ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 188 สามีของนางก็ไปได้เหมือนกัน
บทที่ 188 สามีของนางก็ไปได้เหมือนกัน
ฟังไปครู่หนึ่งเย่อวี๋หรานค่อยเข้าใจว่าเหตุใดหญิงปากสว่างจึงตีกันกับสามีของนางเสียได้
ที่แท้วันนั้น หลังจากคนขายเนื้อแซ่หลี่ไปช่วยพวกเขาฆ่าหมูเสร็จก็ไปบ้านถัดไปโดยไม่แม้แต่จะอยู่กินข้าวกับพวกเขา ครั้นดื่มจนเมามายแล้วก็ระบายออกมาว่า “หญิงปากสว่างผู้นั้นไม่น่าคบค้าด้วยเลยจริง ๆ ทั้งปีก็มีแต่ช่วงนี้ที่ข้าพอจะหาเงินได้ ทุกคนให้ซองแดงกันอย่างมีน้ำอกน้ำใจ รู้ดีว่าสมควรให้เท่าไหร่จึงจะเหมาะสม แต่นางไม่พูดอะไรสักคำก็ให้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปล่วงเกินนางตรงไหน…”
คำกล่าวเหล่านี้พูดออกมาแล้วไม่น่าฟังอย่างยิ่ง ช่วงข้ามปีแบบนี้ใครจะยินดีตกเป็นขี้ปากชาวบ้านกัน?
เมื่อเป็นเช่นนี้ ลือกันไปลือกันมา คนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจูหย่งหนิงจึงเอาข่าวมาเล่าให้เขาฟัง
เมื่อจูหย่งหนิงทราบเรื่อง จะไม่โกรธจนหน้าเปลี่ยนสีได้อย่างไร จึงมุ่งตรงไปหาหญิงปากสว่างทันที
ประจวบเหมาะยิ่งนัก ยามนั้นหญิงปากสว่างกำลังมีสีหน้าย่ามใจ ยืนพล่ามเหลวไหลอยู่ท่ามกลางผู้คนโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองแลดูน่าเกลียดเพียงใด จูหย่งหนิงเห็นแล้วไฟโทสะที่เดิมทีสุมทรวงอยู่ก็พลันลุกโชน โมโหจนสติขาดผึง รีบรุดเข้าไปตบนางฉาดใหญ่
ถ้าหญิงปากสว่างไม่ตอบโต้ก็อาจไม่มีบทสรุปเช่นนั้น แต่ตอนนั้นนางกำลังลำพองใจอยู่พอดี คิดไม่ถึงว่าจะถูกสามีตัวเองตบจนหูอื้อต่อหน้าคนมากมาย แล้วนางจะรับไหวได้อย่างไร?
พอหญิงปากสว่างตอบโต้ เรื่องจึงยิ่งลุกลามไปกันใหญ่
เย่อวี๋หราน “…”
หมายความว่านี่เป็นเรื่องสลดที่เหตุเกิดเพราะหมูตัวเดียวล้วน ๆ?
“แต่ข้าว่าสมน้ำหน้านางแล้ว นางถูกตบตอนที่กำลังว่าร้ายครอบครัวพวกเราพอดี” หลี่ซื่อมีสีหน้าขุ่นเคือง เล่าว่านางได้ยินเรื่องที่หญิงปากสว่างว่าร้ายครอบครัวสกุลจูจากปากคนมากกว่าหนึ่งคนแล้ว
หญิงปากสว่างผู้นั้น วัน ๆ ก็เห็นสกุลจูเป็นที่ขัดหูขัดตา ไม่รู้ว่าคนสกุลจูไปล่วงเกินอีกฝ่ายตรงไหน
“คุยก็ส่วนคุย อย่าลืมทำงานให้เสร็จด้วย” เย่อวี๋หรานเห็นพวกนางยิ่งพูดก็ยิ่งเลยเถิด จึงกระแอมขึ้นเสียงเบาให้พวกนางหยุดปาก
นางหาใช่แม่พระผู้ประเสริฐ หญิงปากสว่างว่าร้ายครอบครัวของนางไปทั่ว นางเองก็ไม่ชอบเช่นกัน แต่จูหย่งหนิงตบผู้หญิงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ?
ชัดเจนว่าไม่
ไม่ว่าหญิงปากสว่างจะทำผิดมากเพียงไหน ผู้ชายตบตีผู้หญิงก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี
แต่ในหมู่บ้านชนบทเช่นนี้ เรื่องพวกนี้ดูจะมีไม่น้อย
เย่อวี๋หรานค้นพบจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมว่า แม้จูเหล่าโถวจะไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเจ้าของร่างนี้ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูมาก็ตั้งหลายปี เรื่องภรรยาถูกสามีตบตีดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกหายากอะไร
นี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมเมื่อหลี่ซื่อ หลินซื่อ หลิ่วซื่อ และหลิวซื่อคุยกันเรื่องหญิงปากสว่างถูกตบ จึงแค่ ‘ยินดีในคราวเคราะห์’ ที่หญิงปากสว่างถูกตี แต่กลับไม่มีใครรู้สึกอะไรกับเรื่องที่ ‘สามีตบตีภรรยา’
เย่อวี๋หรานนึกดีใจที่ทั้งจูเหล่าโถวกับบรรดาลูกชายของเจ้าของร่างนี้ไม่มีนิสัยชอบตบตีผู้หญิง ไม่อย่างนั้นนางคงมีเรื่องให้ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว
นอกจากการเตรียมของสำหรับวันข้ามปี การทำความสะอาดใหญ่ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็จำเป็นต้องทำ
เย่อวี๋หรานมองเรือนเก่าโทรมของสกุลจูแล้วมองบรรดาบุรุษสตรีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่สาละวนทำงานไม่หยุดมือ ทันใดนั้นก็คิดขึ้นมาว่า หรือนางควรจะพิจารณาเรื่องสร้างบ้านใหม่?
แต่เมื่อนึกถึง ‘ค่าเล่าเรียน’ ที่จะต้องได้ใช้ตอนปีใหม่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ …ยัง ‘จน’ เกินไปจริง ๆ ด้วย
นางถึงขั้นครุ่นคิดว่าหรือนางควรจะรอจนสร้างเรือนหลังใหม่เสร็จแล้วค่อยมาคิดเรื่องส่งเด็กเข้าสำนักศึกษา แต่ในเมื่อได้ลั่นวาจาไว้แล้ว นางคงไม่อาจเปลี่ยนไปมาได้กระมัง?
ยิ่งไปกว่านั้น จะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของครอบครัวนี้ได้หรือไม่ ก็ยังต้องพึ่งพาการสอบเคอจวี่
“ท่านย่า ข้าช่วยกวาดพื้นอยู่แน่ะขอรับ” ต้าเป่าถือไม้กวาดวิ่งเข้ามาทวงความดีความชอบ
“ท่านย่า ข้าเช็ดโต๊ะขอรับ” เอ้อร์เป่าก็เอาเยี่ยงอย่าง ถือหมวกเก่าเปียกชุ่มวิ่งเข้ามาหา
เย่อวี๋หรานยิ้มอย่างอ่อนใจ “ดีมาก ตั้งใจทำนะ เย็นนี้ข้าจะทำของอร่อยให้พวกเจ้า”
“พวกข้าอยากกินกากหมูเคลือบน้ำตาลขอรับ”
“ใช่แล้ว ท่านย่า ข้าก็อยากกินขอรับ”
คิดไม่ถึงว่ากินไปเพียงหนเดียว เด็กสองคนนี้ก็ติดใจเสียแล้ว
ของหวานจนเข็ดฟันแบบนั้น กินบ่อย ๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ด้วยฐานะทางการเงินของครอบครัวตอนนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นเลือกกินของดีมีประโยชน์ได้ มีเพียงช่วงข้ามปีที่สามารถใช้จ่ายกับเด็ก ๆ อย่างมือเติบ น้ำตาลเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ส่วนกากหมูก็คือเนื้อสัตว์
“ได้ ตอนเย็นข้าจะให้อาหญิงรองทำให้พวกเจ้ากินโดยเฉพาะ”
ครั้นได้ยินคำสัญญาของเย่อวี๋หราน เด็กทั้งสองก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีอกดีใจ
“ท่านแม่ ท่านตามใจพวกเขาเกินไปแล้วนะเจ้าคะ” หลี่ซื่ออุ้มซื่อเป่าเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “แค่ช่วงนี้ก็ไม่รู้ว่าพวกเขากินกากหมูกับน้ำตาลไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ดีที่ตอนนี้ใกล้จะถึงวันข้ามปี ไม่อย่างนั้นน้ำตาลคงถูกพวกเขากินหมดเกลี้ยงกันพอดี”
“ปีหนึ่ง ๆ ได้ฆ่าหมูแค่หนเดียว ให้พวกเขาดีใจสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน พ้นช่วงนี้ไปแล้ว พวกเขาสองคนก็ไม่มีเวลาว่างกันแล้ว”
หลี่ซื่อนึกถึงเรื่องที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าต้องตามจูชีไปศึกษาเล่าเรียน นางมองไปรอบทิศแล้วกระซิบว่า “ท่านแม่ ผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว ท่านจะให้พวกเขาตามจูชีไปเรียนที่ตำบลจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
“ทำไมหรือ?” เย่อวี๋หรานมองนาง
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าแค่คิดว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอายุยังน้อย รออีกไม่กี่ปี ซานเป่ากับซื่อเป่าก็วิ่งเล่นได้แล้ว ถึงตอนนั้นก็สามารถไปกับพวกเขาได้แล้ว”
“เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่?”
หลี่ซื่อยิ้ม ท่าทางเกรงอกเกรงใจ แต่คำพูดที่กล่าวออกมากลับหาได้เกรงใจปานนั้น “รอบนี้พี่สามไปกับพวกเขา คราวหน้าก็สมควรเปลี่ยนคนไปแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
นางเพิ่งคิดถึงประเด็นนี้เมื่อเย็นวานนี้เอง
ทุกคนล้วนพูดกันว่าเข้าตำบลแล้วดี แล้วไฉนต้องให้แต่พี่สามไปด้วย ที่จริงสามีของนางก็สามารถไปได้เหมือนกันนี่นา?
ถึงแม่สามีจะไม่ได้บอกว่าไปตำบลมีประโยชน์อย่างไร แต่กลับออกปากว่าจะส่งพี่สามไป เช่นนั้นย่อมต้องมีสาเหตุแน่นอน
พี่สามเพิ่งหย่าภรรยาไปหมาด ๆ ให้เขาไปถางทางไว้ก่อน ผ่านไปหลายปีก็สามารถให้สามีของนางตามไปได้แล้ว
เย่อวี๋หราน “…”
ก่อนหน้านี้ไม่มีใครครุ่นคิดมาถึงเรื่องนี้ คิดไม่ถึงว่าหลี่ซื่อกลับมองทะลุเรื่องนี้ได้แบบเลอะ ๆ เลือน ๆ
หลี่ซื่อเห็นแม่สามีไม่พูดอะไรก็ร้อนตัว “ท่านแม่ ข้าไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงนะเจ้าคะ จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้คิดอะไรเลยจริง ๆ”
“ไม่ได้คิดอะไรก็เลี้ยงลูกให้ดี สนใจเรื่องค้าขายของเจ้า เรื่องอื่นก็ยุ่งให้น้อยหน่อย” ยังเดินไม่ได้ก็คิดจะวิ่งเสียแล้ว ไม่กลัวว่าจะหกล้มฟาดพื้นหรือไร
เย่อวี๋หรานเองกลับไม่ได้คิดไกลถึงเพียงนั้น นางเดินหนึ่งก้าวครุ่นคิดหนึ่งก้าว คิดไม่ถึงว่าหลี่ซื่อจะคิดไปไกลกว่านางเสียอีก
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ในเมื่อผลสุดท้ายคว้าน้ำเหลว หลี่ซื่อก็ผิดหวังเล็กน้อย
นางรู้ดีว่าแม่สามีโปรดปรานนางก็จริง แต่เรื่องค้าขายกลับปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมยิ่งนัก ไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดเป็นพิเศษ
มองผิวเผินก็เหมือนกับว่านางเป็นคนทำการค้าทุกอย่าง แต่นางกลับต้องแบ่งเงินให้ทุกคน คนละเท่า ๆ กัน ทุกคนมีหน้าที่ทำ ส่วนนางมีหน้าที่ขาย แต่นางก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเป็นพิเศษ
“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านแม่ว่าอย่างไร?” จูซื่อกำลังอุ้มซานเป่า เมื่อเห็นนางกลับมาแล้วก็รีบเอ่ยถามเสียงเบา
หลี่ซื่อลดเสียงกล่าวว่า “ไม่สำเร็จ”
“ข้าบอกแล้ว เจ้าประเมินท่านแม่ต่ำไป ท่านแม่เจาะจงให้พี่สามไปจะต้องมีเหตุผลแน่นอน เรื่องนี้อย่างไรก็ไม่สำเร็จ” เย็นวานนี้ เมื่อหลี่ซื่อพูดเรื่องนี้กับเขา เขาก็คิดว่าเรื่องนี้คงไม่สำเร็จ
แม้หลี่ซื่อจะพูดกับเขาว่าต่อให้เขากับพี่สามเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แต่เรื่องได้ผลประโยชน์แบบนี้ก็ต้องผลัดเวียนกัน ไม่อย่างนั้นหากเรื่องดี ๆ ล้วนยกให้พี่สามไปหมด แล้วพวกเขาจะเอาอะไรกิน?
ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไปแล้ว เขากับนางมีลูกแล้ว ในอนาคตก็คงจะมีเพิ่มอีก หากอาศัยเพียงที่นาของครอบครัวย่อมไม่มีทางจะเลี้ยงปากท้องคนมากมายปานนั้นได้