ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 175 ชันสูตรศพ
บทที่ 175 ชันสูตรศพ
ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการพาเย่อวี๋หรานไปดูศพแม่เฒ่าเหมย
เนื่องจากช่วงเย็นวานนี้ฝนตกหนัก ร่างแม่เฒ่าเหมยเปียกชื้นไปหมด ทำให้แลดูน่ากลัวอยู่บ้าง
แต่ก็พอมองออกว่าสภาพดั้งเดิมของแม่เฒ่าเหมยก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เป็นต้นว่ารูปกายผ่ายผอมแห้งกรัง นิ้วมือที่ราวกับกิ่งไม้แก่ ๆ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่ได้รวบไว้ รวมถึงรอยยุบบนกะโหลกศีรษะที่มองแล้วชวนให้ขนลุก…
เย่อวี๋หรานมองแวบเดียวก็รู้สึกเหมือนว่าเย็นนี้ตนเองอาจต้องฝันร้ายเสียแล้ว แต่นางพยายามข่มความพรั่นพรึงในใจ บังคับให้ตนเองมองร่างแม่เฒ่าเหมยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“มองอะไรออกหรือไม่?” เจ้าหน้าที่ทางการถามด้วยความสนใจ
มือของเย่อวี๋หรานถือแท่งไม้เล็ก ๆ ชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่ง “รอยแผลบนศีรษะน่าจะเป็นอาการบาดเจ็บที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต เมื่อวานฝนตก บางทีอาจตายในที่เกิดเหตุ ทั้งยังเป็นไปได้ว่าอาจเสียเลือดมากจนถึงแก่ความตาย…แต่บาดแผลถูกชำระจนสะอาดหมดจดเช่นนี้ เวลาเสียชีวิตสมควรอยู่ในช่วงที่ฝนตก ไม่น่าคลาดเคลื่อนไปมากกว่านี้”
เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสผงกศีรษะ
“ข้าไม่เคยเห็นแม่เฒ่าเหมยมาก่อน ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนนางก็ผอมโซเช่นนี้ใช่หรือไม่ แต่สภาพของนางไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เหมือนกับหิวโหยอย่างรุนแรง” เย่อวี๋หรานชะงักไปเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวว่า “แต่ถ้าข้าจำได้ไม่ผิด ตอนที่แม่เฒ่าเหมยเช่าครรภ์ของสะใภ้สามบ้านข้า นางให้ค่าตอบแทนเป็นหมูตัวหนึ่ง”
ผู้อาวุโสเห็นว่าเย่อวี๋หรานไม่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนแต่อย่างใด หากแต่เคร่งขรึมเป็นการเป็นงาน จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เรื่องหมูตัวนั้นข้าได้ยินมาเหมือนกัน แม่เฒ่าเหมยคงให้ไปแล้ว หลังจากแม่นางสกุลจางหนีไป คนสกุลเหมยเคยมาทวงถาม แต่คนสกุลจางไม่ยอมคืน ยืนกรานว่าพวกเขาส่งมอบคนให้แล้ว ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่สมควรได้รับต่างสัญญา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”
“อืม ข้าก็เคยได้ยิน แต่เป็นไปได้ว่าฐานะครอบครัวแม่เฒ่าเหมยเดิมทีก็ไม่ดีเท่าไหร่ ประกอบกับตอนนั้นลูกชายของนางเสียชีวิตพอดี นางไม่กินไม่ดื่ม ทำให้ผอมแห้งเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะผ่านช่วงเก็บเกี่ยวมาได้ไม่นาน…”
เย่อวี๋หรานยังพูดไม่จบ ผู้อาวุโสก็ส่ายหน้า “เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หลังจากลูกชายแม่เฒ่าเหมยตาย นางก็ถูกคนสกุลเหมยขังเอาไว้”
“ขังเอาไว้?” เย่อวี๋หรานใช้แท่งไม้เขี่ยบริเวณหนึ่งออกให้พวกเขาดู “มิน่าเล่า ตรงนี้ถึงมีรอยเขียวช้ำแปลก ๆ ข้ายังนึกว่านางไปชนอะไรเองเสียอีก พวกท่านดูตรงข้อเท้ากับข้อมือของนาง ล้วนมีร่องรอยเหมือนถูกมัดเอาไว้…รอยเล็บข่วนเหล่านี้ ถึงจะอยู่กลางฝนเป็นเวลานาน แต่ก็ยังเห็นได้ชัดเจนอยู่ รอยพวกนี้น่าจะได้มาระหว่างที่กำลังต่อสู้กับใครสักคนเมื่อวานนี้”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ เย่อวี๋หรานก็มองเห็นกำไลข้อมือที่คุ้นตาเส้นหนึ่งบริเวณใต้ร่างแม่เฒ่าเหมย
นางจิตใจสั่นสะท้าน รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา อาศัยช่วงที่พวกเขาไม่ได้สังเกตเหยียบกำไลข้อมืออันนั้นเอาไว้ใต้เท้า เพราะนางจำได้ว่าจางเยียนเคยขอกำไลจากจูปาเม่ย
ครั้นนึกถึงจางเยียนที่ไม่ได้กลับมาตลอดคืน ส่วนลึกในจิตใจของนางก็ได้คำตอบแล้ว
แต่นางไม่อาจปล่อยให้กำไลข้อมือนี้ปรากฏขึ้นใกล้ร่างแม่เฒ่าเหมย เพราะไม่อย่างนั้นนางก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดจางเยียนที่ถูกสกุลจูหย่าขาดไปแล้วจึงมีกำไลข้อมือของจูปาเม่ย?
เช่นนี้ผู้คนก็จะคิดเชื่อมโยงมาว่าช่วงที่จางเยียนหายตัวไป นางไปอยู่ที่ไหนกัน
ถ้านางอยู่ที่เรือนสกุลจู อย่างนั้นทารกในครรภ์ของนางก็…
ช่วงเวลาเท่านี้เพียงพอให้จางเยียนคลอดบุตรในเรือนสกุลจู
เย่อวี๋หรานไม่อาจปล่อยให้คนอื่นนำเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกับซานเป่าหรือซื่อเป่า เรื่องเหล่านี้น่ากลัวเกินไปสำหรับเด็ก ๆ
“เช่นนั้นข้ามีคำถามข้อหนึ่ง ในเมื่อแม่เฒ่าเหมยถูกคนสกุลเหมยขังเอาไว้แล้ว เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัวที่หมู่บ้านสกุลจู?” เย่อวี๋หรานถาม “นางหนีออกมา หรือถูกปล่อยออกมา? ทุกคนล้วนรู้กันว่าแม่นางสกุลจางถูกสกุลจูของข้าหย่าขาดไปแล้ว นางกลับยังมาปรากฏตัวที่หมู่บ้านสกุลจู…นี่ทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีคนบอกนางว่าจางเยียนอยู่ที่นี่?”
เพื่อไม่เป็นการเปิดโปงตนเอง เย่อวี๋หรานจึงชิงเอ่ยถึง ‘จางเยียน’ ขึ้นมาเอง พร้อมกันนั้นก็เน้นย้ำว่าจางเยียนไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านสกุลจู
เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านพลันนึกถึงเรื่องราวบางประการ
ตอนนั้นแม่นางจางหายตัวไปจากเรือนแม่เฒ่าเหมย หลังจากลูกชายแม่เฒ่าเหมยเสียชีวิต ผู้อาวุโสของสกุลเหมยและสกุลจางเคยมาหาพวกเขา แต่ถูกพวกเขาบ่ายเบี่ยงกลับไปแล้ว
พวกเขาคิดว่าคนสกุลเหมยกับคนสกุลจางไม่กล้ามาหาเรื่องหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ด้วยตนเอง แต่ยังมีหน้าให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสของหมู่บ้านตัวเองมาออกหน้าแทนเนี่ยนะ?
ต่อให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ทำไม่ถูก ก็อย่าได้ลืมว่าพวกเขา ‘ติดค้าง’ สะใภ้คนหนึ่งให้สกุลจู หาใช่สกุลจูที่ ‘ติดค้าง’ พวกเขา
ต่อให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสไม่ชอบหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่นางก็เป็นคนของหมู่บ้านสกุลจู เวลาที่สมควรปกป้องก็ต้องปกป้อง
“พวกท่านเคยคิดหรือไม่ว่า ทำไมพวกเขาต้องขังแม่เฒ่าเหมยเอาไว้?” เย่อวี๋หรานชี้นำไปอีกก้าว
“แม่เฒ่าเหมยไปทำอะไรถึงทำให้พวกเขาปล่อยแม่เฒ่าเหมยเอาไว้ไม่ได้?”
“ข้าได้ยินมาว่าเหมือนนางจะเสียสติไปแล้ว” เจ้าหน้าที่ทางการเล่าข่าวลือที่ได้ฟังจากปากภรรยาของตนให้ฟัง “ในเรือนมักมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญเล็ดลอดออกมา ด่าว่าคนสกุลเหมยไม่ใช่คน ทำร้ายสามีนาง ทำร้ายลูกชายนาง ทำร้ายนางมาทั้งชีวิต ตอนนี้แม้แต่หลานชายก็ไม่อยากให้นางแล้ว อยากได้ที่ดินสองหมู่ผืนนั้นกับเรือนของนาง…”
ผู้อาวุโสเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “คนสกุลเหมยไม่ใช่คนดีอะไร ผู้อาวุโสสกุลเหมยก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องเลวร้ายพวกนี้ก็ไม่ได้เพิ่งจะทำมาแค่ปีสองปี”
“คนสกุลเหมยจะมาหาเรื่องหรือไม่?” เย่อวี๋หรานถาม
“มาแน่นอน” ผู้อาวุโสถอนหายใจแล้วพูดว่า “แม้แต่เรื่องเช่าเมียคนอื่นเพื่อยืมครรภ์ คนพวกนั้นยังทำออกมาได้ ยังมีอะไรที่ทำไม่ได้อีก? ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าทุกคนล้วนยากจนขนาดนี้ แต่ทำไมยังไม่มีใครยอมแต่งลูกสาวเข้าเรือนสกุลเหมย? ล้วนเป็นเพราะครอบครัวพวกเขามักทำอะไรเกินขอบเขต ทำให้คนอับอายขายหน้า จะมีก็แต่คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรือถูกบีบคั้นจนไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้นแหละ มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่สมัครใจแต่งงานกับคนสกุลเหมย”
หากกล่าวว่าสกุลเหมยยากจน ทั่วเชิงเขาไท่ตังจะต้องมีคนที่จนกว่าครอบครัวสกุลเหมยแน่นอน
ทว่าชื่อเสียงสกุลเหมยฉาวโฉ่ที่สุด เป็นเหตุให้ผู้ชายในครอบครัวพวกเขาจวบจนอายุมากแล้วก็ยังหาภรรยาไม่ได้เสียที จำต้องเช่าภรรยาเพื่อยืมครรภ์
เย่อวี๋หรานขมวดคิ้ว แล้วพูดเหมือนไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสลำบากใจเกินไป “ถ้าพวกท่านคิดว่ายุ่งยากเกินไป ถึงตอนนั้นก็โยนมาที่ข้าก็ได้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าด้วยชื่อเสียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างข้า พวกเขายังจะกล้ามาหาเรื่องสกุลจู คนกระทำสิ่งใด มีสวรรค์คอยจับตามองอยู่ สิ่งใดที่สกุลจูข้าไม่ได้เป็นคนทำ นั่นก็ยังไม่ใช่อยู่วันยังค่ำ หรือพวกเขายังจะกล้ากดหัวคนสกุลจูให้ยอมรับว่าการตายของแม่เฒ่าเหมยเป็นฝีมือของพวกข้าอีกหรือ?”
“ครอบครัวพวกเจ้าไม่ได้เป็นคนทำจริง ๆ?” เจ้าหน้าที่ทางการยังไม่ลืมเรื่องที่เขากับผู้อาวุโสเคยสงสัยหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มาก่อน
“ไม่มีเหตุแล้วจะไปฆ่าแกงแม่เฒ่าเหมยเพื่ออะไร?” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างสงสัย “พวกท่านคงไม่ได้สงสัยว่าเป็นเช่นนี้จริง ๆ หรอกกระมัง? เป็นไปไม่ได้ เมื่อวานนี้ลูกชายข้าขึ้นไปบนเขา กลับมาทุกคนก็เปียกปอนกันหมด ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีออกไปเล่นกันข้างนอก เด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็อยู่ที่นั่น ไปถามพวกเขาดูก็ได้ ส่วนข้ากับพวกลูกสะใภ้ก็อยู่ที่เรือนตลอด มีคนมาซื้อของเรื่อย ๆ จนกระทั่งฝนตกข้าก็ไม่ได้ออกไปข้างนอก จะหาคนมาเป็นพยานยืนยันให้ข้าก็ยังได้…อ้อ จริงสิ ยังมีจูเหล่าโถว เขาอยู่ที่แปลงผักตลอด จะไปถามเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ข้างกันดูก็ได้ว่ามีคนเห็นจูเหล่าโถวหรือไม่ นับว่าเป็นพยานได้เหมือนกัน”
นางไล่เรียงออกมาเพื่อแสดงให้รู้ว่าทุกคนในครอบครัวนางล้วนมี ‘พยาน’ มีหลักฐานแน่นหนาว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
ถ้าเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสยังมีข้อสงสัย ก็ให้ทำเหมือนที่นางพูด ลองไปสอบถามทีละคนเพื่อหาหลักฐาน สืบให้รู้ว่าในช่วงเวลานั้นใครมีเวลามากพอให้ไปก่อเหตุฆาตกรรม