ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 185 ร่วมโต๊ะกินข้าว
บทที่ 185 ร่วมโต๊ะกินข้าว
“เอาโต๊ะมาตั้งข้าง ๆ อีกตัว ให้พวกผู้หญิงมานั่งกินข้าวกันฝั่งนี้” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
จูอู่ตะลึงไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงทำตามคำสั่งแต่โดยดี
“เพิ่มที่นั่งข้างพ่อของเจ้า ข้าจะไปนั่งตรงนั้น”
จูอู่ได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าหัวสมองเขาสับสนไปหมดแล้ว
เมื่อเขาทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็อาศัยช่วงที่เย่อวี๋หรานไม่ทันสังเกต โฉบเข้าไปข้างกายจูซานพลางกระซิบว่า “พี่สาม เมื่อครู่ท่านแม่ให้ข้ากับพี่สี่ตั้งโต๊ะอีกตัวในห้องโถง”
“ท่านแม่ให้เจ้าทำอะไรก็ทำ จะพูดมากทำไม?”
“ไม่ใช่ พี่สาม ท่านแม่ตั้งใจว่าอีกเดี๋ยวจะให้เมียข้ากับสะใภ้คนอื่น ๆ มากินข้าวด้วยกัน แต่แค่แยกโต๊ะเท่านั้นเอง”
จูซานหันกลับมาฉับไว “เจ้าว่าอะไรนะ?!”
หลังจากจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยก็มีคนไปเชิญคนขายเนื้อแซ่หลี่เข้ามาในห้องโถง ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจก็คือ ภายในห้องตั้งโต๊ะเอาไว้สองตัว ตัวหนึ่งซ้าย อีกตัวหนึ่งขวา
เมื่อเขานั่งลงประจำที่ก็เห็นบรรดาลูกสะใภ้สกุลจูเดินตามเย่อวี๋หรานเข้ามาในห้อง แล้วแยกย้ายกันเอาอาหารมาตั้งโต๊ะฝั่งละชุด
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านั่งอยู่กับมารดาของตนเอง ตรงหน้าทุกคนมีถ้วยวางอยู่สองใบ
เย่อวี๋หรานยืนอยู่ฝั่งนั้น ครั้นแจกจ่ายอาหารให้พวกนางเสร็จแล้วค่อยกลับมานั่งโต๊ะเดียวกับจูเหล่าโถว และนั่งรวมกับเหล่าบุรุษ
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ จูอู่ และจูชีต่างก้มศีรษะลงมองถ้วยตรงหน้าตนเอง ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง
จูเหล่าโถวตอนแรกตะลึงไปเล็กน้อย แต่ครั้นนึกถึงนิสัยภรรยาตัวเองก็ไม่อยากจะทะเลาะกันต่อหน้าคนนอก จึงอ้าปากพะงาบ ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ส่วนคนขายเนื้อแซ่หลี่… ในเมื่อคนสกุลจูยังไม่ว่าอะไร แล้วเขาจะต้องพูดอะไรอีก?
“ถ้าเป็นบ้านสกุลใหญ่ เวลาแบบนี้ยังต้องเอาฉากบังลมมากั้นไว้อีก เพราะพวกเขาถือสาเรื่องชายหญิงและเด็กอายุเจ็ดขวบว่าไม่ควรร่วมโต๊ะกินข้าว” เย่อวี๋หรานกล่าวเคล้ารอยยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “แต่คนชนบทแบบพวกเราไม่ได้มีข้อถือสามากมายปานนั้น เรือนก็เล็กแค่นี้ ทั้งไม่มีฉากบังลมอะไรด้วย แยกโต๊ะเอาก็แล้วกัน”
คำพูดไม่กี่ประโยคก็คลี่คลายบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วนได้ในคราวเดียว
จูเหล่าโถวหัวเราะร่วนแล้วพูดว่า “จูต้าเหนียงเคยเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่มาก่อนนี่นา จึงรู้มากกว่าคนอื่นอยู่บ้าง คนสกุลใหญ่กฎระเบียบเยอะ ข้อถือสามากมาย จะเทียบกับชีวิตในชนบทที่อิสระเสรีของพวกเราได้อย่างไร”
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้าเคยได้ยินมาเหมือนกัน ข้ารู้จักคนฆ่าหมูที่ทำงานให้คนบ้านสกุลใหญ่ในตำบลอยู่คนหนึ่ง เขาบอกว่าทุกครั้งที่ไปเรือนสกุลใหญ่ก็จะประหม่ายิ่งนัก เพราะพ่อบ้านแม่บ้านพวกนั้นมักพร่ำกฎนั่นกฎนี่กรอกหูเขา ทำเอาเขาแข้งขาสั่นไปหมด กลัวว่าจะไปชนนายท่านหรือฮูหยินคนไหนเข้าแล้วทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน” แม้ว่าคนขายเนื้อแซ่หลี่จะไม่เคยไปสถานที่แบบนั้น แต่ก็ล้วนเป็นคนฆ่าหมูเหมือนกัน ย่อมต้องเคยพบปะพูดคุยกับคนอื่น ๆ ตามแผงขายหมูอยู่แล้ว
เขาไม่รู้หรอกว่ามีกฎระเบียบอะไรบ้าง แต่เห็นว่าจูต้าเหนียงเคยทำงานในบ้านสกุลใหญ่มาก่อน เขาก็ไม่อาจทำตัวเหมือนตาสีตาสาไม่รู้เรื่องรู้ราว ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคล้อยตามคำพูดของอีกฝ่าย และต่อบทสนทนากลับไปเช่นนี้
คนขายเนื้อแซ่หลี่จำเนื้อหาที่ชัดเจนไม่ได้แล้ว แต่เนื้อหาคร่าว ๆ น่าจะประมาณนี้ แล้วก็คงไม่มีใครไปตรวจสอบความถูกต้องอยู่แล้ว เขาจึงพูดเสียเป็นจริงเป็นจัง
เย่อวี๋หรานแจกจ่ายอาหารให้ทุกคน พลางยกกฎระเบียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ของบ้านสกุลใหญ่จากในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมขึ้นมาพูดเสริมบรรยากาศสร้างความขบขัน
บรรยากาศค่อย ๆ ดีขึ้นมาตามลำดับ จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ และจูอู่จึงเงยหน้าขึ้นมาได้ และพูดขึ้นมาหลายประโยค
“ท่านแม่ เจ้านี่คืออะไรขอรับ มีกลิ่นหอมแปลก ๆ” จูซื่อจ้องเนื้อชิ้นใหญ่ในถ้วยตนเอง อยากกัดกินสักคำจนใจจะขาด
“หมูตุ๋นน้ำแดง” เย่อวี๋หรานยิ้ม “ทำจากสูตรลับที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเชียวนะ ทุกคนได้คนละสองชิ้น ประเดี๋ยวเจ้าก็ค่อย ๆ กิน”
“ไม่นะ ในถ้วยข้ามีอยู่หกชิ้น” จูซื่อนับดูแล้ว เขานับไม่ผิดแน่นอน มันมีส่วนเกินมาด้วย
“ที่เหลือคือหัวไชเท้า” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้ากลัวว่าเนื้อมันเกินไปแล้วพวกเจ้าจะเลี่ยนเอา จึงใส่หัวไชเท้าลงไปด้วยเพื่อแก้เลี่ยน พอหัวไชเท้าผสมกับน้ำแดงของหมูตุ๋นแล้วอร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะ รับประกันได้ว่ากินแล้วจะไม่ลืมรสชาตินี้ไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว”
การกินครั้งแรกมักทิ้งความประทับใจไว้อย่างลึกซึ้ง เย่อวี๋หรานไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าพวกเขาจะจำไม่ได้
ส่วนเรื่องที่ว่าจะกลัวว่าเนื้อนี้จะมันเกินไปจริง ๆ หรือเพื่อประหยัดเนื้อกิน ก็มีเพียงตัวนางเองที่รู้ชัดกว่าใครแล้ว
จูซื่อลองใช้ตะเกียบทิ่ม ๆ ดูก็พบว่าเนื้อสัมผัสของหัวไชเท้ากับเนื้อหมูต่างกันชัดเจน แต่มองผิวเผินแล้วคล้ายกันมาก
“ขอแค่ท่านแม่เป็นคนทำ ต่อให้เป็นหัวไชเท้าก็อร่อยเหาะขอรับ” จูอู่ชมด้วยความบริสุทธิ์ใจ
เขาไม่ได้พูดเอาใจเย่อวี๋หราน แต่ทุกครั้งที่เย่อวี๋หรานเข้าครัวด้วยตนเอง คุณภาพของอาหารการกินของครอบครัวก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น คนที่เคยกินเนื้อหมูมาหลายปีแล้วยังอดตั้งตารอคอยไม่ได้
คนขายเนื้อแซ่หลี่ได้กลิ่นหอมฉุยจากในถ้วย ประกอบกับได้ยินพวกเขาพูดกันเช่นนี้ก็พลอยตั้งความหวังตามไปด้วย
แต่ก็จำต้องยอมรับว่าครอบครัวสกุลจูมีกฎระเบียบตอนกินข้าวมากทีเดียว ครอบครัวของเขาจะเคยมีการ ‘แจกจ่ายอาหาร’ ที่ยุ่งยากแบบนี้เสียที่ไหนกัน พอทุกคนนั่งกันพร้อมหน้า ภรรยาของเขาก็ตักข้าวให้ทุกคนเสร็จแล้ว ส่วนที่เหลือก็ให้ทุกคน ‘ยื้อแย่ง’ กันเอาเอง มีเพียงส่วนของเขากับลูกชายที่ไม่มีใครกล้าแย่ง
แต่สกุลจูไม่เหมือนกัน คนสกุลจูทั้งเด็กผู้ใหญ่ทุกคนล้วนมีถ้วยสองใบ ใบหนึ่งใส่ข้าวพูน ๆ ส่วนอีกใบใส่กับข้าว ทุกคนล้วนได้รับส่วนแบ่งเป็นของตัวเอง
มีเพียงไข่ไก่และผัดผักกวางตุ้งที่ใส่ไว้ในชามใบใหญ่สำหรับกินร่วมกันที่ไม่ได้ตักแบ่ง
หลังจากเย่อวี๋หรานแจกจ่ายอาหารไปรอบหนึ่ง ก็พบว่ายังเหลืออีกเยอะพอสมควร จึงตักให้ทุกคนอีกรอบถึงเกลี้ยงชาม แม้แต่น้ำแดงจากหมูตุ๋นก็ไม่ปล่อยให้เสียของ แต่ตักให้ทุกคนด้วยเช่นกัน
นางตักให้พลางพูดว่า “น้ำแดงนี่เอามากินกับข้าวเปล่าแล้วอร่อยมากทีเดียว กินเนื้อหมูกับหัวไชเท้าหมดแล้วยังสามารถเติมข้าวในถ้วยใบนี้ได้อีก ถ้าอยากได้รสชาติเข้มข้นก็ตักข้าวให้น้อยหน่อย”
จนกระทั่งจูเหล่าโถวกล่าวว่า “กินข้าว” และเขาขยับตะเกียบเป็นคนแรก คนสกุลจูจึงได้เริ่มกินข้าว
“เจ้าลองชิมเร็วเข้า เนื้อที่เมียข้าทำคราวนี้อร่อยมากเลยเชียว!” จูเหล่าโถวกินหมูตุ๋นน้ำแดงเข้าไปคำแรกก็ถูกเนื้อที่หอมกรุ่นหวานนุ่มละมุนลิ้นพิชิตได้อย่างราบคาบ แทบอยากยัดทั้งชิ้นเข้าปากไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาทราบว่าของอร่อยต้องค่อย ๆ ลิ้มชิมรส มิเช่นนั้นถ้ากินหมดแล้วก็หมดเลย
ดังนั้นเนื้อหมูชิ้นแรกนี้ เขาจึงกินอย่างทะนุถนอมยิ่งนัก
คนขายเนื้อแซ่หลี่ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน เขายัดชิ้นแรกเข้าปากและกัดกร้วม
“โอ้…”
แม่เจ้าโว้ย เหตุใดจึงเลิศรสเยี่ยงนี้?!
เขากล้ารับประกันเลยว่าในชีวิตนี้เขาไม่เคยกินของอร่อยถึงเพียงนี้มาก่อน อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วยเลยทีเดียว
เขาคิดมาตลอดว่าตนเองสืบทอดอาชีพคนฆ่าหมูมาจากบิดา ครอบครัวของเขาจะต้องมีความเป็นอยู่ดีกว่าคนอื่นอยู่บ้างแน่นอน แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าทุกคนล้วนยากจนเหมือนกันหมด แต่หากแต่งภรรยาที่ทำอาหารเก่ง ชีวิตก็ต่างไปจากเขาอย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้นก็อดที่จะอิจฉาจูเหล่าโถวไม่ได้ เพียงนึกว่าอีกฝ่ายได้กินอาหารเลิศรสเช่นนี้อยู่เป็นประจำ คนขายเนื้อแซ่หลี่ก็บังเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ตอนนั้นเขาใช่ว่าจะไม่มีโอกาสแต่งกับสาวใช้ที่เคยทำงานให้บ้านสกุลใหญ่ แต่เขาติว่าสาวใช้ผู้นั้นไม่มีหน้าตางดงามเหมือนภรรยาคนนี้ของเขา ก็เลย…
“จูเหล่าโถว เจ้าโชคดียิ่งนัก รสชาติเยี่ยมยอดจริง ๆ!” คนขายเนื้อยกนิ้วโป้งให้จูเหล่าโถว