ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 183 ฆ่าหมู (3)
บทที่ 183 ฆ่าหมู (3)
ก่อนหน้านี้จูเหล่าโถวยังอิจฉาฝีมือของคนขายเนื้อแซ่หลี่ที่ทำไร่ไถนายามปกติ และยังมาฆ่าหมูในเวลาว่างเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว ไม่เพียงเท่านั้น ทักษะฝีมือนี้ยังเป็นสิ่งที่ ‘สืบทอด’ จากรุ่นสู่รุ่น สามารถสืบทอดต่อไปได้ตลอดชีวิต นี่มันจะดีเกินไปแล้ว
แต่คิดไม่ถึงว่าจะกลับตาลปัตรกลายเป็นเขาที่กลายเป็นเป้าของความอิจฉา
จูเหล่าโถวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจอีกครั้ง “ที่ไหนกัน ก็แค่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ นางเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งจะทำได้มากสักเท่าไหร่เชียว? และพวกพี่สะใภ้ของนางก็มาช่วยนางทำงานบางครั้งทำให้นางมีเวลาทำของพวกนี้ นางเอาไปขายได้เงินมานิดหน่อยยังต้องแบ่งให้พวกพี่สะใภ้ แบ่งแล้วจะเหลือสักเท่าไหร่เชียว? ก็เหลือไม่เท่าไหร่แล้ว”
เรื่องการไม่เปิดเผยทรัพย์สินให้คนนอกรู้ จูเหล่าโถวก็รู้อยู่ จึงไม่บอกว่าจูปาเม่ย ‘มีชื่อเรื่องความมั่งคั่ง’ มากเกินไป
“นั่นก็ยังเก่งมากแล้ว ไม่เหมือนเด็กสาวบ้านข้า ล้วนต้องแต่งออกแล้วแต่ยังต้องอาศัยกินใช้ของในบ้านอยู่เลย” คนขายเนื้อแซ่หลี่บ่นอยู่ครู่หนึ่งว่ามีลูกสาวก็ขาดทุนมากมาย ไม่ต้องพูดถึงว่าในภายหลังก็ยังต้องไปแต่งเข้าบ้านคนอื่น ทั้งยังต้องมีสินเดิมติดตัวไปด้วย
ถ้าไม่ใช่ว่าเขารักลูกสาว กลัวว่าลูกสาวของเขาแต่งงานออกไปแล้วถูกบ้านสามีดูแคลน เขาก็ไม่อยากจะให้อะไรนางติดตัวไปเลย
แม่งเอ๊ย!
การซื้อขายนี้ขาดทุนเกินไปจริง ๆ!
“ขาดทุนอะไร ข้าก็เพิ่งจะขาดทุนไป พวกลูกสะใภ้บ้านข้าน่ะ ใช่ ก็ไม่ผิดที่ตอนแต่งเข้าพวกนางก็เอาสินเดิมมาด้วย แต่จะเอามาสักเท่าไหร่เชียว? ล้วนกินใช้ของในบ้านข้า ผลคือเสี่ยวเม่ยบ้านข้าทำงานหาเงินได้ ยังต้องช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของบ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงที่แต่งงานเข้ามาอีก…” จูเหล่าโถวก็ระบายออกมาด้วยความโมโหเช่นกัน
คนขายเนื้อแซ่หลี่ประหลาดใจ “ลูกสะใภ้บ้านเจ้าเอาเงินไปช่วยเหลือบ้านพ่อแม่ เจ้าก็ไม่ว่าอะไรเลยหรือ?!”
“จะว่าอะไรเล่า? ยายแก่เป็นเจ้าบ้าน พูดว่าเงินที่พวกนางหา พวกนางก็เอาไปเป็นค่ากินค่าใช้ของตัวเองเสีย แล้วข้าจะพูดอะไรได้อีก?”
คนขายเนื้อแซ่หลี่คิดไม่ถึงมาก่อนว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่มีชื่อเสียงเลวร้ายภายนอก ทว่าในบ้านกลับเป็นคนที่มีคุณธรรมเช่นนี้ ไม่อยากจะเชื่อ เขามองไปที่ลานหน้าบ้านพบว่าเย่อวี๋หรานไม่อยู่จึงรีบพูดเสียงเบาว่า “เจ้าไม่ได้บอกว่ายายแก่บ้านเจ้านิสัยโหดร้ายมากหรือ? ทำไมถึงกดข่มพวกลูกสะใภ้ไว้ไม่ได้เล่า?”
“ไม่ใช่กดข่มไม่ได้ แต่นางไม่คิดจะทำ” จูเหล่าโถวพูดอย่างขุ่นเคือง “ยิ่งไปกว่านั้น นางยังบอกว่าเงินจากการขายชาดเป็นของฝ่ายหญิงในบ้าน ผู้ชายสกุลจูไม่สามารถแตะต้องได้ เจ้าดูสิ นางพาพวกลูกสะใภ้ไปหาเงิน แต่กลับไม่ยอมให้พวกลูกชายข้าแตะต้องเงิน นี่เป็นเรื่องที่คนทั่วไปเขาทำกันหรือ?”
หลังเปิดบทสนทนา จูเหล่าโถวก็หยุดตัวเองไม่อยู่ ความไม่พอใจในหลายวันมานี้ระเบิดออกมาทั้งหมด
ใช่ ไม่ผิดนัก หญิงเฒ่าเป็นคนคิดให้พวกเขาออกไป ‘หาเงิน’ แต่ความคิดนั้นจะสามารถทำเงินได้สักเท่าไหร่เชียว?
รายได้เพียงเล็กน้อยเช่นนั้นจะไปเทียบกับการค้าขายของพวกผู้หญิงได้เสียที่ไหน พวกเขาทั้งหมดทำงานหาเงินอย่างเหนื่อยยาก พวกผู้หญิงก็เช่นกัน…
คนขายเนื้อแซ่หลี่ได้ยินข่าวเรื่อง ‘ปุ๋ยหมัก’ และยังได้ยินว่าพวกเขาได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ทางการของหมู่บ้านสกุลจูและผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูแล้วว่าจะรับสอนครั้งละสิบเหรียญสอนจนกว่าจะทำเป็น รับรองว่าจะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น หัวใจก็พลันเต้นแรงขึ้นชั่วขณะ
เป็นเรื่องจริงที่เขาชำแหละหมู แต่กิจการการชำแหละเนื้อหมูก็ทำเงินได้แค่ช่วงตรุษจีนเท่านั้น ในยามปกติก็ยังไปทำไร่ไถนา
เช่นนั้นเรื่องเกี่ยวกับ ‘ปุ๋ย’ เขาจะไม่เป็นกังวลได้อย่างไร?
คนขายเนื้อแซ่หลี่จึงตกตะลึงที่ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ยอมให้ลูกสะใภ้กุมเงินไว้ และเขายังรีบถามเรื่อง ‘ปุ๋ยหมัก’ อีกด้วย เพราะถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง เขาก็ยินดีจ่ายเงิน ‘สิบเหรียญ’ เพื่อเรียนรู้ทักษะนี้
หากเขาเรียนรู้แล้ว เขาก็ยังสามารถไปถ่ายทอดความรู้ต่อให้พี่น้องและลูกหลานได้ด้วย เทียบกับการที่ปีหน้าต้องเอาเงินไปซื้อปุ๋ยคอกบ้านคนอื่น นั่นก็ไม่รู้ว่าคุ้มเท่าไหร่แล้ว
ด้วยเหตุนี้จูเหล่าโถวที่เพิ่งส่ง ‘ซองแดง’ ให้ ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันกลับมาอยู่ในมือของจูเหล่าโถวอีกครั้ง
“…”
ข้าบ่นเรื่องยายแก่บ้านข้าเฉย ๆ เจ้ากับข้าไม่ได้มาทำการค้ากันเสียหน่อย
เย่อวี๋หรานที่กำลังยุ่งมากไม่รู้เลยว่าจูเหล่าโถวมีการสนทนาหัวข้อที่หลากหลายเช่นนี้กับคนอื่น ไม่เช่นนั้นคาดว่าคงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
อวัยวะภายในของหมูต้องใช้ขี้เถ้าจากพืชล้างซ้ำ ๆ นางให้หลินซื่อวางไว้ข้างหลังก่อน และแบ่งให้อีกฝ่ายทำความสะอาดเนื้อหมูด้วย จากนั้นโรยเกลือใส่นิดหน่อยและหมักไว้ เช่นนี้พรุ่งนี้ก็สามารถเอาไปตากบนใบไผ่และเริ่มรมควันได้เลย
เย่อวี๋หรานนึกย้อนถึงความทรงจำเจ้าของร่างเดิม คำว่า ‘เนื้อรมควัน’ นั้นยังไม่แพร่หลาย พวกเขาส่วนใหญ่ใช้เกลือหมักเนื้อ หลังจากนั้นก็เอาไปแขวนไว้บนคานให้แห้ง จึงกลายเป็นเนื้อเค็มแดดเดียว
เช่นนี้ก็สามารถเก็บไว้ได้แล้ว แต่เรื่องของเวลานั้นอาจจะไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าเนื้อรมควัน
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ มันยากเกินไป ไม่มีบ้านไหนสามารถเก็บเนื้อได้นานขนาดนั้น โดยพื้นฐานแล้วพอครบปีเนื้อก็จะถูกกินจนหมด
“ทาให้ทั่ว ๆ หน่อย เช่นนั้นหลังจากนี้เนื้อจะเก็บได้นานขึ้น ข้าจะพยายามเก็บไว้จนถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ผลิปีหน้า” เย่อวี๋หรานพูด
“ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ผลิหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อรอจนเด็ก ๆ หลับแล้วจึงวิ่งมารวมกลุ่มอย่างสนุกสนาน นางได้ยินเย่อวี๋หรานพูดเช่นนั้นก็พูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าเกรงว่ามันจะเสี่ยงไปหน่อยนะเจ้าคะ ถึงเนื้อเค็มแดดเดียวจะเก็บไว้ได้ แต่ไม่น่าจะเก็บได้นานขนาดนั้นนะเจ้าคะ พออากาศอบอุ่นขึ้นหน่อย พวกมันก็จะเสียง่าย”
“ไม่เป็นไร ข้ามีอีกวิธีที่ดีกว่านี้ ถึงเวลาพวกเจ้าแค่ทำตามก็ใช้ได้แล้ว” เย่อวี๋หรานมองหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยที่ยังทำความสะอาดไส้หมู จากนั้นรีบเตือนพวกนางว่าอย่าหั่นมันหมด นางหยิบมันออกมาพลิกและล้างมัน และนางยังมีสิ่งที่ต้องทำทีหลังอยู่
เมื่อนึกถึงเนื้อรมควัน เย่อวี๋หรานก็หยิบเนื้อที่ยังไม่ได้หมักเกลือมาใส่ลงกะละมัง
“ชิ้นนี้ไม่ต้องหมัก ค่อยเอาไว้ใช้ประโยชน์ทีหลัง”
หลินซื่อตอบรับ “ได้เจ้าค่ะท่านแม่”
หลิวซื่อมองเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้ก็ลังเลเล็กน้อย “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าคิดว่าพวกเราควรหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กลงหน่อยหรือไม่เจ้าคะ? ชิ้นนี้มันใหญ่เกินไปสำหรับคนขายเนื้อแซ่หลี่หรือไม่เจ้าคะ? พวกเราก็ให้ซองแดงไปแล้วด้วย”
“ก็แค่ชิ้นเดียว คนทำงานตั้งนานจะให้ลำบากเปล่า ๆ ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในอนาคตที่ต้องคบค้าสมาคมกัน หากไม่อยากให้คนอื่นไม่พอใจเรา ก็อย่าหาเรื่องทำให้คนอื่นขุ่นเคือง” เย่อวี๋หรานถึงกับไปไม่เป็นเล็กน้อยกับการทำอะไรก็ล้วนตระหนี่ของลูกสะใภ้คนนี้
นางลืมไปแล้วหรือว่าเนื้อหมูนี่คนขายเนื้อแซ่หลี่เป็นคนหั่นมันด้วยตัวเอง เจ้าคิดว่าถ้าส่วนแบ่งน้อยเกินไปแล้วคนจะไม่รู้หรือ?
ทำตัวตระหนี่ขนาดนี้ ในอนาคตจะคบค้าสมาคมกับคนในหมู่บ้านได้อย่างไร?
เย่อวี๋หรานบอกให้หลี่ซื่อที่ไม่ได้ทำอะไรว่าอย่ามาอยู่หลังบ้านตลอดเวลานัก ถ้าซานเป่าและซื่อเป่าตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นนางจะไม่เป็นปัญหาหรือ?
วันนี้ทุกคนยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปดูแลเด็กเป็นเพื่อนนางหรอก
“ท่านแม่ ท่านอย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ พวกเขาเพิ่งหลับไป ไม่ตื่นเร็วเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ ในใจข้านับไว้แล้ว ข้ารับรองว่าไม่ทำให้หลานทั้งสองคนของท่านร้องไห้งอแงแน่นอนเจ้าค่ะ”
สำหรับหลี่ซื่อที่เคยชินกับความครึกครื้นมาตลอด เรื่องที่ต้องให้นมลูกทุกหนึ่งชั่วยามยังเป็นการพรากความ ‘สนุกสนาน’ ของนางไปไม่น้อย
เพราะพวกเขา หลายวันมานี้นางจึงไม่สามารถออกจากบ้านได้ และยังเป็นเพราะพวกเขา ทำให้เวลาที่นางออกจากบ้านก็ต้องมีคนตามไปด้วย
เย่อวี๋หรานไม่สนใจ ตราบใดที่ไม่ทำให้ตัวเองต้องมายุ่งกับการดูแลเด็กเล็กขนาดนั้น แม้ว่านางจะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่ก็พูดได้ว่าเดิมทีนางไม่เคยและไม่มีประสบการณ์เลี้ยงลูกเลย
เมื่อคาดว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว เย่อวี๋หรานก็กลับไปที่ห้องครัวและเตรียมอาหารกลางวันกับหลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อยุ่งอยู่ในห้องครัวตลอด นอกจากต้มน้ำแล้วก็ยังมีเรื่องต้องทำไม่น้อย เช่นใส่เลือดที่แข็งตัวลงไปในหม้อและปรุงให้สุก ทำข้าวสำหรับมื้อกลางวัน เผามันเทศให้สุก นอกจากนี้ยังต้องช่วยเย่อวี๋หรานทำอาหารจานหลัก และเตรียมเครื่องเคียงให้คนอื่น ๆ ด้วย
เมื่อเย่อวี๋หรานถือหมูสามชั้นเข้ามา หลิ่วซื่อก็กำลังล้างหม้ออยู่