ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 192 ‘ชื่อเสียง’ กินคน
บทที่ 192 ‘ชื่อเสียง’ กินคน
เย่อวี๋หรานอาศัยช่วงกินข้าวเย็นซึ่งคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าสรุปออกมาเป็นบทเรียนให้ทุกคนฟัง
นางบอกพวกเขาว่า ของบางอย่างไม่อาจดูแค่เงินที่จ่ายออกไปและเงินที่จะได้รับกลับมา แต่ยังต้องดูว่าในอนาคตมันจะกลายเป็นอะไรได้บ้างอีกด้วย
นางถามพวกเขา “เมื่อก่อน คนอื่นเรียกข้าว่าอย่างไร?”
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ และจูอู่ต่างก็ไม่กล้าพูดออกมาว่าเมื่อก่อนคนอื่นด่านางว่าเป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
“พวกเจ้าไม่พูดข้าก็รู้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์น่ะสิ ล้วนพูดกันว่าข้าคือแม่เสือ เมียดุ พ่อของพวกเจ้าอยู่กับข้ามาตั้งหลายปีก็นับว่าได้รับความลำบากแล้ว แม้แต่พวกเจ้าพี่น้องและพวกลูกสะใภ้ยังได้รับความเห็นอกเห็นใจ” เย่อวี๋หรานเว้นไปเล็กน้อยค่อยพูดต่อ “แต่พวกเจ้าดูว่าตอนนี้พวกเขายังพูดอะไรอีก? นอกจากชื่อเสียงเรื่องความร้ายกาจของข้าแล้ว ตอนนี้พวกเขายังพูดถึงข้าในแง่ร้ายอยู่หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานถามพวกเขาว่ามองความแตกต่างในนั้นออกหรือไม่ ต่างก็ ‘ร้ายกาจ’ เหมือนกัน เมื่อก่อนทุกคนกลัวนาง แต่ขณะเดียวกันก็เกลียดชังนาง แต่ตอนนี้เล่า?
“พวกเขายังกลัวข้า แต่กลับไม่ได้ ‘เกลียดชัง’ ข้าไปเสียทั้งหมด ในนั้นยังแฝงไว้ด้วย ‘ความคร้ามเกรง’ ‘บารมี’ ‘ชื่อเสียง’ หมายความว่า ตอนนี้ถ้าข้าทำอะไร ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของพวกเขาไม่ใช่คิดว่าข้ากำลังทำเรื่องไม่ดีอะไรอยู่ แต่เริ่มคิดว่า ทำไมข้าจึงทำเช่นนั้น? เพราะทำแล้วได้ประโยชน์ใช่หรือไม่? ถ้าอย่างนั้นเขาก็ขอดื่มน้ำแกงด้วยคนได้ใช่ไหม?”
เย่อวี๋หรานถามพวกเขาว่าตอนที่นางแจ้งต่อทุกคนว่าจะทำอะไร พวกเขาก็คิดดุจเดียวกันนี้ใช่หรือไม่?
คนทั้งห้องไม่มีใครเอ่ยปฏิเสธ
แม้กระทั่งจูเหล่าโถว เขาเองก็ไม่อาจ ‘โต้แย้ง’ ได้เช่นกัน
ตอนที่ภรรยาของเขาต้องการเดิมพันเรื่องการเพาะปลูก เขายังตั้งแง่ว่านางจะเพาะปลูกได้ไม่ดี ทำผลผลิตเสียหาย แต่ ‘บ่อปุ๋ยหมัก’ กับ ‘แปลงเพาะชำ’ ที่นางทำก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่า ภรรยาของเขาทำส่งเดชเสียที่ไหน เห็นได้ชัดว่านางมีแผนการในใจแล้ว
นางอาจไม่เคยเพาะปลูกมาก่อน แต่สิ่งที่นางได้เรียนรู้มาจากในตำรับตำราพวกนั้นไม่สามารถนำมาใช้งานได้เลยหรือ? ถ้าใช้งานไม่ได้ บ่อปุ๋ยหมักมาจากไหน? แปลงเพาะชำเล่ามาจากที่ใด?
“ทำไมปฏิกิริยาตอบสนองแรกของพวกเจ้าไม่ใช่ ‘สงสัย’ ข้าอีกแล้ว? เพราะพวกเจ้าเชื่อถือข้า พวกเจ้าคิดว่าข้าสามารถทำได้อย่างไรเล่า” เย่อวี๋หรานพูดต่อไป “สิ่งเหล่านี้สามารถใช้เงินแลกมาได้งั้นหรือ?”
ลูกชายกับลูกสะใภ้สกุลจูส่ายหน้า
“พรุ่งนี้เป็นวันส่งท้ายปี เย็นนี้ก็เข้านอนเร็วหน่อย แล้วก็อย่าลืมเก็บคำพูดของข้าไปลองคิดดูด้วย บางทีอาจมีประโยชน์ต่อพวกเจ้าก็ได้” เย่อวี๋หรานเห็นว่าฟ้ามืดแล้วก็ไม่พูดมาก บอกให้บรรดาลูกสะใภ้รีบเก็บกวาดห้องโถง เสร็จแล้วจะได้กลับห้องนอนไปพักผ่อน
ส่วนนางเองก็ต้องใคร่ครวญเรื่องราวของปีหน้าสักหน่อย
“ท่านแม่” ขณะนั้นเอง จูปาเม่ยที่เย่อวี๋หรานคิดว่าหลับไปแล้วพลันส่งเสียงขึ้นมา นางพลิกตัวกลับมาหันหน้าเข้าหาเย่อวี๋หราน “พรุ่งนี้ก็เป็นวันข้ามปีแล้ว ท่านคิดว่าซานเม่ยกับซื่อเม่ยกลับไปแล้วจะถูกรังแกหรือไม่เจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานอึ้งไป “มีอะไร พวกนางพูดอะไรหรือ?”
“เปล่า พวกนางอยากกลับไปมากเลยเจ้าค่ะ พ่อแม่ของพวกนางล้วนอยู่ที่นั่น แต่ข้าเป็นห่วงเจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอกว่าเมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้านพวกนางมีชีวิตอย่างไร”
ที่แท้ ในช่วงเวลาหลายเดือนที่หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยมาอาศัยอยู่ที่เรือนสกุลจู จูปาเม่ยก็คลุกคลีกับพวกนางจนสนิทสนมกันแล้ว
ถึงตอนแรกนางจะคิดว่าสองพี่น้องคู่นี้มาแย่งความโปรดปรานกับนาง แต่พี่น้องคู่นี้พักอยู่ในห้องที่โทรมที่สุด ทำงานมากที่สุด แต่กลับได้เงินน้อยที่สุด และปกติยังคอยดูแลนางอยู่เสมอ
เวลาผ่านไปนานเข้า จูปาเม่ยก็รู้สึกว่าที่จริงมีพี่สาวน้องสาวสักคนก็ดีเหมือนกัน
แม้ว่าในหมู่บ้านจะมีเด็กสาววัยไล่เลี่ยกันกับนาง แต่เพราะชื่อเสียงของนางกับมารดาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่จึงไม่มีใครเต็มใจมาเล่นกับนาง
ดังนั้นจนถึงตอนนี้ นางจึงไม่มีมิตรสหายที่สามารถพูดเรื่องในใจให้กันฟังได้แม้แต่คนเดียว
“เจ้าไม่เคยพูดมาก่อนนี่นา” ได้ยินจูปาเม่ยพูดเรื่องเหล่านี้ เย่อวี๋หรานค่อนข้างประหลาดใจ
เนื่องจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม อยู่ในเรือนจูปาเม่ยก็ได้รับความโปรดปรานยิ่งนัก อยู่ข้างนอกก็เข้ากับคนอื่นได้ไม่เลว ไม่มีใครกล้ามารังแกลูกสาวของนาง
“จะบอกอย่างไรเจ้าคะ? เมื่อก่อนท่านแม่ไม่ชอบที่ข้าไปเล่นกับพวกนาง ท่านแม่มักพูดว่าพวกนางเป็นลูกหลานชาวนา เป็นคนที่เดินกันคนละเส้นทางกับข้า…” น้ำเสียงของจูปาเม่ยเจือความอ้างว้าง
เย่อวี๋หรานโอบกอดนาง
ความเสียใจในวัยเด็กไม่ใช่สิ่งที่คำพูดไม่กี่คำจะสามารถชดเชยได้ หลังนางย้อนยุคมาที่โลกนี้ ทั้งวันก็มัวยุ่งอยู่กับเรื่องปากท้องของครอบครัว เพียงมองเห็น ‘ข้อด้อย’ ของจูปาเม่ย แต่กลับไม่เคยตระหนักว่า ที่นางเป็นเช่นนี้ก็เพราะจิตใจมีบางอย่างขาดหายไป
“ท่านแม่” จูปาเม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง “ข้าไม่ได้จะโทษท่าน แต่ข้าเป็นห่วงซานเม่ยกับซื่อเม่ย พวกนางเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่ข้าเคยคบมา ข้ากลัวว่าพวกนางกลับไปแล้วจะถูกรังแกเอาได้”
ได้ยินนางย้ำเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เย่อวี๋หรานก็รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจ นางประคองใบหน้าของลูกสาวแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “ปาเม่ย ข้าเข้าใจว่าเจ้าเป็นห่วง แต่เรื่องบางอย่างจำเป็นต้องให้พวกนางไปเผชิญหน้าด้วยตนเอง ข้าช่วยพวกนางได้แค่ชั่วคราว แต่ไม่อาจช่วยเหลือไปทั้งชีวิต พวกนางก็มีพ่อมีแม่ ข้าเป็นแค่แม่สามีของพี่สาวคนรองของพวกนางเท่านั้น ข้ายื่นมือช่วยเหลือจนถึงขั้นนี้ก็นับว่าเกินขอบเขตมากแล้ว เจ้าเคยเห็นแม่สามีคนไหนบ้างที่เข้าไปยุ่งกับเรื่องภายในครอบครัวบ้านเดิมของลูกสะใภ้?”
จูปาเม่ยเงียบงัน
“เจ้าอายุยังน้อย ยังไม่เข้าใจ แต่เจ้าจะลองสมมติดูก็ได้ ถ้าในอนาคตเจ้าเติบใหญ่จนออกเรือนไปแล้ว คนจากบ้านแม่สามีเจ้ากลับเข้ามายุ่งเรื่องภายในสกุลจูอยู่เสมอ เจ้าคิดว่าแม่จะยินดีไหม? เจ้าคิดว่าท่านอากับน้าสะใภ้ทางนั้นจะยินดีหรือเปล่า? พี่น้องทั้งชายหญิงของเจ้าจะมีความสุขหรือ? ลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดออกไป เมื่อออกเรือนแล้ว เจ้าก็กลายเป็นคนในครอบครัวแม่สามี เจ้าสามารถอาศัยฐานะลูกสาวกลับมาจัดการเรื่องราวภายในครอบครัวบ้านเดิม แต่แม่สามีของเจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องภายในครอบครัวบ้านเดิมของเจ้างั้นหรือ?”
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าตนเองสอดมือเข้าไปยุ่งมากเกินไปจริง ๆ
ตามหลักแล้ว หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยซึ่งเป็นลูกสาวควรกลับบ้านมารดาไปก่อนช่วงข้ามปี
แต่ทางนั้นไม่ได้ส่งคนมารับ นางก็ไม่อาจให้เด็กสาวที่กำลังเจริญวัยสองคนเดินทางกลับไปกันเองตามลำพัง จึงได้แต่ส่งคนไปแจ้งข่าว ถ้ายังไม่มารับอีก ทั้งสองคนก็คงต้องรอกลับบ้านเดิมพร้อมหลินซื่อแล้ว
ตามประเพณีของที่นี่ บุตรสาวที่ออกเรือนแล้วไม่อาจกลับบ้านมารดาในวันแรกของปี มิฉะนั้นจะทำให้บ้านมารดาตกอับยากจนได้ หมายความว่า อย่างน้อยหลินซื่อต้องรอถึงวันที่สองของปีใหม่จึงจะสามารถกลับบ้านเดิมได้
แต่นางแต่งให้จูอู่ ก่อนหน้านางยังมีพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้สี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอสามวัน กว่าจะเวียนมาถึงรอบของนางก็เป็นวันที่หกแล้ว
เด็กสาวสองคนที่ยังไม่ออกเรือน ช่วงข้ามปีไม่กลับบ้าน แต่กลับบ้านมารดาในวันที่หกพร้อมพี่สาวที่ออกเรือนแล้ว นี่เรียกว่าอะไรกัน?
คนอื่นด่าเย่อวี๋หรานว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ คือเรื่องเล็ก แต่เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย จนถึงขั้นกระทบต่อเรื่องหมั้นหมายของพวกนาง
เย่อวี๋หรานมีเหตุผลที่จะสงสัยว่า นี่คงไม่ใช่ ‘แผนการชั้นต่ำ’ ที่แม่เฒ่าหลินผู้นั้นคิดออกมาหรอกกระมัง?
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ไม่ชอบครอบครัวนี้ ตอนแรกไม่อาจขายหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยออกไปได้สำเร็จ คราวนี้นางยังจะแตะต้องสองพี่น้องไม่ได้อีก? ขอเพียงทั้งสองคนไม่สามารถออกเรือนได้ สุดท้ายก็ยังคงตกไปอยู่ในกำมือของแม่เฒ่าหลินไม่ใช่หรือไร?
ตอนนั้นที่เย่อวี๋หรานสามารถสอดมือเข้าไปยุ่งได้ก็เพราะอ้างว่าเป็นเรื่องสะใภ้สี่ แต่ตอนนี้เรื่องก็ผ่านไปแล้ว ทั้งยังอยู่ในช่วงข้ามปี นางไม่มีเหตุผลให้สอดมือ จะปีใหม่อยู่แล้ว เจ้ายังไม่ปล่อยลูกสาวคนอื่นกลับไปอีกหรือ?
แต่การกลับไปครานี้จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เย่อวี๋หรานก็ไม่รู้แล้ว
แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้ายากจะคาดเดา เย่อวี๋หรานก็ไม่มีทางเลือก วันส่งท้ายปีเป็นโอกาสสุดท้ายของหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย วันนี้ไม่ว่าทางนั้นจะส่งคนมารับหรือไม่ นางก็ต้องหาวิธีส่งสองพี่น้องกลับไป ไม่อย่างนั้น ‘ชื่อเสียง’ ของพวกนางก็คงจะถึงคราวเสื่อมเสียจริง ๆ แล้ว
นี่ก็คือข้อจำกัดของยุคสมัย
บางครั้ง ‘ชื่อเสียง’ ก็สามารถกินคนได้