ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 176 เวลาก่อเหตุ
บทที่ 176 เวลาก่อเหตุ
คล้อยหลังการชี้แจงของเย่อวี๋หราน ความคิดของเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสก็พลันกระจ่างขึ้นมาทันใด จริงด้วย ทำไมพวกเขาเอาแต่คิดถึงคนที่มีความแค้นต่อกันเล่า ยังสามารถพิจารณาจาก ‘หลักฐานว่าไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ’ ได้ด้วยนี่นา
เนื่องจากระหว่างแต่ละหมู่บ้านมีระยะห่างพอสมควร ไปกลับรอบเดียวก็กินเวลาถึงยามบ่ายไปแล้ว พวกเขาจึงไม่ปล่อยให้เสียเวลา รีบไปสอบถามแต่ละครัวเรือนว่าในช่วงเวลานั้นทุกคนทำอะไรกันบ้าง
แล้วก็บังเอิญยิ่งนัก อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ทุกคนในครอบครัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็มีคนสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์พูดมาเป็นความจริง โดยอิงจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
“ลูกชายของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์? ข้าเห็นอยู่นะ เช้าวานนี้พวกเขาขึ้นเขาไป ตอนนั้นข้ายังแปลกใจอยู่เลย ไม่ได้จะไปล่าสัตว์เสียหน่อย ทำไมขนกันขึ้นเขาไปทุกคนแบบนั้นก็ไม่รู้”
“ตอนฝนใกล้จะตก ข้าเห็นสะใภ้ห้าบ้านพวกเขาแบกตะกร้าใส่ชุดกันฝนผ่านไป ก็คงไปรับคนนั่นแหละ”
“ต้าเป่าเอ้อร์เป่า? เห็นสิ ตอนข้าไปรับลูก เสี่ยวเม่ยบ้านหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็กำลังไปรับพวกเขาพอดี เจ้าเจ็ดบ้านพวกเขาก็อยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน”
“ใช่ ๆ เวลานั้นข้าไปแลกน้ำพริกใส่เนื้อที่เรือนพวกเขา เพิ่งกลับมาฝนก็ทำท่าว่าจะตก ข้ายังต้องรีบเอาเสื้อกันฝนไปส่งให้สามีอยู่เลย”
……
เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสยังคอยสังเกตว่าคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านสามารถยืนยันเรื่องนี้ให้ด้วยได้หรือไม่
แม้เบาะแสบางอย่างชี้ว่าบางคนไม่ได้พูดความจริง แต่เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสก็มองออกว่าสกุลจูไม่เกี่ยวข้องกับการตายของแม่เฒ่าเหมย
ตำแหน่งที่พบศพของแม่เฒ่าเหมยกับเรือนแม่ม่ายฉินอยู่คนละทิศทางกัน คนสกุลจูอาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับแม่ม่ายฉิน แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแม่เฒ่าเหมย
จุดที่พบศพแม่เฒ่าเหมยก็ค่อนข้างเปลี่ยวร้างห่างไกล ปกติไม่ค่อยมีคนผ่านไปทางนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวของเมื่อวานก็ไม่มีใครผ่านไปบริเวณนั้น หรือกล่าวได้ว่าคนในหมู่บ้านสกุลจูไม่มีเวลาไปก่อเหตุฆาตกรรมแม่เฒ่าเหมย
“ในเมื่อไม่ใช่คนในหมู่บ้านสกุลจู เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นคนนอก?” หลังจัดการสร้อยข้อมือเส้นนั้นเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็ผ่อนคลายลงมาก นางกระตุ้นเตือนว่า “แม้ว่าหมู่บ้านสกุลจูของพวกเราจะไม่ได้อยู่ใกล้กับเส้นทางที่คนสัญจรพลุกพล่าน แต่บางครั้งจะมีคนผ่านทางมาบ้างก็ไม่แปลก”
“ใครจะลงมือสังหารแม่เฒ่าเหมยโดยไร้เหตุผล?”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นแม่นางจาง?” เย่อวี๋หรานกล่าว “แม่นางจางหายตัวไปพักใหญ่แล้ว ทั้งคนสกุลจางและคนสกุลเหมยต่างก็หานางไม่เจอ เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสของพวกเขาก็เคยมาถามที่เรือนข้า แม่นางจางอุ้มท้องโตเช่นนั้น คิดว่าคงใกล้จะคลอดแล้ว เวลานี้นางจะไปที่ไหนได้? ไม่อาจไปเรือนสกุลเหมย ทั้งยังไม่อาจไปเรือนสกุลจาง ตอนนั้นนางอาจมาที่หมู่บ้านสกุลจูโดยบังเอิญก็ได้?”
“เป็นไปได้เหมือนกัน” ผู้อาวุโสมีท่าทางครุ่นคิด “ถ้าเป็นแบบนี้ก็อธิบายได้แล้ว เป็นไปได้ว่าแม่เฒ่าเหมยตามหลังแม่นางจางมาตลอดทางจนถึงหมู่บ้านสกุลจู สุดท้ายถูกแม่นางจางพบเข้า ทั้งสองคนเกิดทะเลาะกันขึ้นมา…”
พูดไปพูดมา เขากับเจ้าหน้าที่ทางการก็สบตากัน
เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวว่า “ปัญหาตอนนี้ก็คือ แม่นางจางไปไหนแล้ว?”
ไม่มีใครทราบว่าจางเยียนอยู่ที่ใด แม้กระทั่งตัวจางเยียนเองก็ยังไม่รู้เช่นกัน
เมื่อนางฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนรถม้าโคลงเคลงคันหนึ่ง
“ที่นี่คือที่ไหน?” นางมีสีหน้าอิดโรย ริมฝีปากขาวซีด
“เจ้าฟื้นแล้ว?” สาวใช้คนหนึ่งประชิดตัวเข้ามาและรีบรินน้ำให้นาง “ฮูหยินของข้าเป็นคนช่วยเจ้าไว้ ฝนตกหนักปานนี้ เจ้ายังมาเป็นลมอยู่ริมถนน ถ้าไม่ใช่เพราะฮูหยินของข้าเป็นคนดี เจ้าคงต้องตายอยู่ริมถนนแล้ว”
“ฮูหยิน?” จางเยียนงุนงง
“ใช่ ก็คือฮูหยิน”
จางเยียนมองรถม้าที่แม้จะมีพื้นที่ไม่กว้างขวางเท่าไหร่ แต่ดูไปแล้ว ‘หรูหรา’ ยิ่งนัก แล้วมองสาวใช้ที่บนศีรษะประดับปิ่นเงิน ในใจก็มีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกอย่างหนึ่ง
ดังนั้น เมื่อ ‘ฮูหยิน’ สูงศักดิ์ท่านนั้นทราบว่านางได้สติแล้ว จึงส่งคนมาสอบถามอาการของนาง จางเยียนพูดว่า “ขอโทษด้วย ข้าจำอะไรไม่ได้”
“แม้แต่ตัวเองชื่ออะไร เจ้าก็จำไม่ได้แล้ว?” หญิงรับใช้สูงวัยที่แต่งกายหรูหรากว่าเล็กน้อยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
จางเยียนส่ายศีรษะ “ข้าจำไม่ได้”
“เฮ้อ…ดูแล้วคงจะพิษไข้ขึ้นสมอง เจ้าพักผ่อนไปก่อนเถอะ ข้าจะไปแจ้งฮูหยิน”
หลังจากหญิงรับใช้ผู้นั้นจากไปแล้ว จางเยียนก็ถามสาวใช้ว่านั่นคือใคร
สาวใช้บอกนางว่านั่นคือ ‘แม่นมจาง’ เป็นแม่นมของฮูหยิน เป็นคนโอบอ้อมอารียิ่งนัก ส่วนรถม้าคันนี้กำลังติดตามฮูหยินของพวกนางลงใต้ เพื่อไปอยู่กับนายท่านที่ไปรับตำแหน่งที่นั่น
รับตำแหน่ง? จางเยียนนึกยินดี “นายท่านเป็นขุนนางหรือ?”
สาวใช้ยิ้มเล็กน้อย “ไม่ใช่ขุนนางใหญ่โตอะไรหรอก เป็นนายอำเภอน่ะ”
“นายอำเภอหรือ…” นั่นเป็นขุนนางที่มีอำนาจมากเพียงไหนกัน ชั่วชีวิตนี้นางยังไม่เคยได้พบขุนนางใหญ่มาก่อน
จางเยียนพลันรู้สึกได้ว่าวาสนาของนางมาถึงแล้ว
แม้จะคิดเอาไว้ดีแล้ว แต่คนสกุลเหมยก็ยังมาถึงเร็วกว่าพวกเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านอยู่เล็กน้อย
พวกเขามาคราวนี้ก็แบกทั้งจอบและท่อนไม้ตรงไปเรือนสกุลจู
เพราะการตายของแม่เฒ่าเหมย ประกอบกับสีท้องฟ้าที่แลดูอึมครึมเหมือนฝนจะตก วันนี้เย่อวี๋หรานจึงไม่ให้คนในครอบครัวออกไปข้างนอก แต่ให้ ‘อยู่ว่าง’ ในเรือน
ทว่าก็ไม่เชิงว่า ‘อยู่ว่าง’ เสียทีเดียว สตรีสกุลจูยังคงยุ่งยิ่งนัก อาหารสามมื้อ ซักล้างกวาดถู ยังมีเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ยังทำไม่เสร็จ
จูซานไม่วางใจแหปลาในแม่น้ำ จึงอาศัยช่วงที่ฝนยังไม่ตกพาน้องชายสองคนไปดูสักหน่อย
พวกเขาไม่ได้หวังว่าคราวนี้จะจับปลากลับมาได้ เพียงไปเก็บแหกลับมาก่อนที่จะถูกฝนตกซัดหายไปเท่านั้น
“พี่สาม ท่านดู แหอันนี้ขาดแล้ว รูใหญ่เบ้อเร่อ…” จูซื่อกลัวว่าเสื้อผ้าสกปรกแล้วจะไม่มีใส่ จึงถอดออกมาจนล่อนจ้อน กอดแหจับปลาที่สกปรกลากมาถึงริมฝั่ง
ในแหจับปลาไม่ถึงขั้นจับอะไรไม่ได้เลย แต่ผลลัพธ์นั้นน้อยกว่าปกติมาก
จูอู่เองก็ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเช่นกัน หลังจากเขาช่วยลากแหขึ้นฝั่งเสร็จแล้วก็จับปลาใส่ข้อง “แหจับปลาไม่หายก็พอแล้ว ขาดก็ขาดไปเถอะ แหอันก่อนหน้านี้หาไม่เจอสักอัน”
“ใช่น่ะสิ น่าเสียดายเกินไปแล้ว ต้องใช้เวลาสานแหตั้งนานเชียวนะ”
“ยังต้องทำเชือกป่านอีก ยุ่งยากจะตาย”
……
ทั้งสามคนกลับมาถึงเรือนก็รีบใช้น้ำร้อนเช็ดเนื้อเช็ดตัว แล้วดื่มน้ำขิงกันคนละถ้วย
เวลานั้นเอง มีคนวิ่งเข้ามาในเรือนสกุลจูท่าทางลุกลี้ลุกลน บอกพวกเขาว่าคนสกุลเหมยมาแล้ว ก็ถามคนตรงทางเข้าหมู่บ้านว่าเรือนสกุลจูอยู่ที่ไหน ตอนนี้ก็กำลังตรงมาทางนี้
“มากี่คน?” เย่อวี๋หรานถาม
“เอ้อ! ข้าไม่ได้นับ แต่เยอะเชียวล่ะ เหมือนจะมีจำนวนเท่า ๆ กับคนในครอบครัวพวกเจ้า…” คนผู้นั้นเอาข่าวมาแจ้งด้วยความหวังดีเสร็จแล้วก็รีบไปจากเรือนสกุลจู
“ท่านแม่ ข้าไปดูสักหน่อย” จูซานกล่าว
“ระวังหน่อย อย่าให้พวกนั้นเห็น รีบไปรีบกลับ” เย่อวี๋หรานกล่าว “เสี่ยวเม่ย เจ้าพาซานเม่ย ซื่อเม่ย แล้วก็ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีเข้าห้องไป ถ้าข้าไม่ให้พวกเจ้าออกมาก็อย่าออกมาเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” จูปาเม่ยทราบว่าเรื่องนี้นางช่วยไม่ไหว จึงรีบเรียกคนให้ตามนางเข้าไปในห้อง
“เมียเจ้าสี่ เจ้าคนเดียวอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง อุ้มลูกเข้าไปอยู่ในห้องข้าเถอะ ให้พวกเสี่ยวเม่ยช่วยดูแลอีกแรง” เย่อวี๋หรานเกรงว่าประเดี๋ยวเกิดมีปากมีเสียงกันขึ้นมา อาจทำให้ซานเป่ากับซื่อเป่าที่ดื่มนมอยู่ตกใจได้ จึงออกความคิดให้หลี่ซื่อ
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หลี่ซื่อรีบเก็บข้าวของของลูกน้อยทั้งสองคน แล้วอุ้มลูกเข้าไปอยู่ด้วยกันกับพวกจูปาเม่ย
ส่วนคนที่เหลือ เย่อวี๋หรานบอกให้พวกเขาหยิบเครื่องไม้เครื่องมือในเรือนมาเตรียมไว้