ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 189 เขียนกลอนคู่
บทที่ 189 เขียนกลอนคู่
“ข้ารู้ว่าพี่สามเป็นคนฉลาด ข้าแค่คิดว่าให้พี่สามไปปูทางก่อน แล้วเจ้าก็ค่อยรับช่วงต่อทีหลัง จะมากหรือน้อยก็คงได้ดื่มน้ำแกงสักนิดหน่อยกระมัง เจ้าก็ระวังไว้บ้างเถอะ พักนี้น้องห้าติดสอยห้อยตามพี่สามกระตือรือร้นปานนั้น อย่าปล่อยให้เขาได้ไปก่อนเสียล่ะ” หลี่ซื่อพูด
แล้ววกกลับมาพูดว่าครอบครัวพวกเราก็ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูซื่อเป่า ไม่ว่าจะท่านแม่หรือพี่สาม จะมากหรือน้อยก็คงต้องดูแลครอบครัวพวกเราบ้างแหละ
อาศัยแค่จุดนี้ พวกเขาก็สมควรได้รับผลประโยชน์ไม่มากก็น้อย
พูดไปก็พล่ามอะไรออกมามากมาย
หลังจากมีลูก หลี่ซื่อก็เริ่มรับรู้ถึงแรงกดดัน ทั้งสองคนล้วนเป็นลูกชาย นอกจากต้องส่งเสียเล่าเรียนแล้ว เมื่อเติบใหญ่ขึ้นในวันข้างหน้ายังต้องแยกตัวไปสร้างครอบครัวและแต่งภรรยา ซึ่งก็ต้องใช้เงินไม่น้อย
ก่อนหน้านี้คิดว่าตนเองทำการค้าก็คงทำเงินได้สักหน่อย แต่เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก็พลันรู้สึกว่า เงินเล็กน้อยเท่านั้นพอใช้เสียที่ไหน? แค่พอยาซอกฟันเท่านั้นแหละ
ดังนั้นช่วงนี้นางจึงร้อนใจขึ้นมา เมื่อคิดมากเข้า แผนการก็มีมากตามไปด้วยเป็นธรรมดา
ถึงจะไล่หลี่ซื่อกลับไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็นับว่าได้กระตุ้นเตือนเย่อวี๋หราน ไม่กลัวว่าจะได้มากหรือน้อย กลัวก็แต่จะได้ไม่เท่าเทียม ทันทีที่จูซานไปตำบลในปีหน้า ความสมดุลในครอบครัวก็จะเริ่มสั่นคลอนอย่างช้า ๆ
ถ้านางไม่หาวิธีมาปรับสมดุล เกรงว่าอาจนำไปสู่ปัญหาได้
ปีใหม่ของยุคสมัยนี้กับปีใหม่ที่เย่อวี๋หรานเคยมีประสบการณ์มาก่อนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อลองมาคิดดู ชีวิตที่แล้วของนางนั้นล้วนมีครบครัน ช่วงข้ามปีแม้แต่ชุดใหม่ยังคร้านจะซื้อ บรรดา ‘ไก่ เป็ด ปลา หมู’ ทำแล้วก็ไม่มีใครกิน ยังไม่สู้ทำเกี๊ยว กินเนื้อตุ๋น นั่งอยู่หน้าโทรทัศน์เฝ้าคืนข้ามปี
เทศกาลปีใหม่ก็ผ่านไปทั้งอย่างนี้
ทว่าที่นี่ไม่เหมือนกัน นับแต่เตรียมของสำหรับวันข้ามปีจนถึงการทำความสะอาดใหญ่ต้องใช้เวลาครึ่งค่อนเดือนเลยทีเดียว
แม้ว่าครอบครัวไม่มั่งมี ไก่เป็ดปลาหมูที่สามารถเตรียมได้ก็จะพยายามเตรียมไว้ให้ครบ หลังเชือดแล้วก็โปรยเกลือลงไปหมักไว้แล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง
จากนั้นก็เป็นผักเค็มและผักดอง
และเพราะมีเย่อวี๋หราน ครอบครัวสกุลจูจึงมีของอีกอย่างเพิ่มขึ้นมา นั่นก็คือเนื้อตากแห้ง ทั้งเนื้อหมูและไส้กรอกล้วนถูกนางสั่งการให้แขวนไว้หน้าเตา โดยใช้ควันจากเตารมเอาไว้
ดีที่สุดคือใช้เชื้อเพลิงเป็นของจำพวกเปลือกส้ม เปลือกส้มโอ หรือกากส้ม แต่เนื่องจากไม่มีของเหล่านี้ เย่อวี๋หรานจึงใช้ตัวเลือกรองลงมาคือกิ่งสน แล้วนำไปผสมกับเปลือกแตงที่คนในเรือนกินเหลือ เท่านี้ก็นับว่าพอถูไถไปได้
“ท่านแม่ แป๊บเดียวก็ดำหมดแล้ว ยังกินได้อยู่หรือเจ้าคะ?” ตอนเที่ยง ระหว่างกำลังทำอาหารกันอยู่ หลินซื่อมองเนื้อแห้งที่เริ่มมีสีดำขึ้นมาแล้วก็ค่อนข้างไม่สบายใจ
สกปรกแบบนี้ ยังไม่สู้เอาไปแขวนคานเรือนผึ่งลมไว้ดีกว่า
“หากกินไม่ได้ ถึงตอนนั้นเจ้าไม่กินก็ได้แล้วนี่นา” ข้อเท็จจริงทรงพลังกว่าคำโน้มน้าว เย่อวี๋หรานไม่กังวลสักนิดว่าหลังทำออกมาแล้วพวกเขายังจะบ่นว่ากินไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีของว่างอยู่ด้วย เนื่องจากมีเย่อวี๋หรานอยู่ด้วย ของว่างของครอบครัวสกุลจูจึงอลังการกว่าบ้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด ถั่วลิสงและถั่วเหลืองคลุกแป้งลงทอดในกระทะ รสชาตินั้นกรอบอย่างไม่ธรรมดาเลยเชียว
ของที่มีรสเค็มก็ใส่เกลือ รสหวานใส่น้ำเชื่อมผลไม้ ส่วนรสเนื้อก็ใส่น้ำพริกเนื้อ สรุปได้ว่ารสชาติหลากหลายยิ่งนัก ทำให้คนสกุลจูทั้งบุรุษ สตรี เด็ก และผู้ใหญ่แทบสำลักความสุข
“ท่านแม่ อันนี้อร่อย ทอดเยอะหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ” หลี่ซื่อเคี้ยวตุ้ย ๆ ไม่หยุดปาก กินถั่วสารพัดชนิดอย่างเพลิดเพลิน
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพกถุงผ้าใบหนึ่งติดตัวตลอด ในมือก็มักกำของกินเอาไว้ เวลาออกไปเล่นรอบหมู่บ้านแทบทำให้เด็กวัยเดียวกันน้ำลายหก วิ่งเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังพวกเขาเสมอ
เด็กน้อยสองคนก็ใจไม่ธรรมดา เห็นใครรื่นหูรื่นตาหน่อยก็ปันให้หลายเม็ด เห็นใครไม่เข้าตาก็ปันให้ชิมเม็ดเดียว แค่นี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
“ปีนี้มีวัตถุดิบเท่านี้ก็ได้แต่ทอดแบบธรรมดากินไปก่อน ปีหน้าถ้ามีโอกาสจะทอดถั่วรสชาติแปลก ๆ ให้พวกเจ้ากินบ้าง นั่นจึงจะเรียกว่าของอร่อย” ทั้งเผ็ดและหวานจึงจะเป็นของดีที่แท้จริง
เย่อวี๋หรานรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ถ้าไม่ใช่เพราะในมือนางมีพริกอยู่เพียงกระจาดเดียว ทั้งยังต้องเก็บไว้สำหรับปลูก ถ้าสามารถโปรยพริกป่นลงไปด้วย จะต้องได้รสชาติที่ยอดเยี่ยมกว่านี้แน่นอน
พอคิดถึงพริกเฉาเทียน เย่อวี๋หรานก็นึกถึงคนสวนดอกไม้ผู้นั้น
แต่น่าเสียดาย หลังจากเจอเขาวันนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาแก้ไขปัญหาเรื่องเงินได้แล้ว หรือว่า…
ถ้าเป็นอย่างแรกเย่อวี๋หรานก็พลอยยินดีไปด้วย แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง นางก็ได้แต่เสียดาย แม้นางจะเห็นใจเขา แต่คนเรามีกำลังจำกัด อย่างมากก็ทำได้เพียงพูดว่า ‘เห็นใจ’ เท่านั้น
นอกจากถั่วต่าง ๆ เย่อวี๋หรานยังทำแป้งกรอบอีกไม่น้อย เอาน้ำคั้นผักไปผสมกับแป้งถั่วเหลืองหรือแป้งทำอาหาร ใส่เครื่องปรุงเล็กน้อย แล้วเอาไปทอดในกระทะ เท่านี้ก็นับว่ามีของกินเพิ่มขึ้นอีกอย่าง
ไม่จำเป็นต้องอร่อยเลิศไปเสียทุกอย่าง ทว่ามีจุดเด่นที่ความแปลกใหม่ แต่ก็นับว่าทำให้บรรดาลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าสกุลจูมาได้เปิดหูเปิดตาแล้ว “ยังเอามาทอดแบบนี้ได้ด้วยหรือเนี่ย!”
“อย่าเลย ของทอดแบบนี้เปลืองน้ำมัน ถ้าเป็นยามปกติครอบครัวไหนจะยอมใช้น้ำมันสิ้นเปลืองแบบนี้? ล้วนเป็นเพราะว่าปีนี้พวกเราได้เชือดหมูตัวหนึ่งก็เท่านั้นแหละ”
“หวังว่าปีหน้าก็ได้เชือดหมูแบบนี้ด้วยเถอะ”
……
ที่แล้วมาล้วนเป็นการเตรียมการด้านอาหารการกิน วันทำความสะอาดใหญ่ยังต้องตัดกระดาษแดง เขียนกลอนคู่ ติดอักษรมงคล[1] เท่านี้ก็ใช้เวลาไปสองวันแล้ว
กลอนคู่ชุดหนึ่งถ้าซื้อจากข้างนอกราคาชุดละสองเหรียญ ส่วนกระดาษแดงราคาแผ่นละสี่เหรียญ กระดาษแดงแผ่นเดียวสามารถนำมาตัดทำเป็นกระดาษเขียนกลอนคู่ได้สิบชุด ทั้งยังเหลืออีกนิดหน่อย ถ้าซื้อจำนวนมากยังมีส่วนลดอีกด้วย
เย่อวี๋หรานคำนวณเล็กน้อยก็ตัดสินใจซื้อกระดาษมาหลายปึก รวมทั้งพู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึก ทั้งหมดนี้ก็ใช้เงินไปแล้วเกือบหนึ่งตำลึง
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อเห็นแล้วก็ปวดใจยิ่งนัก แต่คนตัดสินใจคือแม่สามี แล้วพวกนางจะทำอย่างไรได้?
วันแรกทำความสะอาด วันถัดมาเย่อวี๋หรานก็ให้ลูกชายช่วยยกโต๊ะกับเก้าอี้ออกมาวางไว้หน้าประตูเรือน แล้วเริ่มเขียนกลอนคู่
“ท่านแม่ ท่านจะเขียนเองหรือขอรับ!” จูซื่อเห็นความเคลื่อนไหวมารดาแล้วก็ต้องตกใจ
สวรรค์! พวกเขาเกือบลืมไปแล้วว่ามารดาเขียนหนังสือได้
“อืม ไม่ได้เขียนหลายปีแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร” เย่อวี๋หรานเจาะจงเรียกหลิ่วซื่อ แล้วสอนนางว่าต้องตัดกระดาษอย่างไร
“ท่านแม่ ให้ข้าทำเถอะ พี่สะใภ้ใหญ่ทำของแบบนี้เป็นที่ไหนกันขอรับ” จูอู่มีสีหน้ากระตือรือร้น อยากแย่งงานมาใจจะขาด
“ไปอยู่ข้าง ๆ นู่น” เย่อวี๋หรานไล่เขาออกไป แล้วบอกให้หลิ่วซื่อทำต่อ “อย่ามาทำให้สะใภ้ใหญ่เสียสมาธิ พวกเจ้าดูเฉย ๆ ไปก็พอแล้ว”
จากนั้นก็อธิบายให้หลิ่วซื่อฟังอย่างละเอียดว่าตัดกระดาษเขียนกลอนคู่ต้องระวังตรงไหนบ้าง
ถึงหลิ่วซื่อจะเป็นคนพูดน้อย แต่เวลาทำงานตั้งใจยิ่งนัก นางพยักหน้าแล้วเริ่มลงมือทันที แต่เพราะทุกคนจ้องมือของนางอยู่ นางจึงอดจะประหม่าไม่ได้
แต่ยังดีที่แค่ตัดกระดาษนางก็ทำเป็น นางเชี่ยวชาญงานเย็บปักถักร้อยที่สุดในหมู่ลูกสะใภ้ เรื่องนี้หาได้ยากเย็นสำหรับนาง
“ท่านแม่ แบบนี้หรือเปล่าเจ้าคะ?” หลิ่วซื่อตัดเสร็จแล้วก็ส่งให้นางดู
เย่อวี๋หรานรับมาแล้วเอ่ยว่า “ได้ ต่อไปกระดาษเขียนกลอนคู่ก็ตัดแบบนี้แหละ ก่อนเขียนต้องพับไว้ด้วย แต่ละใบมีอักษรเจ็ดตัว กะตำแหน่งให้เรียบร้อย เวลาเขียนจะได้ไม่เบี้ยวไปเบี้ยวมา ไม่น่าดู”
คนสกุลจูวุ่นวายกันอยู่หน้าประตูเรือน คนที่ผ่านทางไปมานึกว่าพวกเขาทำอะไรกันจึงเข้ามาถามดูสักหน่อย
พอได้ยินว่าเขียนกลอนคู่ก็ต้องประหลาดใจ “พวกเจ้าเขียนกันเอง?!”
“ใช่แล้ว แม่ข้าเขียนขอรับ” จูอู่มีสีหน้าภาคภูมิใจ “แม่ข้าเก่งกาจยิ่งนัก ทำเป็นเสียทุกอย่าง”
“จูต้าเหนียง?!” นางแต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูมาหลายปีแล้ว เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินว่านางเขียนอักษรเป็นมาก่อนเลยเล่า?
ช้าก่อน… กลอนคู่งั้นหรือ
หากซื้อกลอนคู่ก็ชุดละสองเหรียญ แต่จูต้าเหนียงจะเขียนเอง?
คนผู้นั้นเงยหน้ามองเข้าไปในลานเรือนสกุลจู พลันคิดว่ากลอนคู่ต้องเอาไปติดบนประตู เขียนเองแบบนี้จะประหยัดเงินได้เท่าไหร่กันนะ?
[1] ในช่วงเทศกาลตรุษจีน (ปีใหม่จีน) คนจีนนิยมเขียนกลอนคู่ ติดอักษรมงคล (福) บนกระดาษแดงแปะไว้หน้าบ้าน กลอนคู่จะติดไว้สองฝั่งของประตูบ้าน มักมีเนื้อหาแสดงถึงความหวังว่าเมื่อเริ่มต้นปีใหม่ก็จะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา ส่วนอักษรมงคลจะแปะไว้บนประตูในลักษณะกลับหัว (福倒) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า 福到 หมายถึง โชควาสนามาถึงแล้ว นอกจากนี้ ยังนิยมติดวลีสั้น ๆ ที่มีความหมายดี ๆ ไว้เหนือประตูอีกด้วย
ที่มารูปภาพ : https://www.baike.com/wikiid/1382705404993550795