ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 191 บัณฑิตชาวนา
บทที่ 191 บัณฑิตชาวนา
ครั้นหันกลับมา จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็พบว่าลูกชายตัวเองหายไปเสียแล้ว
พวกนางบ่นว่า “ไม่รู้ว่าหายไปไหนอีกแล้ว จริง ๆ เลย วันทำความสะอาดใหญ่แท้ ๆ ยังจะเพ่นพ่านไปทั่ว โตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ความ”
พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูครุ่นคิดในใจว่า ‘จะไปไหนได้? ก็ไปดูความครึกครื้นน่ะสิ!’
พวกเขารู้ว่าลูกสะใภ้ทั้งสองไม่ถูกกับสะใภ้ใหญ่จึงไม่ได้พูดออกมา
จูปาเม่ยพาจูซานจ้วงกับจูซื่อหู่ไปถึงหน้าเย่อวี๋หราน พวกเขาเรียกอีกฝ่ายอย่างซื่อ ๆ “ท่านป้า”
“อื้ม” เย่อวี๋หรานขานรับ แล้วบอกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าให้พาพวกเขาไปหยิบกลอนคู่ ทั้งยังกำชับให้เอาไปสองชุด
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารู้จักกลอนคู่ทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล
“อาสี่ อาห้า ท่านย่าให้ท่านอาซานจ้วงกับท่านอาซื่อหู่มารับกลอนคู่ชุดที่เรียกว่า ‘ทรัพย์สมบัติมั่งมี’ กับ ‘สุขสวัสดิ์คือโชคดี’ ขอรับ”
จูซื่อกับจูอู่กลัวว่าพวกตนจะหยิบผิดอันจึงโบกมือให้พวกเขาไปหยิบกันเอง
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเดินไปทางบริเวณที่กลอนคู่วางผึ่งเรียงราย เอาก้อนหินเล็ก ๆ ที่ทับกระดาษเอาไว้ออก แล้วหยิบกระดาษกลอนคู่ขึ้นมาส่งให้จูซานจ้วงกับจูซื่อหู่ “ท่านอาทั้งสอง ของพวกท่านขอรับ ท่านย่าบอกว่าชุดนี้ให้ติดไว้หน้าประตูใหญ่ ส่วนชุดนี้ให้ติดไว้ในห้องโถงขอรับ”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าทราบว่าท่านอาทั้งสองไม่รู้หนังสือ จึงบอกพวกเขาอย่างใส่ใจว่าชุดไหนเหมาะสมจะติดไว้ที่ใด
จูซานจ้วงกับจูซื่อหู่รู้สึกซาบซึ้งใจ
ตอนพวกเขาจะกลับไป หลิ่วซื่อยังเรียกพวกเขาเอาไว้ ส่งตะกร้าใบหนึ่งมาให้ ทั้งยังใช้ผ้าปิดเอาไว้อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้คนเห็นว่ามีอะไรอยู่ในตะกร้า
“ท่านแม่ให้เตรียมไว้ให้ บอกว่าให้เอาไปให้ท่านปู่ท่านย่า แต่หลายวันนี้ที่เรือนไม่ว่างเอาไปส่ง พวกเจ้ามาพอดีก็รบกวนพวกเจ้าเอากลับไปด้วยเลยก็แล้วกัน”
“นี่…เกรงใจจริง ๆ ขอรับ” จูซานจ้วงกับจูซื่อหู่รู้สึกไม่สะดวกใจจะรับ
บอกว่าเป็นสิ่งของแสดงความกตัญญูต่อท่านปู่ท่านย่า แต่มักส่งของไปทางนั้นบ่อย ๆ บางอย่างท่านปู่กับท่านย่ากินไม่ได้ด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าส่งไปเพื่อช่วยเหลือครอบครัวพวกเขาชัด ๆ
“ไม่มีอะไรต้องเกรงใจหรอก ตอนนี้เป็นช่วงข้ามปี ไม่ต้องคิดมาก รีบกลับไปเถอะ! ทางนี้คนเยอะ ไม่อยู่รับรองพวกเจ้าแล้ว” ตั้งแต่หลี่ซื่อคลอดลูก หลิ่วซื่อก็ถูกแม่สามีบังคับให้ออกมา
‘ต้อนรับดูแลแขกเหรื่อ’
ตอนแรกยังประหม่าขัดเขินอยู่บ้าง แต่เมื่อทำไปนานเข้าก็ฝึกฝนจนเริ่มชินแล้ว แต่เมื่อเทียบกับหลี่ซื่อที่เป็นคนช่างพูด ก็นับว่านางยังห่างไกลอยู่
แต่เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้เรียกร้องให้หลิ่วซื่อทำอะไรมากมาย เพียงแต่ในฐานะที่เป็น ‘สะใภ้ใหญ่’ ภาระที่ต้องรับผิดชอบจึงมีมากสักหน่อย ต่อให้หลิ่วซื่อไม่ถนัดจริง ๆ แต่เรื่องที่สมควรฝึกฝนเอาไว้ก็ยังคงต้องฝึกฝน
ภายหลัง เย่อวี๋หรานก็คิดจนเข้าใจแล้ว หลิ่วซื่อไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นมากมาย นางแค่ต้อง
‘หนักแน่น’ ให้มากพอ สามารถประคองภาพรวมเอาไว้ได้ก็พอแล้ว ขอเพียงหลิ่วซื่อไม่ทำผิดพลาดมากจนเกินไป สะใภ้คนอื่น ๆ ก็ไม่อาจเหยียบขึ้นไปบนศีรษะได้
“ท่านแม่ เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” หลังจัดการเรื่องราวเรียบร้อย หลิ่วซื่อก็กลับไปหาเย่อวี๋หรานอย่างเชื่อฟัง และกล่าวรายงานเสียงเบา
“อืม!” เย่อวี๋หรานพยักหน้า และให้นางไปทำงานอย่างอื่นต่อ
มีคนเห็นจูซานจ้วงกับจูซื่อหู่เอากลอนคู่สองชุดกลับไปก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ ถึงปกติพวกเขาหวงแหนเงินทองเป็นชีวิตจิตใจ แม้แต่กลอนคู่ชุดละสองเหรียญก็คิดแล้วคิดอีก แต่สกุลจูกลับยกให้ญาติไปเปล่า ๆ เช่นนั้นพวกเขาที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันก็สามารถซื้อในราคาถูกลงมาหน่อยได้ด้วยใช่หรือไม่?
“เจ้าจะซื้อ?” จูซื่อลังเล “เจ้ารอก่อน เรื่องนี้ข้าต้องไปถามท่านแม่”
จากนั้นเขาก็วิ่งไปถามเย่อวี๋หราน
ใช้เงินกับค่าอุปกรณ์ไปหนึ่งตำลึง เย่อวี๋หรานย่อมอยากได้เงินคืนมาอยู่แล้ว แต่นางพูดเองว่าสกุลจูไม่ ‘ค้าขาย’ ทำให้นางต้องคิดหาวิธีอื่น
คิดว่านางให้ยกโต๊ะตัวใหญ่ออกมาถึงหน้าประตูเรือนโดยไม่มีจุดมุ่งหมายหรือ?
ที่นางทำเช่นนี้ก็เพื่อให้คนเอาเงินมาให้ถึงเรือนต่างหาก
“ไม่ขาย” เย่อวี๋หรานปฏิเสธไปตรง ๆ “ทุกคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน จะมาพูดเรื่องเงินทำไม ก่อนหน้านี้ที่เสี่ยวเม่ยช่วยคนอื่น ๆ ย้อมสีผ้าก็แค่คิดค่าเหนื่อยเล็กน้อย ตอนนี้แค่เขียนอักษรไม่กี่คำก็จะคิดเงินสองเหรียญ แล้วจะต่างอะไรกับคนขายกลอนคู่ข้างนอกนั่นเล่า?”
“ท่านแม่ พวกเขาบอกว่าขอแค่ขายให้ถูกลงหน่อย…” จูซื่อร้อนใจแล้ว เหตุใดถึงไม่ขายเล่า?
คนที่อยากซื้อมีมากขนาดนั้น ต่อให้ขายชุดละหนึ่งเหรียญก็ยังคุ้มค่า ในเรือนมีกระดาษแดงมากมายปานนั้น ซื้อมาทำไม ซื้อมาให้มอดขึ้นงั้นหรือ?
“ขายถูกก็ไม่ขาย” เย่อวี๋หรานกวาดสายตาขึ้นมาสบตากับเขา “พวกเราเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ในอนาคตจะมีบัณฑิต แค่เพาะปลูก ไม่ค้าขาย เจ้าไปบอกพวกเขาแบบนี้”
“ท่านแม่!” จูซื่อยังอยากพูดอะไร แต่เมื่อเห็นสายตาของมารดาก็ได้แต่หมุนกายจากไปอย่างคับอกคับใจ
หลังเขาจากไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็เรียกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้ามา แล้วกระซิบสั่งความข้างหูพวกเขา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
พวกเขารอจนจูซื่อพูดกับคนอื่นด้วยท่าทางผิดหวังเสร็จแล้ว ต้าเป่าก็ก้าวออกมา “เดี๋ยวก่อน ท่านย่าของพวกข้าบอกว่าไม่ขายกลอนคู่ แต่ให้เปล่าได้ขอรับ แม้ว่าพวกข้าจะเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ไม่ค้าขาย แต่ทุกคนล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันก็ต้องดูแลกันและกันอยู่แล้ว แค่กลอนคู่ชุดเดียว ยกให้พวกท่านเปล่า ๆ ก็ได้”
เอ้อร์เป่าที่อยู่ข้าง ๆ ยังกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเด็ก ๆ ของเขาว่า “พวกข้าเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา แค่เพาะปลูก ไม่ค้าขาย ท่านลุงท่านป้าโปรดอย่าจำผิดนะขอรับ”
มีคนเห็นว่าพวกเขาน่ารักน่ามันเขี้ยว ก็อดจะหัวเราะหยอกเย้าไม่ได้ “ทำไมไม่ค้าขายล่ะ? อาสะใภ้สี่ของพวกเจ้าก็ขายเต้าหู้กับน้ำพริกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
ต้าเป่ารีบอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านลุง ท่านเองก็พูดแล้ว นั่นคืออาสะใภ้สี่ขาย ไม่ใช่สกุลจูขาย ผู้ชายสกุลจูไม่ค้าขายเด็ดขาด นั่นเป็นกฎบ้านของสกุลจูขอรับ”
“ใช่แล้ว” เอ้อร์เป่าสำทับขึ้นมาอีก “ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านอา รวมถึงพวกข้าเป็นผู้ชาย ไม่อาจค้าขาย”
“อาสะใภ้สี่เป็นผู้หญิง นางเป็นลูกสาวก่อน ค่อยเป็นภรรยา แล้วเป็นมารดา ความประพฤติไม่เคยด่างพร้อย ทั้งยังไม่เคยทำเรื่องอกตัญญู ดังนั้นไม่ว่านางจะหาเงินค่าแป้งชาดให้ตนเอง หรือหาเงินมาเพื่อจุนเจือครอบครัวและแสดงความกตัญญูต่อผู้อาวุโส ล้วนไม่มีสิ่งใดให้ต้องตำหนิ สกุลจูของพวกข้าไม่ใช่ครอบครัวที่ไม่เข้าใจเหตุผล คู่ควรแก่การเคารพนับถือ ไม่อาจดูหมิ่น”
ต้าเป่ายังกัดฟันพ่นถ้อยคำออกมาเป็นพรวน ทำเอาชาวบ้านทั้งหลายรับฟังจนงงงวย แต่ภายใต้การอธิบายด้วยน้ำเสียงและคำพูดไร้เดียงสาของเอ้อร์เป่า พวกเขาจึงเข้าใจในที่สุด ครอบครัวจูเหล่าโถวคงร่ำรวยแล้วจริง ๆ!
ไม่อย่างนั้นจะกล้าเดินไปบนเส้นทาง ‘ครอบครัวบัณฑิตชาวนา’ หรือ?
พวกเขาหาได้เข้าใจอะไรมากมาย แต่พวกเขาแค่ดูต้าเป่าก็รู้ได้ เด็กน้อยนี้ในวันข้างหน้าต้องเป็นบัณฑิตคนหนึ่งแน่นอน
ที่จริงแล้วต้าเป่าเพียงพูดตามเย่อวี๋หราน เขาเองก็งุนงงเช่นกัน เพียง ‘เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง’ เท่านั้นแหละ
แต่เห็นท่าทางว่า ‘เข้าใจแล้ว’ ของท่านอาท่านลุงทั้งหลาย ต้าเป่าก็ตระหนักได้อย่างลึกซึ้ง ท่านย่าร้ายกาจจริง ๆ ต่อไปยังมีสิ่งที่เขายังต้องเรียนรู้อีกมาก
เมื่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้ามาช่วย กลอนคู่ที่จูซื่อกับจูอู่ช่วยกันเฝ้าเอาไว้ก็ถูกยกให้คนอื่นเปล่า ๆ ไปเช่นนั้น พวกเขายังเสียดายไม่หาย รู้สึกว่าครอบครัวตนเองสูญเสียครั้งใหญ่แล้ว คิดไม่ถึงว่าภายหลังคนอื่นกลับผลัดกันทยอยเอาของมาส่ง โดยบอกว่าเป็นของตอบแทนกลอนคู่
จูซื่อกับจูอู่ได้แต่ครุ่นคิดว่า ‘ตกลงพวกเราได้กำไรหรือขาดทุนกันแน่’
เดิมทีกลอนคู่ชุดเดียวราคาเท่าไข่ไก่หนึ่งฟอง แต่สิ่งของที่พวกเขานำมาให้ไม่ได้มีเพียงไข่ไก่ฟองเดียว นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? พวกเขาคิดบัญชีไม่เป็นหรือ?
“พวกเขาไม่ได้คิดบัญชีไม่เป็น พวกเขาอยากสานสัมพันธ์ต่างหาก” เย่อวี๋หรานมองลูกชายทั้งสองที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ รู้ว่าตอนนี้พวกเขาก็แค่ขาดความยืดหยุ่นก็เท่านั้นเอง