ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 186 เจ้าใส่ซองแดงน้อยเกินไปใช่หรือไม่?
บทที่ 186 เจ้าใส่ซองแดงน้อยเกินไปใช่หรือไม่?
“จูเหล่าโถว เจ้าโชคดียิ่งนัก รสชาติเยี่ยมยอดจริง ๆ!” คนขายเนื้อยกนิ้วโป้งให้จูเหล่าโถว
จูเหล่าโถวกลืนเนื้อในปากลงไป ก่อนจะยิ้มจนมุมปากแทบจะฉีกไปถึงใบหู “แหะ ๆๆ…ที่ไหนกัน เมื่อก่อนฐานะครอบครัวไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาหน่อยแล้ว เมียข้าถึงได้ทำของอร่อยบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อให้พวกข้าได้กินดีขึ้นสักหน่อย”
“ฝีมือดีแบบนี้ เจ้าควรให้ลูกชายเจ้าร่ำเรียนเอาไว้จริง ๆ ไม่ว่าบ้านไหนจัดงานแต่งหรืองานศพจะต้องเชิญครอบครัวเจ้าไปช่วยงานแน่นอน” ด้วยความที่ประกอบอาชีพนี้ คนขายเนื้อแซ่หลี่จึงรู้เรื่องพวกนี้กระจ่างยิ่งนัก
ขอเพียงทางบ้านฐานะดีสักหน่อย ไม่ว่าใครก็ต้องการจัดงานแต่งหรืองานศพให้ดี ๆ ทั้งนั้น ถึงขั้นลงทุนเชิญ ‘พ่อครัวใหญ่’ มาสักคนเลยเชียว
ตอนที่เขาไปช่วยฆ่าหมูก็ได้ชิมรสชาติอาหารฝีมือของ ‘พ่อครัวใหญ่’ เหล่านั้นด้วยเช่นกัน เขากล้าพูดเลยว่าไม่มีใครสู้จูต้าเหนียงผู้นี้ได้สักคน
ครั้นฟังคำของคนขายเนื้อแซ่หลี่ จูเหล่าโถวก็เริ่มหวั่นไหว ภรรยาของเขาพูดเองไม่ใช่หรือว่าครอบครัวมีที่ดินนิดเดียว แต่มีลูกชายหลายคน จำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นให้ลูกชาย?
บางที … นี่อาจเป็นตัวเลือกอีกอย่างหนึ่งก็ได้
จูเหล่าโถวจึงสอบถามคนขายเนื้อแซ่หลี่อย่างกระตือรือร้นทันที
จูต้ากับจูเอ้อร์คิดว่าพวกตนคงได้ทำนาเพาะปลูกไปตลอดชีวิต จึงหาได้สนใจไม่ ส่วนจูซื่อกับจูอู่คิดแต่จะติดสอยห้อยตามจูซาน ครั้นทราบว่าครอบครัวจะมีบัณฑิตในสักวันก็หาได้สนใจ แม้กระทั่งหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อก็กำลังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจเรื่องนี้สักนิด
มีเพียงจูเหล่าโถวคนเดียวที่คิดว่าเรื่องนี้สามารถดำเนินการได้ จึงสอบถามอย่างละเอียดยิ่งนัก จนถึงขั้นตกลงกับคนขายเนื้อแซ่หลี่ไว้แล้วว่า ถ้าลูกชายของเขาคนไหนร่ำเรียนทำอาหารได้ดี จะต้องให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ ‘แนะนำ’ งานให้อีกแรง
คนขายเนื้อแซ่หลี่รับปากเป็นมั่นเหมาะ “จูต้าเหนียงฝีมือดีขนาดนี้ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
เย่อวี๋หรานที่กำลังกินหัวผักกาดแดงได้แต่นิ่งงัน “…”
ถ้านางจำไม่ผิด ‘พ่อครัว’ ก็เหมือนจะจัดอยู่ในกลุ่มอาชีพที่ไม่อาจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ด้วยกระมัง?
เทียบกับหมูตุ๋นน้ำแดง หัวไชเท้าที่เคี่ยวในน้ำแดงมีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ นอกจากมีรสชาติของหมูตุ๋นน้ำแดงที่เข้มข้น ยังมีกลิ่นหอมที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของหัวไชเท้า หลังกินเนื้อหมูไปสองชิ้นตามด้วยหัวไชเท้า ก็พลันรู้สึกว่ารสชาติยอดเยี่ยมยิ่งนัก
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้กินเนื้อบ่อย ๆ แต่เพิ่งจะได้กินหมูตุ๋นน้ำแดงเป็นคราแรกก็ยังไม่รู้สึกว่าอิ่มจุใจ ทั้งยังแอบรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยคลายความอยากกินได้เหมือนกัน
“ท่านแม่ หัวไชเท้าก็อร่อยนะขอรับ แต่หมูตุ๋นน้ำแดงอร่อยกว่า” จูซื่อกินหมูตุ๋นน้ำแดงเสร็จ ตามด้วยหัวไชเท้าเคี่ยวน้ำแดง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับรสชาติอันเลิศล้ำ ในใจก็ยังอาลัยอาวรณ์หมูตุ๋นน้ำแดงอยู่มาก
“ไม่หรอก ข้าคิดว่าอร่อยมากทั้งสองอย่าง” จูอู่พูด “ข้าชอบทั้งหัวไชเท้ากับหมูตุ๋นน้ำแดง”
เขายังคีบข้าวมาใส่ในอีกถ้วย จากนั้นผสมข้าวกับน้ำแดง เพื่อแสดงให้เห็นว่าวิธีกินแบบนี้ก็อร่อยมากเหมือนกัน
“ข้าชอบหมูตุ๋นน้ำแดงมากกว่า”
“ข้าก็เหมือนกัน ชอบทั้งสองอย่างเลย”
“ท่านแม่ พวกเรากินกันบ่อย ๆ ดีหรือไม่ขอรับ?”
……
อาหารมื้อเที่ยงยังกินไม่เสร็จก็มีคนเริ่มนัดแนะมื้อถัดไปกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม สรุปได้ว่าอาหารมื้อนี้ที่เรือนสกุลจูทำให้คนขายเนื้อแซ่หลี่กินอย่างอิ่มหมีพีมันยิ่งนัก
เขากินมื้อกลางวันเสร็จก็นั่งพักสักครู่ แล้วค่อยไปช่วยฆ่าหมูที่เรือนหญิงปากสว่างที่อยู่ข้าง ๆ กัน
เนื่องจากหญิงปากสว่างก็ไปร่วมชมความครึกครื้นที่เรือนสกุลจู จึงรู้ว่าคนขายเนื้อแซ่หลี่ชมเชยว่าหมูของครอบครัวสกุลจูเลี้ยงได้ดีมาก และก็ตระหนักดีว่าหมูของตัวเองสู้พวกเขาไม่ได้ แต่นางมีไฟสุมทรวงในใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากยอมรับว่าตนเองสู้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นไม่ได้
ดังนั้นเมื่อคนขายเนื้อเริ่มบอกให้สามีของนางช่วยมัดหมูแล้วหามขึ้นม้านั่งตัวยาว นางจึงใส่ใจคำพูดนี้และการกระทำของคนขายเนื้อแซ่หลี่เป็นพิเศษ และมักรู้สึกอยู่ตลอดว่าอีกฝ่ายกำลังพูดจาไม่ดีต่อครอบครัวของนาง
“หมูของพวกเจ้าหูใหญ่ดีจริง”
หญิงปากสว่างได้ยินแล้วก็คิดในใจ เฮอะ! เจ้าคงอยากพูดว่าหมูบ้านข้าไม่อ้วนเท่าหมูของพวกคนสกุลจู จึงได้ดูว่าหูใหญ่สิท่า?
“พวกเจ้าหาคนมาช่วยจับหมูไว้อีกคนดีไหม ข้ากลัวว่าแค่สองคนจะเอาไม่อยู่”
หญิงปากสว่างคิดในใจ เฮอะ! เจ้าคงอยากให้คนอื่นมาดูเรื่องขายหน้าของบ้านข้า ให้ทุกคนรู้กันหมดว่าพวกข้าเลี้ยงหมูได้ไม่ดีเท่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นสินะ?
“ขอชามใบใหญ่หน่อย ไม่อย่างนั้นเลือดหมูจะกระเด็นไปทั่วเอาได้”
หญิงปากสว่างคิดในใจ เฮอะ! หมูก็ไม่ได้อ้วนเหมือนของพวกคนสกุลจู ยังจะเอาชามใบใหญ่มาอีก คิดจะเสียดสีว่าหมูพวกข้าตัวผอมงั้นรึ?
สรุปได้ว่า คนขายเนื้อแซ่หลี่พูดประโยคหนึ่ง หญิงปากสว่างก็จะค่อนแคะในใจประโยคหนึ่ง ด้วยสีหน้าบูดบึ้งตลอดเวลา
ทว่าแค่นี้ก็แล้วไปเถอะ แต่เมื่อถึงคราวให้ซองแดงก็ยังตระหนี่ยิ่งนัก
คนขายเนื้อแซ่หลี่รับมาดูแล้วในใจก็เย็นวาบ ไม่หรอกมั้ง แค่นี้เองรึ?
ไม่แปลกเลยที่หมูของพวกเขาจะผอมโซ ตระหนี่ขี้เหนียวแบบนี้นี่เอง แถมผู้หญิงคนนี้ยังมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ แค่มองก็รู้สึกว่าโชคร้ายแล้ว
หากคราวหน้าเชิญเขามาอีก เขาก็จะไม่มาอีกแล้ว
สุดท้ายแล้วคนขายเนื้อแซ่หลี่ฆ่าหมูเสร็จก็ไม่นั่งนาน แม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่อยู่กินด้วย รีบเร่งจากไปทันที
แม้ว่าสามีของหญิงปากสว่างไม่ได้ฉลาดมากนัก แต่ไม่มีบ้านไหนที่เชิญคนมาช่วยฆ่าหมูแล้วอีกฝ่ายไม่อยู่กินข้าว จึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“เจ้าใส่ซองแดงน้อยเกินไปใช่หรือไม่?!” หย่งหนิงเผยสีหน้าดำคล้ำ ตรงไปหาหญิงปากสว่างที่กำลังสั่งความให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ล้างเครื่องในหมู
หญิงปากสว่างย่อมไม่ยอมรับอยู่แล้ว แต่บอกปัดไปว่าคนขายเนื้อแซ่หลี่คงมีธุระ นี่ก็ใกล้จะข้ามปีอยู่แล้ว คนที่เชิญเขาไปฆ่าหมูคงจะมีไม่น้อย ไม่แน่ว่าอาจไปต่อที่เรือนใครสักคนก็เป็นได้
“เจ้าดูเอาเองเถอะว่าบ้านไหนเชิญคนมาฆ่าหมู แล้วไม่รั้งเขาอยู่กินข้าวด้วยกันบ้าง? เจ้าพูดมา เจ้าใส่ซองไปกี่เหรียญกันแน่?”
“จะใส่ได้สักกี่เหรียญ? เมื่อก่อนใส่ไปเท่าไหร่ คราวนี้ก็ใส่ไปเท่านั้นแหละ” ต่อให้ตีให้ตาย หญิงปากสว่างก็ไม่มีทางยอมรับ
ลูกชายกับลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างหดคอ ไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่น้อย ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเพราะกลัวว่าตนเองจะพลอยได้รับเคราะห์
น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะระวังอย่างไรก็ต้องถูกดุด่าอยู่ดี เมื่อหย่งหนิงจากไปแล้ว หญิงปากสว่างที่โมโหอัดอั้นก็หันมาระบายใส่ลูกชายกับลูกสะใภ้ ด่าว่าพวกเขาล้างเครื่องในหมูไม่สะอาด ดูเอาเถอะว่าทั่วเรือนเหม็นคาวไปหมดแล้ว
ลูกชายกับลูกสะใภ้มองไปทั่วเรือนอย่างเงียบ ๆ “…”
บ้านไหนล้างเครื่องในหมูแล้วไม่มีกลิ่นแบบนี้บ้างเล่า?
โชคดีที่หญิงปากสว่างไม่รู้ว่าครอบครัวสกุลจูล้างเครื่องในหมูแล้วไม่มีกลิ่นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าพวกเขาสองคนคงมีสภาพน่าอนาถยิ่งกว่านี้
ก่อนหน้านี้บอกไว้แล้วว่าให้จูต้ากับจูเอ้อร์รวบรวม ‘สิ่งปฏิกูล’ จากการทำความสะอาดเรือนไปไว้ที่บ่อปุ๋ยหมัก เมื่อกินมื้อเที่ยงเสร็จ หลังจากคนขายเนื้อแซ่หลี่กลับไปแล้ว พวกเขาสองคนก็พักผ่อนเล็กน้อยแล้วตามจูเหล่าโถวไปจัดการบ่อปุ๋ยหมัก
สตรีสกุลจูก็หาได้อยู่ว่าง เย่อวี๋หรานให้ลูกสะใภ้สองคนเอามันเปลวหมูไปล้างและหั่นเป็นชิ้น ๆ จากนั้นนำไปเคี่ยวทำเป็นกากหมู ส่วนคนอื่น ๆ ให้ไปล้างเนื้อหมูไม่ติดมันกับนาง เตรียมเอาไปทำลูกชิ้นหมูกับไส้กรอก
เนื่องจากหลี่ซื่อยังต้องดูแลลูกน้อย ไม่อาจมาช่วยงานได้ จูซาน จูซื่อ และจูอู่จึงถูกเรียกตัวมาช่วยงานยิบย่อยที่ต้องใช้แรงงานไปก่อนชั่วคราว
เป็นต้นว่าขนฟืน หั่นเนื้อ ผสมส่วนผสมต่าง ๆ
เมื่อมีผู้ชายมาช่วย พวกผู้หญิงจึงมีเวลาว่างไปแปลงผักเพื่อเก็บขิง กระเทียม และต้นหอมที่เย่อวี๋หรานจำเป็นต้องใช้กลับมาล้างให้สะอาด แล้วสับให้ละเอียด
“ชามนี้ใช้ทำลูกชิ้นหมู เจ้ารับหน้าที่ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน” เย่อวี๋หรานเตรียมส่วนผสมสำหรับทำลูกชิ้นหมูเสร็จแล้วก็ส่งต่อให้จูซื่อ
“ขอรับ ท่านแม่” จูซื่อรับมาแล้วเริ่มผสมทันที
ต่อมา เมื่อเตรียมอีกชามเสร็จแล้วก็ส่งต่อให้จูอู่ “ชามนี้จะเอาไว้ทำไส้กรอก เจ้าเอาทุกอย่างมาคลุกรวมกันก็ได้แล้ว”
“ขอรับ” จูอู่ทำตามท่าทางของพี่สี่ คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
ส่วนพวกผู้หญิง เย่อวี๋หรานบอกให้พวกนางเอากรรไกรกับเส้นด้ายมาฆ่าเชื้อในน้ำร้อน เตรียมไว้สำหรับใช้งาน