนึ่ง คนสกุลเหมยทราบข่าวแล้ว
เหมยเหล่าต้าตะคอกใส่ภรรยาของเขา “เมื่อวานข้าให้เจ้าไปตรวจดูว่าขังแม่เฒ่าเหมยไว้แน่นหนาดีหรือยังแล้วไม่ใช่เรอะ? ตอนนี้เป็นอย่างไร เกิดเรื่องแล้วหรือไม่”
ภรรยาของเขามีสีหน้าโกรธกริ้ว “ฝนตกหนักแบบนั้น ทำไมเจ้าไม่ไปดูเองล่ะ? แล้วข้าก็ไม่ได้ทำให้แม่เฒ่าเหมยตายเสียหน่อย เจ้าก็ไปหาตัวฆาตกรเองสิ”
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว” เหมยถงซาน หลานชายแม่เฒ่าเหมยตะโกน “หมู่บ้านสกุลจูส่งคนมาแจ้งพวกเราให้ไปรับคน พวกเราก็คุยกันหน่อยว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร”
“จัดการอย่างไรหมายความว่าอะไร? แม่เฒ่าเหมยตายอยู่ในเขตหมู่บ้านสกุลจู ก็คงเป็นฝีมือของคนหมู่บ้านสกุลจูอยู่แล้ว แน่นอนว่าต้องให้หมู่บ้านสกุลจูเป็นฝ่ายชดเชย” เหมยอี้หาได้สนใจการตายของแม่เฒ่าเหมยสักนิด เขาก็แค่คนเหลวแหลกที่สนใจว่าตัวเองได้กินอิ่ม คนอื่นในครอบครัวจะหิวก็ไม่เป็นไร เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าตนเองคงหาผลประโยชน์ได้บ้างจึงกระโดดเข้ามาร่วมด้วย
เหมยถงซานมองเขาตาขวาง “เจ้าไสหัวไปให้พ้น”
“จะได้อย่างไร? ข้าก็เรียกนางว่าท่านอาเหมือนกัน เกิดเรื่องกับนาง ข้าจะไม่ช่วยอีกแรงได้หรือ?” เหมยอี้ไม่พรั่นสักนิด เพราะเขาไม่คิดว่าตนเองจะสู้เหมยถงซานไม่ได้
เหมยถงซานขมวดคิ้ว ไม่รู้เลยว่าใครเรียกเจ้าบ้าคนนี้มา
คนทั้งห้องต่างไม่ยอมรับ “ข้าไม่ได้เรียกมานะ”
“ข้าก็ไม่ได้เรียกเหมือนกัน”
“ไม่ใช่ข้าแน่ ๆ”
……
“พอเถอะ ไม่มีใครเรียกทั้งนั้น ข้าได้ยินจึงมาเอง ไม่ได้เรอะ?” เหมยอี้พูดต่อ “เห็นหรือยัง เพื่อเรื่องแม่เฒ่าเหมย รองเท้าข้าสกปรกหมดแล้วนะ ถึงตอนนั้นข้าจะให้หมู่บ้านสกุลจูชดเชยรองเท้าคู่ใหม่ให้ข้า”
ทุกคนมองไปยังรองเท้าที่เก่าโทรมจนไม่อาจใช้งานได้ตั้งนานแล้วคู่นั้นของเหมยอี้ ต่างก็หมดคำจะพูด “…”
แต่คำว่า ‘ชดเชย’ ของเหมยอี้ตรงใจคนทั้งหมดพอดี ไม่ได้ประโยชน์ไม่ลงแรงคือลักษณะเฉพาะของคนสกุลเหมย
พวกเขาอยากหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้จริง ๆ
เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านสกุลจูกำลังคุยเรื่องนี้กันอยู่พอดี อย่างไรเสียการที่จู่ ๆ ก็มีคนตายปรากฏขึ้นในเขตปกครองของตนเอง ไม่ว่าสำหรับใครล้วนไม่ใช่เรื่องดี
พวกเขาได้ยินแล้ว ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวก็มีคนลือกันว่าเป็นฝีมือของครอบครัวสกุลจู
เจ้าหน้าที่ทางการครุ่นคิด “ท่านคิดว่าพวกเขาเป็นคนทำหรือไม่?”
“จากนิสัยของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ยากจะบอกได้” ผู้อาวุโสกล่าวเป็นเชิงกังขา “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อารมณ์ร้อน ถ้าบังเอิญเจอกันระหว่างทางหรือไปยั่วโมโหนางเข้า ก็เป็นไปได้ว่าจะชักมีดออกมาด้วยโทสะ”
“ท่านคิดว่าน่าจะเป็นการฆ่าคนโดยไม่เจตนา?” เจ้าหน้าที่ทางการนึกถึงสภาพศีรษะที่ยุบเป็นโพรงตอนพบศพแม่เฒ่าเหมยก็ยังคงคลางแคลง
คิดว่าโพรงใหญ่เช่นนั้นไม่เหมือนถูกทุบแค่ครั้งเดียว สมควรจะทุบไปหลายครั้งมากกว่า
ประการสำคัญคือเมื่อวานฝนตกหนักตั้งแต่ยามบ่ายคล้อยจนถึงตอนกลางคืน หลักฐานการกระทำผิดทั้งหมดล้วนถูกน้ำฝนชะล้างออกไปหมดแล้ว พวกเขาไม่อาจชี้ชัดได้ว่าแม่เฒ่าเหมยตายอย่างไรกันแน่
ตอนนี้พวกเขาให้คนหาเสื่อมาคลุมศพไว้แล้ว แต่ว่าเรื่องนี้…
“ปกติหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ถ้าไม่มีธุระก็ไม่ค่อยออกมาจากเรือน นอกจากนี้ ลูกชายคนที่สี่ของนางก็เพิ่งจะคลอดลูกแฝด แต่แม่เฒ่าเหมยกลับมาตายอยู่ในเขตหมู่บ้านสกุลจู ท่านคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่นางจะเรียกแม่เฒ่าเหมยออกมาแล้วลงมือสังหารคน?” ผู้อาวุโสเอ่ยถาม
เจ้าหน้าที่ทางการส่ายศีรษะ “ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เรื่องนี้จัดการยากอยู่สักหน่อย หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย สกุลเหมยทางนั้นก็เป็นคนพาลไร้เหตุผล เรื่องนี้รับมือยากเสียแล้ว”
“ยากก็ต้องทำ เรียกเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสของทางนั้นมาเจรจา” ผู้อาวุโสกล่าว “อย่าไปคุยกับคนสกุลเหมย คุยกับพวกเขาไม่มีทางรู้เรื่อง แต่ตราบใดที่คนสกุลเหมยยังอยากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็ต้องฟังเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสทางนั้น แบบนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อย”
เจ้าหน้าที่กล่าว “ที่ท่านเพิ่งให้คนไปแจ้งเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของทางนั้นก็เพราะเหตุนี้?”
ระหว่างที่ทั้งสองคนคุยกันอยู่ ภรรยาของเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาบอกด้วยสีหน้าร้อนรนว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มาแล้ว
“นางมาทำไม?!” เจ้าหน้าที่ประหลาดใจ
“มาแล้วก็ดีเหมือนกัน ก่อนที่คนทางนั้นจะมาถึง พวกเราทางนี้ก็ลองถามเลียบเคียงดูสักหน่อย เผื่อจะได้ความบ้าง” ผู้อาวุโสสกุลจูรู้สึกไม่สบายใจเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ทางการ เขากลัวว่าถ้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์พบหน้าคนสกุลเหมย ต่างฝ่ายต่างจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน วิวาทกันจนวุ่นวายขึ้นมา
หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ไม่มีใครเอานางอยู่หรอกนะ
ถ้าสามารถรับมือหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไว้ได้ก่อนที่คนทางนั้นจะมาถึงก็เป็นเรื่องดีประการหนึ่ง
ทว่าสิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ได้มา ‘ก่อเรื่อง’ แต่มาเพื่อถามถึงเบาะแสของ ‘ฆาตกร’
พวกเขาสองคนงงงวย
“ข้าให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ไปสอบถามมาแล้ว ได้ความว่าแม่เฒ่าเหมยตายระหว่างทาง เมื่อวานนี้ฝนตกหนักเกินไป ร่องรอยต่าง ๆ ก็ถูกน้ำชะล้างไปหมดแล้ว ทำให้ไม่รู้ว่าตายได้อย่างไร ถ้าพวกท่านก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าอยากขอดูสภาพศพสักหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนที่ข้าทำงานในบ้านสกุลใหญ่ คนที่นั่นมีการคบหากับนักชันสูตรศพ ข้าเคยฟังมาอยู่บ้าง ไม่แน่ว่าอาจพอช่วยอะไรได้”
ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่คิดไม่ถึงว่านางยังรู้เรื่องพวกนี้ด้วย
เย่อวี๋หรานไม่ได้รู้อะไรมากอยู่แล้ว สิ่งที่นางทราบก็แค่เห็นมาจาก ‘พล็อต’ ในนิยายเท่านั้น
นอกจากนี้ แม้นางจะให้คนในครอบครัวออกไป ‘รวบรวม’ ข้อมูลมาแล้ว แต่ข้อมูลที่ได้มานั้นเทียบไม่ได้เลยกับข้อมูลในมือเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน อีกสักหน่อยถ้าคนสกุลเหมยมาหาเรื่อง ไม่แน่ว่าอาจจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสช่วยเหลือ ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่ถือสาที่จะยื่นผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้อีกฝ่ายเสียก่อน
จนถึงตอนนี้ เย่อวี๋หรานจึงเพิ่งตระหนักว่านางคล้ายจะ ‘มองข้าม’ สองท่านนี้ไป
ถ้าเรื่องนี้ผ่านไปแล้ว ภายหน้านางจะต้องสานสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาเอาไว้แน่นอน
ในยุคสมัยนี้กล่าวได้ว่าสองคนนี้มี ‘อำนาจ’ มากที่สุดในหมู่บ้านสกุลจู บางครั้งทางการยังต้องพิจารณาความเห็นของคนทั้งสองอีกด้วย
เนื่องจากทางการไม่อาจจับตามองหมู่บ้านในชนบทได้ตลอดเวลา จำเป็นต้องมีตัวแทนมาทำหน้าที่นี้ ขณะที่ผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการทำหน้าที่นี้ก็คือเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน
เจ้าหน้าที่ทางการเป็น ‘หัวหน้าหมู่บ้าน’ ที่ทางการเป็นผู้เสนอชื่อมาดำรงตำแหน่ง ส่วนผู้อาวุโสถูกคัดเลือกมาโดยกลุ่มคนที่ใช้แซ่เดียวกัน ทั้งสองคนร่วมกันบริหารจัดการหมู่บ้านใต้ปกครองของตนเอง
หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ซึ่งทางการ ‘เสนอชื่อ’ มายังมีอำนาจไม่มากเท่าผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านนั้น ๆ เสียอีก
นี่ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ทางการของหมู่บ้านสกุลจูต้องปฏิบัติต่อผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านอย่างเกรงอกเกรงใจเช่นนี้