ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 193 การตายของหลินหมู่
บทที่ 193 การตายของหลินหมู่
เมื่อฟ้าสาง สะใภ้สกุลจูก็เริ่มทำงานอย่างเร่งรีบ คนที่รับผิดชอบจัดข้าวของก็จัดข้าวของ คนที่ต้องทำอาหารก็เข้าครัวไปทำงาน ส่วนคนที่ดูแลลูกน้อยก็ทำหน้าที่ของตนเองไป แม้แต่พวกผู้ชายก็ไม่ได้อยู่ว่าง วิ่งวุ่นไปทางนั้นทีทางนี้ที ต่างก็ยุ่งงานกันยิ่งนัก
ทุกครอบครัวจะมารวมตัวเพื่อรับประทานอาหารส่งท้ายปีด้วยกัน อาหารมื้อใหญ่เช่นนั้นเพียงพอที่จะทำให้พวกผู้หญิงทำงานกันครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว ทั้งยังต้องมีผู้ชายสักคนสองคนมาช่วยดูแลเรื่องฟืนไฟ รวมถึงทำงานที่ต้องใช้แรงมาก
นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมของสำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษในวันแรกของปีใหม่
เชิงเขาไท่ตังมีสกุลต่าง ๆ มากมาย อย่าเห็นว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ เหล่านั้นล้วนยากจนล้าหลัง แต่ทั้งหมู่บ้านสกุลจู หมู่บ้านสกุลหลิวและหมู่บ้านสกุลหลี่ต่างก็มีศาลบรรพชนประจำตระกูล
แม้จูเหล่าโถวจะแยกตัวออกมาจากวงศ์สกุลของบิดาแล้ว แต่ก็ยังเป็นลูกหลานสกุลจู ย่อมต้องทำงานเช่นกัน แต่เขาแค่ไม่ได้เป็นลูกชายคนโตในสายบิดาแล้วก็เท่านั้นเอง
ลูกชายคนโตของสายนั้นเปลี่ยนเป็นจูเหล่าซาน ส่วนหลานชายคนโตก็คือจูซานจ้วง
ส่วนฝั่งของจูเหล่าโถว ลูกชายคนโตคือจูต้า ส่วนหลานชายคนโตคือต้าเป่า
ดังนั้น ตอนที่สกุลจูวุ่นวายกันอยู่ จูเหล่าโถวก็พาจูต้าไปร่วมประชุมกับบรรดาผู้นำครอบครัวคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านสกุลจูที่เรือนของผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน เพื่อหารือเรื่องการเซ่นไหว้บรรพบุรุษในวันรุ่งขึ้น
“ท่านแม่ ท่านดูอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อออกมากี่รอบก็เห็นแม่สามียืนอยู่ในลานเรือน ไม่รู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่
“รอคน”
“วันนี้เป็นวันส่งท้ายปี ใครจะมาหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่องุนงง
“ถ้าไม่มีคนมา แสดงว่าเกิดเรื่องแล้ว”
หลี่ซื่อมีสีหน้าสงสัย
“เจ้าไปทำงานของเจ้าต่อเถอะ” เย่อวี๋หรานไล่นางไปทำอย่างอื่น
แต่หลี่ซื่อเป็นคนช่างจ้อเพียงนั้นจะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร พอไปถึงห้องครัวก็สอบถามกับสะใภ้คนอื่น ๆ
หลิ่วซื่อไม่ได้พูดอะไร แต่หลิวซื่อกลับเปรยขึ้นมา “ยังจะรออะไรได้อีก ก็รอคนสกุลหลินมาน่ะสิ วันนี้จะข้ามปีแล้ว ถ้าทางนั้นยังไม่ส่งคนมารับ ซานเม่ยกับซื่อเม่ยแย่แน่”
หลี่ซื่อจึงนึกขึ้นได้ทันที “ไอ้หยา หากเจ้าไม่พูด ข้าคงนึกว่าเด็กสองคนนั้นเป็นคนครอบครัวเดียวกันกับพวกเราแล้ว จริงด้วย จะข้ามปีอยู่แล้ว ทำไมทางนั้นยังไม่ส่งคนมารับอีก? พ่อพวกนางจะไม่สนใจเกินไปหน่อยหรือไม่?”
หลินซื่ออุ้มโถใบหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าปั้นยาก
“เอ่อ น้องสะใภ้ห้า มีอะไรหรือ เจ้าอุ้มอะไรเข้ามา?” หลี่ซื่อรู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินคำพูดของตัวเองแล้วก็รู้สึกประดักประเดิด จึงจงใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” หลินซื่ออารมณ์ไม่ดีจึงไม่สนใจอีกฝ่าย
จะข้ามปีอยู่แล้ว แต่ที่บ้านกลับยังไม่ส่งคนมารับ นางยังจะไม่รู้ความหนักเบาของเรื่องนี้อีก
หรือ?
คนอื่นจะร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์ แต่หลินซื่อคิดไม่ถึงเลยว่าบิดามารดาของนางจะใช้การไม่ได้ถึงเพียงนี้
ตนเองยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ ยังคิดว่าใครจะช่วยปกป้องลูกสาวของตนเองอีกหรือ?
ยามนั้นหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยนั่งอยู่ในห้องกับจูปาเม่ย ช่วยหลี่ซื่อดูแลลูกแฝดพลางทำงานอย่างอื่นไปด้วย
บางครั้งบางคราวพวกนางก็จะชะงักมือแล้วมองออกไปข้างนอก
น่าเสียดายที่ไม่ว่านางจะมองออกไปสักกี่ครั้งก็ไม่มีใครมารับ
หรือว่านางต้องอยู่ข้ามปีที่เรือนสกุลจูเสียแล้ว?
ถ้าทำได้ พูดกันจากใจจริงแล้ว นางสองคนอยากข้ามปีอยู่ที่เรือนสกุลจูใจจะขาด แต่พี่รองบอกพวกนางว่า แม้สกุลจูจะดีแค่ไหนก็ต้องกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าพวกนางก็ไม่อาจออกไปพบผู้คนได้แล้ว
เนื่องจากอาหารเย็นวันนี้คือมื้อครอบครัว จะรับประทานกันเร็วกว่าปกติเล็กน้อย อาหารเที่ยงจึงพลอยกินเร็วขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังเรียบง่ายกว่าที่เคย
แป้งกรอบไม่กี่แผ่นคู่กับอาหารง่าย ๆ ก็พอแล้ว
“ท่านแม่…” พอกินข้าวเสร็จ หลินซื่อก็อดรนทนไม่ไหว เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่อวี๋หราน
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว พวกนางเก็บข้าวของกันเรียบร้อยหรือยัง?” เย่อวี๋หรานถอนหายใจ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบนเขามีเสือ แต่ก็ยังต้องมุ่งหน้าไปหาเสือ คำกล่าวนี้คงสามารถนำมาใช้บรรยายสภาพนางในตอนนี้ได้กระมัง
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” หลินซื่อตอบกลับทันที “ท่านแม่ ข้าต้องไปส่งพวกนางด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไปด้วยกันเถอะ วันที่สองข้าจะให้จูอู่ไปรับเจ้า” เย่อวี๋หรานมองตาแล้วสั่งความ “พรุ่งนี้เป็นวันแรกของปี มะรืนจึงจะเป็นวันที่สอง ก็แค่นอนค้างสองคืนเท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องรับมือให้ได้”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
หลินซื่อออกไปข้างนอก ร้องเรียกหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย
ครั้นห่อข้าวของจัดไว้เรียบร้อยแล้ว พวกนางก็ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง จึงนำเงินที่เก็บสะสมไว้ในช่วงนี้ออกมา ต้องการให้พี่สาวช่วยซ่อนเอาไว้ให้พวกนาง เพราะพวกนางกลัวว่าถ้านำกลับไปด้วยอาจถูกคน ‘ค้น’ เอาได้
“ข้าก็กลับไปกับพวกเจ้าด้วยเหมือนกัน” หลินซื่อจึงไม่ได้รับเงินนั้นมา
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยตะลึง “พี่รองก็จะกลับ? ท่านไม่ได้จะกลับไปวันที่หกหรอกหรือเจ้าคะ?”
“ข้าเป็นห่วงพวกเจ้า ทุกคนรู้ว่าเด็กสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนไม่อาจอยู่ข้ามปีใหม่ในเรือนผู้อื่น ท่านพ่อท่านแม่ก็ต้องรู้อยู่แล้ว พวกเจ้าคิดว่าทำไมจนวันส่งท้ายปีแล้วพวกเขาจึงไม่ฝากใครมาบอกอะไรสักคำ?” ขอบตาหลินซื่อแดงก่ำ แต่ก็จำใจอย่างสุดแสน “พวกเจ้าอย่าฝากความหวังไว้ที่ท่านพ่อท่านแม่มากเกินไป พวกเราต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?”
ก็เหมือนกับตอนนั้นที่นางเลือกจูอู่และขอให้เขาแต่งตนเองเป็นภรรยาโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเพียงเพื่อจะหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น ตอนนี้ถ้าน้องสาวทั้งสองคนของนางต้องการจะหนีออกมาก็ได้แต่ต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยได้รับการสั่งสอนจากพี่รองมาไม่น้อย ขอบตาพวกนางก็พลอยแดงไปด้วย “พี่รอง…”
หลินซื่อกุมมือพวกนางแน่น รับปากกับพวกนางว่า “พวกเจ้าวางใจ ข้าจะต้องปกป้องพวกเจ้าแน่นอน ต่อให้ต้องสู้สุดชีวิตข้าก็จะปกป้องพวกเจ้า”
ปีนั้นที่พี่สาวคนโตออกเรือน นางยังเล็ก ไม่อาจทำอะไรได้ แต่คราวนี้นางเติบใหญ่แล้ว นางจะต้องสามารถปกป้องน้องสาวทั้งสองคนเอาไว้ได้แน่นอน
เย่อวี๋หรานรออยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง ครั้นไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็คิดจะเข้ามาเร่ง แต่กลับมาเห็นพวกนางสามพี่น้องกอดกันกลม ก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมาเบา ๆ
ระยะทางระหว่างหมู่บ้านสกุลจุกับหมู่บ้านสกุลหลินห่างไกลกันพอสมควร เย่อวี๋หรานกลัวว่าจะล่าช้าจึงยอมจ่ายเงินจ้างรถเทียมวัวมาคันหนึ่ง
หมู่บ้านทั้งสองไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้กัน นางเองยังต้องกลับมากินมื้อครอบครัว หากไม่เรียกรถเทียมวัวก็คงจะไม่ทันการ
แต่เย่อวี๋หรานคิดอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้ งานศพของภรรยาเก่ากับงานแต่งภรรยาใหม่จัดขึ้นในวันเดียวกัน
“เดี๋ยวก่อน ท่านเพิ่งพูดว่าวันนี้ใครแต่งงานนะ?!” หลินซื่อรีบรั้งแม่เฒ่าคนนั้นไว้
แม่เฒ่าสายตาฝ้าฟาง ยังจำไม่ได้ว่านางเป็นใคร “หลินซานโก่วอย่างไรเล่า อะไรหรือ? เจ้าไม่ได้มาดื่มสุรามงคลหรอกรึ?”
นางมองหลินซื่อขึ้น ๆ ลง ๆ รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาแต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
“หลินซานโก่วเป็นพ่อข้า” หลินซื่อกล่าว “แล้วแม่ของข้าเล่า? เขาจะแต่งงาน แล้วแม่ของข้าไปไหน?”
แม่เฒ่าตกใจ ครั้นตระหนักได้ว่าตนเองพูดพล่อยไปแล้วก็นึกอยากจะหนีไปทันใด
“ย่าสาม ข้าคือเหลียนฮวาเจ้าค่ะ เหลียนฮวาที่ท่านเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต ขอร้องท่านแล้ว บอกข้ามาเถอะเจ้าค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่…” หลินซื่อคุกเข่าลงทันที ขอร้องให้อีกฝ่ายบอกความจริงต่อนาง
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยตะลึงพรึงเพริด พวกนางไม่เข้าใจเลยสักนิด ก่อนหน้านี้มารดายังมาร่วมฉลองงานเลี้ยงครบเดือนของลูกชายพี่สะใภ้สี่อยู่แท้ ๆ แต่ทำไมผ่านมาแค่ไม่กี่เดือน คนกลับไม่อยู่เสียแล้ว?!
“ย่าสาม ข้าคือซานเม่ยเจ้าค่ะ แม่ข้าเสียได้อย่างไรเจ้าคะ ขอร้องท่านแล้ว รีบบอกข้าเถอะเจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้าเสียได้อย่างไร?”
“ฮือ ๆๆ…เมื่อเร็ว ๆ นี้ข้ายังเห็นท่านแม่อยู่เลย ทำไมแม่ข้าถึงไม่อยู่แล้วล่ะเจ้าคะ?”
……
คนหมู่บ้านเดียวกันมีความเกี่ยวข้องกันทางเครือญาติกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สามีของย่าสามผู้นี้มีบรรพบุรุษร่วมกันกับหลินซื่อ แต่ก็นับว่าห่างกันอยู่พอสมควร พอพบหน้าก็เรียกหาว่า “ย่าสาม” แต่ถ้าจะนับญาติกลับนับได้ไม่เต็มปาก
ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็สมควรเติมคำว่า ‘ถัง’ หรือ ‘เปี่ยว’ [1] เข้าไปด้วย แต่ญาติฝั่งสามีนับอีกอย่าง ฝั่งภรรยานับอีกอย่าง ทั้งสองฝ่ายล้วนไม่เหมือนกัน ไม่ค่อยสะดวกนัก จึงได้แต่กล้อมแกล้มเรียกไปว่า ‘ย่าสาม’
[1] ถัง 堂 ใช้เรียกลูกพี่ลูกน้องฝั่งพ่อ ส่วน เปี่ยว 表 ใช้เรียกลูกพี่ลูกน้องฝั่งแม่