ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 184 หมูตุ๋นน้ำแดง
บทที่ 184 หมูตุ๋นน้ำแดง
“เอาหนังหมูไปเผาสักหน่อย” เย่อวี๋หรานบอกหลิ่วซื่อว่าต้องเผาหนังหมูอย่างไร แล้วส่งหมูสามชั้นให้นาง
หลิ่วซื่อฟังจนเข้าใจแล้วก็รับหมูสามชั้นมา ก่อนจะหงายด้านที่มีหนังขึ้น ดึงท่อนฟืนที่เผาไฟจนแดงก่ำออกมาแล้วนาบด้านที่แดงจัดนั้นไปบนหนังหมู
ซี่…
มีเสียงดังขึ้นเบา ๆ และไม่นานหนังหมูตรงนั้นก็ถูก ‘เผา’ จนเกรียม นี่เป็นวิธีที่เรียบง่ายแต่ได้ผลที่สุดแล้วภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม
“ใช่แล้ว แบบนี้แหละ เผาหนังหมูให้ทั่ว เจ้าค่อย ๆ ทำไปก่อน” ระหว่างที่เย่อวี๋หรานให้หลิ่วซื่อเผาหนังหมู นางก็ไปล้างหัวไชเท้ากับหัวผักกาดแดง แล้วหั่นให้มีขนาดเท่า ๆ กัน จากนั้นพักไว้ในชามไม้ที่สะอาด
“ท่านแม่ เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” หลิ่วซื่อไม่แน่ใจว่าต้องเผาจนมีหน้าตาอย่างไร นางรู้สึกว่าทั้งชิ้นดำปี๋ไปหมด จึงเอามาให้เย่อวี๋หรานดูก่อน
“อืม ได้แล้ว ใช้น้ำร้อนในหม้อล้างให้สะอาด” เย่อวี๋หรานกลัวว่านางจะทำไม่เป็น จึงรับหมูสามชั้นชิ้นนั้นมา “ทำแบบนี้ ก่อนเอาไปล้างให้ใช้มีดขูดเอาคราบดำ ๆ บนหนังหมูออกก่อน เวลาล้างก็จะสะอาดง่ายหน่อย”
หลิ่วซื่อผงกศีรษะ
เย่อวี๋หรานล้างเนื้อหมูเสร็จแล้วก็เอามาหั่นเป็นชิ้น ๆ ให้มีขนาดเท่ากับหัวผักกาดก่อนหน้านี้ แล้วค่อยซอยขิง ต้นหอม และกระเทียม
“เตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเริ่มทำอาหาร แบบนี้เวลาทำเจ้าจะได้ไม่ตกหล่นอะไรไป” ก่อนที่เย่อวี๋หรานจะเริ่มทำก็อธิบายวิธีทำหมูตุ๋นน้ำแดงง่าย ๆ ให้หลิ่วซื่อฟัง อีกฝ่ายจะได้เข้าใจว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
นางย้ำว่าถ้าต้องการจะทำหมูตุ๋นน้ำแดง สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือซีอิ๊ว
รวมถึงน้ำพริกที่นางเคยทำไปก่อนหน้านี้ ความจริงแล้วก็ควรใส่ซีอิ๊วด้วยเช่นกัน ใส่กับไม่ใส่ซีอิ๊ว จะได้รสชาติที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
“เวลาทำหมูตุ๋นน้ำแดง ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดก็คือหมูสามชั้น เพราะเนื้อแบบนี้มีไขมันกำลังดี ทำออกมาแล้วจะให้เนื้อสัมผัสที่ดีมาก”
“หั่นหมูสามชั้นเสร็จแล้วก็เอาไปลวกในน้ำเดือดจัดสักพัก เจ้านับหนึ่งถึงหนึ่งร้อยยี่สิบในใจช้า ๆ พอนับถึงหนึ่งร้อยยี่สิบก็ยกขึ้นได้”
หลังเอาหมูสามชั้นขึ้นมาจากกระทะ เย่อวี๋หรานก็ให้หลิ่วซื่อสังเกตสีและความมันวาวของเนื้อ เพื่อจดจำลักษณะของมันเอาไว้
“อืม ตอนนี้ก็ใส่น้ำมันได้” เย่อวี๋หรานเอากระทะไปล้างแล้วนำมาตั้งบนเตาใหม่อีกรอบ ตักน้ำมันหนึ่งช้อนราดลงไป เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ก็เทหมูสามชั้นที่เพิ่งลวกเสร็จลงไปอีกครั้ง “เอาเนื้อไปลวกในน้ำเดือดจัดสามารถกำจัดเลือดที่ยังตกค้างอยู่และกลิ่นคาวออกไปได้ พอเอามาผัดก็จะได้รสชาติที่ดีกว่าเดิม ผัดไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเนื้อเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เจ้าดูสิ แบบนี้แหละ”
หลิ่วซื่อเติมฟืนเข้าไปในเตาแล้วลุกขึ้นมาดู “เจ้าค่ะ”
“เรียบร้อย ตอนนี้ก็ตักขึ้นมาจากกระทะ แล้วผัดต้นหอม ขิง กระเทียมต่อ” เย่อวี๋หรานเหลือน้ำมันไว้ในกระทะเล็กน้อย แล้วจึงโรยต้นหอม ขิง และกระเทียมลงไป ผัดไปพลางบอกให้หลิ่วซื่อลองดมกลิ่น “เจ้าลองดมดู มีกลิ่นหอมออกมาแล้วใช่หรือไม่? ก็คือกลิ่นแบบนี้แหละ ผัดออกมาให้ได้กลิ่นนี้ก็ใช้ได้แล้ว ตอนนี้ถ้ามีเครื่องปรุงรสอย่างอื่นจะใส่เพิ่มลงไปด้วยก็ได้…แต่พวกเรามีเพียงเท่านี้ ดังนั้นก็เทหมูสามชั้นกับหัวไชเท้าลงไปได้ หัวไชเท้าสุกเร็ว ไม่ต้องกลัวว่าหากผัดประเดี๋ยวเดียวแล้วพวกมันจะไม่สุก”
เนื่องจากไม่มีน้ำส้มสายชูกับน้ำตาล เย่อวี๋หรานจึงใช้น้ำเชื่อมผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวแทน
“โดยส่วนตัวข้าคิดว่าถ้าเนื้อมันเกินไปก็จะเลี่ยน ข้าจึงใส่น้ำเชื่อมผลไม้ที่มีรสชาติหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ ลงไปด้วย จะได้ช่วยตัดเลี่ยน” เย่อวี๋หรานกล่าว “แต่ข้าแนะนำว่าให้ใส่น้ำเชื่อมหลังจากใส่ส่วนผสมทุกอย่างครบแล้ว เพราะน้ำเชื่อมจะติดกระทะได้ง่าย”
หลิ่วซื่อจดจำไว้ในใจ
หลังจากคลุกเคล้าน้ำเชื่อมผลไม้จนเข้ากับเนื้อและผักในกระทะ เย่อวี๋หรานค่อยใส่ซีอิ๊วตามลงไป
“ซีอิ๊วนี่ เห็นไหม ข้าเคยพูดถึงก่อนหน้านี้แล้ว เวลานี้ก็ใส่ลงไปได้”
ต่อมาหลิ่วซื่อก็เห็นว่าแม่สามีตักซีอิ๊วลงไปหนึ่งทัพพี ปริมาณมากจนน่าตกใจ “…ท่านแม่ ซีอิ๊วเค็มนะเจ้าคะ”
นางอยากเตือนอีกฝ่ายว่า หลังจากนี้ก็ต้องใส่เกลืออีก ตอนนี้ใส่ซีอิ๊วลงไปมากขนาดนั้นจะเค็มเกินไปหรือไม่?
“ข้ารู้ แต่เจ้าดูนะ ตอนนี้เนื้อหมูเปลี่ยนเป็นสีดำแล้วใช่หรือไม่?” เห็นได้ชัดว่าเย่อวี๋หรานไม่ใส่ใจเรื่องนั้นสักนิด นางเพียงบอกให้หลิ่วซื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงในกระทะ “ตอนนี้ก็เติมน้ำลงไป เติมให้พอดีกับปริมาณเนื้อ มากหรือน้อยเกินไปไม่ได้”
“ผัดเนื้อไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว ตอนนี้พวกเราก็แค่รอให้เนื้อซึมซับน้ำเข้าไป พอมันดูดซับน้ำเข้าไปก็เสร็จแล้ว” เย่อวี๋หรานเติมเกลือลงไปเล็กน้อย ปรุงรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น
และเพื่อให้หลิ่วซื่อตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของรสชาติในขั้นแรกได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นพอนางเติมเครื่องปรุงหลักลงไปก็จะใช้ตะเกียบจิ้มน้ำในกระทะขึ้นมาให้หลิ่วซื่อชิมรสชาติ
“จืดนิดหน่อยเจ้าค่ะ”
“พอเนื้อดูดซับน้ำจนได้ที่ก็จะไม่จืดแล้ว” เย่อวี๋หรานให้หลิ่วซื่อลดไฟลง ใช้ไฟอ่อนค่อย ๆ ตุ๋นต่อไป
ทั้งหมูสามชั้นและหัวผักกาดล้วนต้องใช้เวลาประมาณหนึ่ง
ระหว่างนั้น เย่อวี๋หรานยังเปิดฝาครอบออกเพื่อคนเบา ๆ เพราะเกรงว่าอาหารจะติดก้นกระทะ
ทันทีที่เปิดฝา แม้ว่าเนื้อจะยังไม่ได้ซึมซับน้ำอย่างเต็มที่ แต่กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์นั้นก็ลอยออกมาแล้ว บันดาลให้หลิ่วซื่อต้องกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ นี่มันจะหอมเกินไปแล้ว!
ใช่แล้ว ไม่ผิดเลย กลิ่นนี้ต่างจากกลิ่นหอมของน้ำเชื่อมผลไม้กับลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อลิบลับ
นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่นางก็ตระหนักดีว่าตนเองหิวเสียแล้ว หิวมาก ๆ ด้วย หิวจนสามารถกินวัวทั้งตัวได้เลยทีเดียว
เนื่องจากถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน เพื่อนบ้านที่มาร่วมชมความครึกครื้นที่เรือนสกุลจูต่างก็กลับไปหมดแล้ว มีเพียงคนขายเนื้อแซ่หลี่กับจูเหล่าโถวที่กำลังคุยกันอยู่หน้าเรือน ครั้นได้กลิ่นหอมนี้ก็พากันชะงักไป
“นี่คืออันใด เหตุใดจึงหอมเช่นนี้?” คนขายเนื้อแซ่หลี่กลืนน้ำลายแล้วพูดขึ้น
จูเหล่าโถวสูดดมพลางแยกแยะทิศทางที่มาของกลิ่นนั้น “น่าจะเป็นเมียข้ากำลังทำกับข้าว ฝีมือทำอาหารของนางเป็นเลิศมาตลอด…”
แต่คราวนี้หอมยิ่งนัก กลิ่นหอมโชยออกไปเกือบสิบลี้อยู่แล้ว ปกติไม่เห็นว่านางจะแสดงฝีมือเต็มที่ขนาดนี้เลยนี่นา?!
ถ้าไม่ใช่เพราะมีแขกอยู่ด้วย จูเหล่าโถวก็อยากจะบุกเข้าไปในครัวเพื่อดูว่าภรรยาของเขาทำอาหารเลิศรสอันใดอยู่กันแน่
คนขายเนื้อแซ่หลี่เคยได้ยินเพียงชื่อเสียงอันร้ายกาจของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะมีฝีมือทำอาหารเป็นเลิศเพียงนี้ เขาตะลึงไปยกใหญ่ ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่าจูเหล่าโถวช่างมีวาสนา ถ้าภรรยาของเขาทำอาหารได้หอมหวนชวนลิ้มรสปานนี้ เขาก็ยินดีที่จะมี ‘ชื่อเสีย’ ว่า ‘คนกลัวเมีย’ เหมือนกัน
คนอื่น ๆ ที่กำลังล้างเครื่องในหมูใกล้จะเสร็จแล้วบริเวณท้ายเรือนได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ท่านแม่ นี่จะหอมเกินไปไหม?!
“ท่านแม่ทำของอร่อยอีกแล้วสินะ ทำไมหอมอย่างนี้?!” จูอู่พลันรู้สึกเหมือนมีเรี่ยวแรงทำงานมากกว่าเดิมทันที
“ไม่รู้ แต่ต้องอร่อยแน่นอน” จูซื่อกล่าว “เร่งมือหน่อย รีบทำให้เสร็จ พวกเราจะได้ไปกินข้าวกัน”
เหมือนว่าทุกคนต่างก็น้ำลายสอกันหมด ไม่คิดว่าเครื่องในหมูมีกลิ่นเหม็นอีกแล้ว รีบแบ่งงานกันทำ คนที่รับผิดชอบล้างเครื่องในหมูก็ล้างเครื่องในหมู คนที่รับหน้าที่เอาของสกปรกไปเทใส่บ่อปุ๋ยหมักก็เอาไปเท คนที่ทำความสะอาดท้ายเรือนก็ทำความสะอาดไป ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขะมักเขม้น
ผ่านไปครู่เดียว ทุกคนก็ทำหน้าที่ของตนเองเสร็จและเก็บของเรียบร้อย ก่อนจะทยอยไปล้างมือ
ใครทำเสร็จก่อนก็ไปช่วยคนอื่น ๆ จัดโต๊ะอาหาร เตรียมการสำหรับรับประทานมื้อเที่ยง
หากว่ากันตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ช่วงเวลาเช่นนี้พวกผู้หญิงไม่อาจมาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยได้ พวกนางต้องไปกินข้าวกันในห้องครัว ดังนั้นเมื่อเย่อวี๋หรานยกอาหารออกมาที่ห้องโถงจึงพบว่าบนโต๊ะเหลือคนเพียงครึ่งเดียว
ตอนแรกเย่อวี๋หรานยังไม่ใคร่เข้าใจ จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ทำไมยังไม่พร้อมกันอีก?”
“พร้อมแล้วนี่ขอรับ” จูอู่พูด “ท่านพ่อกับคนขายเนื้อหลี่นั่งอยู่ทางนี้ พวกข้าพี่น้องก็อยู่ครบ”
เมื่อเย่อวี๋หรานมองตามนิ้วมือของจูอู่และค้นหาจากในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมก็มีอันต้องขมวดคิ้ว อะไรกันเนี่ย พวกนางทำงานกันมาครึ่งค่อนวัน แต่กลับกินข้าวบนโต๊ะด้วยไม่ได้?
นี่เป็นการปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างไม่เท่าเทียมแบบโจ่งแจ้งเลยนี่นา?