ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 187 หญิงปากสว่างกับจูหย่งหนิงตีกันแล้ว
บทที่ 187 หญิงปากสว่างกับจูหย่งหนิงตีกันแล้ว
เนื่องจากบนเตายังเคี่ยวมันเปลวอยู่ เย่อวี๋หรานจึงไม่ได้ให้พวกนางทอดลูกชิ้นทันที แต่ทำเสร็จแล้วก็วางไว้ในห้องครัว บอกหลิ่วซื่อกับหลิวซื่อเคี่ยวมันเปลวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยทอดลูกชิ้น
จากนั้นนางก็กลับเข้าไปในเรือน พาหลินซื่อ หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย และจูปาเม่ยกรอกไส้กรอก
ส่วนน้ำมันหมูก็ทำโดยการนำมันเปลวจากบนตัวหมูไปเคี่ยวในกระทะด้วยอุณหภูมิสูง มันเปลวก็คือส่วนขาว ๆ นิ่ม ๆ ที่อยู่ติดกับชั้นเนื้อแดงใต้หนังหมูนั่นเอง
บางทีมันเปลวก็จะแทรกอยู่กับเนื้อแดง ถือเป็นตัวเลือกอันประเสริฐสุดในการเคี่ยวเอาน้ำมัน
เริ่มจากหั่นมันเปลวเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโยนลงกระทะ รอจนมีเสียงซี่ ๆ ดังขึ้น ค่อยผัดไปช้า ๆ อย่างใจเย็น การเคี่ยวต้องใช้เวลาพอสมควร ชิ้นมันสีขาวนั้นจะค่อย ๆ เหลืองขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็นแผ่นแข็งกรอบ
เมื่อมันเปลวคายน้ำมันออกมาแล้วก็จะหดเล็กลง ลองคีบขึ้นมาชิมดูสักคำ รอจนมันเปลวแข็งกรอบก็ถือว่าเคี่ยวน้ำมันเสร็จสิ้น จากนั้นก็ให้ตักกากหมูขึ้นมาก่อน รอจนน้ำมันค่อย ๆ เย็นตัวลงแล้วจึงเทใส่ไว้ในโถดินเผา
และเพื่อให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน ระหว่างที่ตักใส่ในโถ เย่อวี๋หรานยังบอกให้พวกนางใส่เกลือลงไปด้วย แต่ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องให้นางเอ่ยปากทุกคนก็รู้อยู่แล้ว นี่คงเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านกระมัง
กากหมูไม่อาจปล่อยให้เสียของได้ อาศัยตอนที่มันกำลังร้อนแล้วตักขึ้นมาใส่ถ้วยนิดหน่อย แล้วเติมน้ำตาลลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน เอาไปให้เด็ก ๆ และพวกผู้หญิงกินเป็น ‘ของว่าง’
“ท่านย่า อร่อยขอรับ!”
“อร่อยจริง ๆ!”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากินอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งนัก
เย่อวี๋หรานลูบศีรษะพวกเขา บอกให้พวกเขาไปเล่นกันต่อ ส่วนตนเองก็กลับมาทำงาน
หลังจากเคี่ยวน้ำมันเสร็จก็มีน้ำมันสำหรับทอดลูกชิ้นแล้ว
เย่อวี๋หรานสาธิตให้พวกนางดูเล็กน้อย นางใช้ช้อนซดน้ำแกงตักขึ้นมาพูนช้อน จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลม โยนลงกระทะที่ใส่น้ำมันรออยู่ก่อนแล้วก็สามารถทอดได้เลย “ค่อย ๆ ทำ ไม่ต้องรีบร้อน สองลูกก่อนหน้านี้ใช้ตะเกียบทดสอบดูว่าข้างในสุกหรือยัง ค่อย ๆ ทำไปเดี๋ยวก็จับทางได้เอง”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หลิ่วซื่อรับช้อนมาแล้วเลียนแบบแม่สามีด้วยการตักเนื้อหมูขึ้นมา
แม้จะทำได้ไม่กลมเท่าของเย่อวี๋หราน แต่ก็ยังนับว่าใช้ได้
เย่อวี๋หรานดูอีกฝ่ายทำไปได้หลายลูกก็ค่อยออกไปกรอกไส้กรอกกับคนอื่น ๆ ข้างนอกต่อ
“ท่านแม่ เนื้อพวกนี้หั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วเอามากินเลยก็ได้ ทำไมต้องเอามากรอกใส่ของแบบนี้ด้วยเจ้าคะ สิ้นเปลืองจะตาย” เมื่อหลี่ซื่ออาศัยช่วงที่ซานเป่ากับซื่อเป่านอนหลับอยู่ออกมาเดินเล่น จากนั้นก็เห็นคนอื่น ๆ กำลังสาละวนทำงานกันอยู่ จึงพูดขึ้นมาหลายคำ
นอกจากนี้ ไส้หมูก็เอามากินได้เหมือนกัน เอาเนื้อมากรอกไส้หมูแบบนี้ จะแปลกเกินไปหรือเปล่า?
“งั้นทำเสร็จแล้วเจ้าก็อย่ากินเสียล่ะ” เย่อวี๋หรานกล่าวโดยเปลือกตาไม่ขยับแม้แต่น้อย
ไส้กรอกเป็นอาหารโอชะอย่างหนึ่งเชียวนะ นำส่วนที่มีเนื้อและไขมันพอ ๆ กันมาสับให้ละเอียด ปรุงรสด้วยเครื่องปรุง คนให้เข้ากันแล้วนำมากรอกใส่ไส้หมู จากนั้นนำไปตากให้แห้งหรือรมควัน ต้องใช้เวลาทำนานทีเดียว
แน่นอนว่าหลังจากทำเสร็จแล้วรสชาติที่ได้ก็ไม่ธรรมดา เนื้อชนิดอื่นไม่อาจเทียบติด
นึกถึงชาติที่แล้ว เย่อวี๋หรานเคยกินไส้กรอกที่เพื่อนร่วมงานเอามาฝาก รสหมาล่าเป็นเอกลักษณ์นั้นยังทำให้เย่อวี๋หรานคิดถึงไม่รู้คลายมาจนถึงตอนนี้ และมักอยากกินอีกครั้งอยู่ตลอด
แต่น่าเสียดายที่การทำด้วยวิธีรมควันเช่นนั้นพิถีพิถันเกินไป ถึงนางจะเคยฟังวิธีทำมาแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่อาจทำได้
“แบบที่ข้าทำตอนนี้เป็นสูตรง่าย ๆ รอให้ครอบครัวเราฐานะดีกว่านี้ ข้าค่อยสอนการทำไส้กรอกรสชาติต่าง ๆ ให้พวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าได้ลองชิมของสิ่งนี้แล้วจะต้องอยากกินอีกครั้งแน่นอน”
ครั้นได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น คนทั้งกลุ่มที่เคยได้ประจักษ์ฝีมือเชิงครัวของนางมาแล้วเป็นต้องตั้งตารอคอยขึ้นมา
ตั้งแต่วันนี้ เกือบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านสกุลจูก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมา เพียงแต่ต่างคนต่างทำสิ่งที่แตกต่างกันออกไป
เทียบกับครอบครัวสกุลจู คนอื่น ๆ เตรียมการเรียบง่ายกว่าเล็กน้อย
หลังเชือดหมู นอกจากส่วนที่นำไปแขวนผึ่งลมให้แห้ง เมื่อถึงช่วงข้ามปีก็จะขายเนื้อหมูส่วนใหญ่ให้คนขายเนื้อ ในยุคสมัยนี้ ทุกครอบครัวต่างก็รอจะใช้เงินที่ได้จากการขายหมูในวันข้ามปี
คนที่เก็บหมูไว้ทั้งตัวไม่นำไปขายแบบเย่อวี๋หรานนั้นนับว่าค่อนข้างหายาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความริษยาหรือความอิจฉา คนไม่น้อยจึงแอบซุบซิบกันลับหลัง “ได้ยินหรือยัง บ้านจูเหล่าโถวฆ่าหมูตัวเขื่องเชียวล่ะ”
“ได้ยินแล้ว เหมือนว่าจูต้าเหนียงไม่ให้ขาย”
“ไม่หรอกมั้ง? จริง ๆ รึ ปีนี้ครอบครัวพวกเขารวยแล้วใช่หรือไม่?”
“รวยอะไรกัน? ข้าว่าโง่มากกว่า หมูตัวใหญ่ปานนั้น แค่ช่วงข้ามปีจะกินหมดรึ? ปล่อยเอาไว้รอให้เน่าหรือไร?” ทุกคนเพิ่งพูดกันไปได้ไม่กี่ประโยค หญิงปากสว่างก็โผล่มาร่วมวงแล้วโพล่งขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
บ้านนางฆ่าหมูตัวเดียวกลับวุ่นวายจนครอบครัวไม่เป็นสุข สามีที่น่าตายของนางผู้นั้นยังทะเลาะกับนางอีกด้วย แต่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กลับมีชีวิตดีวันดีคืน อาศัยอะไรกัน?
หญิงปากสว่างยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ใครก็ตามที่กำลังพูดเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับครอบครัวจูเหล่าโถว นางเป็นอดไม่ได้ที่จะต้องปรี่เข้าไปกระแนะกระแหนสักคำ
ตอนแรกคนอื่น ๆ ยังฟังนางพูดอยู่บ้าง แต่นานเข้าทุกคนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ
ทำไมรู้สึกเหมือนเจ้ามีปัญหากับจูต้าเหนียงเลยล่ะ?
สายตาที่ทุกคนมองมาทางหญิงปากสว่างฉายแววประหลาด แต่หญิงปากสว่างไม่ทันสังเกต ยังคงพล่ามอยู่ตรงนั้นไม่จบไม่สิ้น
จูหย่งหนิงพลันปรากฏตัวขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ และ ‘เพียะ’ ฝ่ามือเดียวฟาดลงบนใบหน้าของหญิงปากสว่างทันที
หญิงปากสว่างตะลึงงัน “เจ้ากล้าตบข้า?! ข้าจะสู้ตายกับเจ้า”
แล้วนางก็พุ่งเข้าหาจูหย่งหนิงทันที
ตอนที่เย่อวี๋หรานได้ยินยังค่อนข้างประหลาดใจ “ตีจริง ๆ รึ?”
หลี่ซื่อเพิ่งได้ยินข่าวมาสด ๆ ร้อน ๆ ท่าทางตื่นเต้นยิ่งนัก “ตีจริงเจ้าค่ะ ท่านแม่ ตีกันเสียครึกโครมเชียว ทั้งยังตีกันต่อหน้าคนเยอะแยะอีกต่างหาก”
หลิวซื่อกับหลินซื่อก็รีบเข้ามาฟังประเด็นร้อนด้วยเช่นกัน
เย่อวี๋หรานสังเกตบรรดาลูกสะใภ้ เห็นว่าถึงจะเป็นเวลาเช่นนี้พวกนางก็ยังไม่ลืมงานในมือ คิดแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ช่างเถอะ เดี๋ยวก็ปีใหม่แล้ว จะเข้มงวดเพียงนั้นไปไย?
“หลังจากนั้นเล่า?” หลินซื่อรบเร้าให้หลี่ซื่อเล่าต่อ
“หลังจากนั้นยังจะมีอะไรได้อีก ก็ต้องตีกันจนมีสภาพดูไม่ได้เลยน่ะสิ อย่าเห็นว่าปกติจูหย่งหนิงไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่เขาก็ยังเป็นผู้ชายอยู่ดี” หลี่ซื่อชูนิ้วโป้ง กล่าวด้วยสีหน้าเกินจริง “อย่างนี้เลย เมียตัวเองไม่เชื่อฟัง เขาจะไม่จัดการสักหน่อยได้หรือ? ตบไปหลายเปรี้ยงจนหญิงปากสว่างหน้ามืดตาลายเชียว”
“หญิงปากสว่างไม่ตอบโต้?” หลินซื่อถาม
“จะไม่ตอบโต้ได้อย่างไร? หน้ามืดไปสักพัก นางได้สติกลับมาก็ปรี่เข้าหาสามีนาง ตบตีกันจนชุลมุนวุ่นวายไปหมด” หลี่ซื่อสาธยาย “ทั้งกระชากผม ข่วนหน้า ผู้หญิงตีกับคนอื่นก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น หญิงปากสว่างไม่ไว้หน้าสามีนางสักนิด แม้แต่ปากก็ยังใช้งาน ทั้งด่าทั้งกัด จุ๊ ๆๆๆ…จูหย่งหนิงเสียโฉมเลยทีเดียว”
หลินซื่อ หลิวซื่อ และหลิ่วซื่อพลันสูดหายใจหนาวเหน็บ “เสียโฉม? งั้นก็เป็นเรื่องใหญ่แล้วน่ะสิ”
ยุคสมัยนี้ ด่าคนไม่ด่ามารดา ตีคนไม่ตีหน้า ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าแตกหักกันแล้ว ถ้าเสียโฉมเสียแล้ว ต่อไปผู้อื่นจะแต่งภรรยาได้อย่างไร?
แต่พวกนางก็นึกขึ้นมาได้ จูหย่งหนิงเป็นปู่คนแล้ว ถึงจะเสียโฉมก็ไม่เป็นไร
“ตอนนั้นมีคนอยู่เยอะ ทุกคนอยากแยกหญิงปากสว่างออกมา แต่ดึงอย่างไรก็ไม่ขยับ ยังมีหลายคนถูกนางข่วนอีกด้วย โมโหจนไม่อยากจะยุ่งกับนางอีกแล้ว คราวนี้นางซวยหนักแน่ ๆ”
หลี่ซื่อเหมาะจะเล่าเรื่องยิ่งนัก น้ำเสียงมีจังหวะจะโคน เรื่องวิวาทต่อยตีก็เล่าได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจ ชวนให้คนลุ้นระทึก
เย่อวี๋หรานฟังสักพักก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเวลานางไปเจรจากับลูกค้า บรรดาท่านป้าท่านน้าเหล่านั้นจึงชอบคุยกับหลี่ซื่อนัก
หลี่ซื่อไม่เพียงช่างพูดช่างเจรจา แต่นางยังไม่อับจนเรื่องเล่า รอบรู้ข่าวซุบซิบ ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องราวแปลกใหม่
นอกจากนี้ เวลาพูดจากับนางก็สามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกคันยุบยิบ อยากจะพูดความในใจออกมาดื้อ ๆ ด้วยเหตุนี้ พอรู้สึกตัวอีกทีก็เล่าสิ่งที่คิดออกไปโต้ง ๆ ให้นางฟังหมดแล้วโดยไม่ทราบสาเหตุ
ต่างคนต่างเล่าเรื่องซุบซิบ ก็ไม่นับว่าขาดทุนหรอกใช่ไหม?