ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 194 เหตุฆาตกรรม
บทที่ 194 เหตุฆาตกรรม
ดังนั้น ถ้าไปพบ ‘ท่านปู่ ก.’ หรือ ‘ท่านย่า ข.’ ในหมู่บ้านก็อย่าได้ประหลาดใจเกินไป เพราะต่างก็เป็นญาติห่าง ๆ แต่ถ้าจะให้บอกอย่างละเอียดว่าเป็นญาติฝ่ายไหนก็ยากจะบอกได้อย่างชัดเจน
เมื่อย่าสามท่านนี้จำพี่น้องทั้งสามได้จึงเล่าความจริงให้ฟังด้วยความเห็นใจ
“เรื่องราวเป็นมาอย่างไรข้าไม่รู้ ข้าเพิ่งได้ยินข่าวแม่เจ้าผูกคอตายเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง”
“แม่ข้าจะผูกคอตายได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้” หลินซื่อปฏิเสธทันควัน
วันนั้นแม่ลูกคุยกันพร้อมเสียงหัวเราะ มีความหวังต่ออนาคตเต็มเปี่ยม ทำไมถึงมาฆ่าตัวตายกะทันหัน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้เล่า?
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ข้าได้ข่าว นางก็สิ้นแล้ว ภายหลังย่าของเจ้ารังเกียจว่าแม่เจ้าตายได้ไม่รู้จักเวล่ำเวลา จะชักนำโชคร้ายเข้ามา ตอนนี้ยังเป็นช่วงข้ามปีด้วย นางอยากจัดงานมงคลล้างเคราะห์จึงไหว้วานคนหาแม่สื่อไปทาบทามแม่ม่ายที่มีลูกชายแล้วคนหนึ่งจากหมู่บ้านข้าง ๆ กันมาให้พ่อเจ้า อาศัยช่วงงานศพแม่เจ้าจัดงานมงคลไปเสียพร้อมกัน”
แม้สามีไม่จำเป็นต้องไว้ทุกข์ให้ภรรยา แต่คนที่นี่มีธรรมเนียมว่าหนึ่งปีหลังจัดงานศพไม่อาจจัดงานมงคลได้ โดยเฉพาะลูกชายลูกสาวที่ต้องไว้ทุกข์ให้บุพการี ภายในสามปีไม่อาจแต่งงาน
ด้วยเหตุนี้ ถ้าครอบครัวใดมีเหตุเร่งร้อนก็จะรีบจัดงานไปเสียพร้อม ๆ กัน ยกตัวอย่างเช่นแม่นางน้อยวัยสิบหก ถ้ารออีกสามปีก็จะกลายเป็นแม่นางใหญ่วัยสิบเก้าที่หาคนแต่งด้วยไม่ได้แล้ว จึงต้องเร่งจัดงานมงคล เรียกว่า ‘งานมงคลล้างเคราะห์’
พอจัดงานมงคล โชคร้ายก็จะถูกปัดเป่าไปด้วยไม่ใช่หรือ?
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยร้องไห้โฮ ไม่อยากเชื่อว่ามารดาของพวกนางจะจากไปทั้งอย่างนี้
ไม่ได้มีเพียงพวกนางที่ไม่เชื่อ แม้แต่เย่อวี๋หรานยังตะลึงไปด้วย ทั้งยังสงสัยว่ามีเรื่องเข้าใจผิดกันหรือไม่ “หมู่บ้านสกุลหลินของพวกเจ้ามีคนชื่อหลินซานโก่วกี่คน?”
หมู่บ้านสกุลหลินมีหลินซานโก่วกี่คน?
คนที่ชื่อมีคำว่าโก่วมีอยู่หลายคน แต่คนชื่อ ‘ซานโก่ว’ ทั้งยังแซ่หลินกลับมีเพียงคนเดียว
เย่อวี๋หรานถอนหายใจแล้วพาหลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยเดินทางไปยังเรือนสกุลหลิน
ท่ามกลางสิ่งประดับประดาสีขาวมีสีแดงปรากฏให้เห็น กึ่งขาวกึ่งแดง ทั้งยังมีสีดำแซมสลับ บันดาลให้เรือนสกุลหลินแลดูงดงามอย่างพิสดาร
โลงศพสีดำตั้งอยู่ด้านหนึ่ง คู่บ่าวสาวยืนเคียงข้างกัน รอบด้านยังรายล้อมด้วยฝูงชนที่มาร่วมแสดงความยินดี
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทั้งยังเป็นวันส่งท้ายปี ผู้มาร่วมงานมงคลคู่งานศพย่อมมีไม่มาก กอปรกับหลินหมู่เสียชีวิตกะทันหัน คนไม่น้อยลอบพึมพำ แทนที่จะบอกว่ามา ‘ร่วมแสดงความยินดี’ สมควรพูดว่ามา ‘สืบข่าว’ มากกว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลินหมู่ตายได้อย่างไร?”
“ว่ากันว่าผูกคอตายไม่ใช่หรือ?”
“เหลวไหล ตอนที่พวกข้ามา เสื้อผ้าก็เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ต้องมีปัญหาแน่นอน”
ส่วนว่าเป็นปัญหาอะไรนั้น พวกเขาก็ได้แต่คาดเดาไร้หลักฐาน
“หนึ่งไหว้ฟ้าดิน”
“สองไหว้บิดามารดา”
“สามสามีภรรยา…”
ไม่รอให้ประโยคนั้นสิ้นสุดลงก็ได้ยินเสียงดังปัง ประตูใหญ่ของเรือนสกุลหลินกระแทกผนังบังเกิดเสียงดังสนั่น
ผู้ดำเนินพิธีหยุดชะงัก
คนทั้งหลายหันไปทางต้นเสียง
เงาสี่เงายืนอยู่ตรงหน้าประตู ผู้อยู่ด้านหน้าเป็นสตรีสูงวัยผู้หนึ่ง ในมือของนางมีท่อนไม้หนาเท่าข้อมืออยู่อันหนึ่ง และยังทุบไปบนบานประตูโดยแรง ที่แท้เสียงดังเมื่อครู่ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้
“สวรรค์! นั่นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่นา?”
“ไอ้หยา อีกเดี๋ยวคงมีเรื่องสนุกให้ดูแล้วสิ”
“จะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า?”
คนทั้งหลายอดที่จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้
แม่เฒ่าหลินและหลินซานโก่วเห็นเย่อวี๋หรานก็สะดุ้งตกใจ
“เจ้ามาได้อย่างไร?” แม่เฒ่าหลินนึกถึงความรู้สึกตอนถูกมีดขวางคอในคราวนั้นก็อดจะร้อนรนไม่ได้
“ข้ามาได้อย่างไร? เจ้าก็ถามได้ประหลาดเสียจริง พ่อตาของลูกชายข้าแต่งงาน ไฉนจึงไม่แจ้งข่าวสะใภ้ห้าของข้าเลยเล่า?” เย่อวี๋หรานยิ้มเย็นพลางก้าวเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ “จะพูดอย่างไรก็เป็นดองกันแล้ว วันสำคัญเช่นนี้ข้ามาขอดื่มสุรามงคลสักจอกก็ไม่แปลกนี่นา?”
“ไม่แปลก แปลกตรงไหน?” แม่เฒ่าหลินร้องเรียกลูกสะใภ้ บอกให้หาม้านั่งมาเพิ่ม แล้วเชื้อเชิญให้เย่อวี๋หรานนั่งลง แต่กลับไม่สนใจหลานสาวทั้งสามคนที่อยู่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้พวกนางกล้ากว่านี้ก็ไม่มีทางอาละวาดได้หรอก
ทว่าสิ่งที่แม่เฒ่าหลินคิดไม่ถึงก็คือ คราวนี้คนที่ ‘คลุ้มคลั่ง’ กลับไม่ใช่เย่อวี๋หราน แต่เป็นหลานสาวที่ถูกมองข้าม
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยมองไปทางโลงศพสีดำที่ตั้งอยู่กลางงานก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
“ท่านแม่?!” หลินซื่อร้องอย่างโศกเศร้าพลางถลาเข้าไปกอดโลงศพ “นี่ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องจริง ท่านแม่ คราวก่อนท่านยังดี ๆ อยู่เลย ข้ายังเอาเงินให้ท่าน…”
“ท่านแม่!” หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยก็ร่ำไห้โศกเศร้า วิ่งเข้าไปผลักฝาโลงออก
“พวกเจ้าจะทำอะไร?!” แม่เฒ่าหลินหน้าเปลี่ยนสีทันใด รีบร้องห้ามพวกนาง
เย่อวี๋หรานยื่นมือเข้าไปดึงแขนแม่เฒ่าหลิน “ทำอะไร? คนเป็นลูกสาวอยากดูหน้ามารดาเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังไม่ได้ นี่จะไร้คุณธรรมเกินไปหรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้เป็นวันส่งท้ายปี ข้าคิดว่าพ่อแม่ของพวกนางคงอยากเจอหน้าลูกสาวจึงรีบพาคนมาส่งโดยเฉพาะ ไม่อย่างนั้นก็คงจะพลาดโอกาสไปแล้วสินะ”
“หลินซานโก่ว เจ้าโง่ ยังไม่รีบไปขวางพวกนางไว้อีก” แม่เฒ่าหลินสลัดอย่างไรก็ไม่หลุดจึงหันไปตวาดหลินซานโก่ว ดุด่าว่าเขาไร้ค่า ภรรยาตัวเองจัดการไม่ได้ก็แล้วไปเถอะ นี่แม้แต่ลูกสาวตัวเองก็ยังเอาไม่อยู่ เขายังเป็นผู้ชายอยู่หรือไม่?
สมควรแล้วที่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีลูกชาย ถึงคราวตายก็คงไม่มีใครส่งศพ
ไม่รู้ว่าหลินซานโก่วถูกประโยคใดของมารดาแทงใจ จึงกุมศีรษะทรุดนั่งลงบนพื้นร้องเสียงแหลม “อ๊า…หยุดพูด ขอร้อง หยุดพูดได้แล้ว ท่านแม่…”
“เจ้ามันไร้ค่าสิ้นดี!” แม่เฒ่าหลินเห็นเขามีสภาพแบบนั้นก็ยิ่งดุด่ารุนแรงกว่าเดิม นึกแค้นใจว่าตนเองไม่น่าคลอดลูกชายคนนี้ออกมาเลย
ทว่าแปลกตรงที่ไม่ว่านางจะดุด่ารุนแรงเพียงใด ก็กลับไม่คิดจะหันไปสั่งการลูกชายลูกสะใภ้คนอื่นให้ไปขัดขวางพวกหลินซื่อ
ด้วยเหตุนี้ อีกด้านหนึ่ง หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยจึงช่วยกันเลื่อนเปิดฝาโลงอย่างแรงต่อหน้าทุกคน เผยให้เห็นสตรีที่มีผ้าขาวคลุมหน้าเอาไว้ผู้หนึ่ง
เพียงมองเสื้อผ้าก็ทราบว่านั่นเป็นชุดเก่าของมารดาพวกนาง แม้แต่เสื้อผ้าที่พอดีตัวสักชุดยังไม่มีใส่
“ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่แม่ข้า ท่านไม่ใช่แม่ข้า…” หลินซื่อร้องไห้หนักกว่าเดิม ปฏิเสธสิ่งที่เห็นขณะที่มือสั่นเทิ้มยื่นเข้าไปดึงผ้าขาวผืนนั้นลงมา
ทันทีที่ดึงผ้าออก หลินซื่อก็แทบไม่อยากจะเชื่อ ไม่ผิดแน่ ผู้ที่นอนอยู่ในโลงคือมารดาของนางไม่ผิดแล้ว แต่รอยแผลอาบโลหิตขนาดใหญ่บนศีรษะมารดามาได้อย่างไรกัน?!
“ท่านแม่?! ท่านเป็นอะไรไป? ทำไมมีเลือดออกเยอะแบบนี้ล่ะเจ้าคะ?”
“ท่านแม่ของข้า! ฮือ ๆๆ…พวกเขาทำอันใดกับท่านกันแน่?”
“ฮือ ๆๆๆๆ…”
สามพี่น้องร่ำไห้เสียงดังสนั่น
“แย่แล้ว! จบสิ้นแล้ว!” เมื่อฝาโลงเปิดออก ขาแม่เฒ่าหลินก็อ่อนยวบ
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็ไม่สนใจอีกฝ่าย แต่หันไปสนใจสภาพในโลงศพแทน
เห็นได้ชัดว่าหลังเกิดเหตุ เสื้อผ้าบนร่างของหลินหมู่ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด ผ้าขาวที่นำมาคลุมเอาไว้ก็เพื่อปกปิดความจริงบางอย่างโดยเฉพาะ
บาดแผลบนศีรษะสาหัสยิ่งนัก รอยยุบมีขนาดประมาณเท่าไข่ไก่ เพียงมองก็ทราบว่าเป็นอาการบาดเจ็บที่ทำให้เสียชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้เย่อวี๋หรานสะเทือนใจก็คือ รอยยุบนั้นไม่เหมือนถูกชนโดยไม่ตั้งใจ แต่คล้ายกับว่าถูกของบางอย่างทุบเอามากกว่า
ไม่เพียงเท่านั้น บนคอของหลินหมู่ก็มีรอยถูกเชือกรัด เบาะแสต่าง ๆ ชวนให้คนคิดไปในทางร้าย
“เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านของพวกเจ้าเล่า? รบกวนพวกท่านไปแจ้งพวกเขาทีว่าที่นี่เกิดเหตุฆาตกรรม” สีหน้าของเย่อวี๋หรานเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
ว่าแล้วเชียว ถึงหลินหมู่จะดูเหมือนอ่อนแอ แต่ในฐานะมารดากลับเข้มแข็งยิ่งนัก สตรีผู้นี้… เพื่อชื่อเสียงของลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนแล้ว ย่อมไม่มีทางฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน