ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 196 ข้าเป็นคนฆ่าเอง
บทที่ 196 ข้าเป็นคนฆ่าเอง
หลังจากที่หลินซานโก่วเข้ามาเรื่องก็ยิ่งแย่ลงไปอีก
เขายังคงนั่งอยู่ที่พื้นตำแหน่งเดิมไม่ขยับเขยื้อน
ไม่ว่าใครจะถามอะไรเขาก็ทำราวกับไม่ได้ยิน ไม่ยอมปริปากตอบแม้แต่น้อย
“หลินซานโก่ว?” ผู้อาวุโสหลินถูกคนพวกนี้ทำให้มีน้ำโหขึ้นมา “สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าและเมียถงเกิน? เมียเจ้าเพิ่งตาย แล้วเหตุใดท้องนางถึงได้โตเช่นนั้น?”
หลินซานโก่วก้มหน้า “…”
“เจ้าไม่ต้องมาแกล้งโง่ มองนางปราดเดียวก็รู้ว่าท้องสี่ห้าเดือนแล้ว เจ้ากับนางต้องไม่ได้พบกันแค่วันสองวันเป็นแน่ ช่วงเวลานั้นเมียเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี่นา” ผู้อาวุโสหลินพูดอย่างมีโทสะ “เจ้าจะไปมั่วกับผู้หญิงข้างนอกก็ช่างเจ้า แต่มามั่วถึงคนในเครือญาติเดียวกัน เจ้าไม่มียางอายบ้างหรือ? เจ้าไม่กลัวถงเกินจะลุกขึ้นมาจากหลุมแล้วมาหาเจ้าตอนกลางคืนบ้างหรือ?”
หลินซานโก่วยังคงก้มหน้า “…”
ผู้อาวุโสหลินโกรธมากจนเริ่มด่าว่าชายหญิงที่เป็นชู้กันควรถูกจับยัดคอกหมู[1] แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีการตอบสนองแม้แต่น้อย
“กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ เจ้ายังเป็นผู้ชายอยู่หรือไม่?”
คาดไม่ถึงว่าเมื่อผู้อาวุโสหลินโกรธจนคิดจะยอมแพ้ หลินซานโก่วกลับเปิดปากพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ใช่ เมียข้า ข้าเป็นคนฆ่าเอง”
ผู้อาวุโสหลินและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านสกุลหลินมองหน้ากันและรีบถามทันที “เจ้าเป็นคนฆ่าเมียเจ้าหรือ?”
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยเงยหน้าขึ้น สายตาจ้องมองไปทางพ่อของพวกนางอย่างตกตะลึง แม้พวกนางจะสงสัยว่าพ่อจะเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ ทว่าพวกนางก็สงสัยว่าเป็นฝีมือของย่าหรือแม่ม่ายคนนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นพ่อของพวกนางเอง?!
หลินซานโก่วนิ่งไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าสายตาควรมองไปที่ใด “ข้าเป็นคนฆ่าเอง”
“ข้าบอกว่าข้าต้องการลูกชาย แต่ตลอดมานางก็ไม่เคยคลอดลูกชาย แม่กับข้าทะเลาะกันมาโดยตลอดว่าคลอดลูกชายให้ข้า ๆๆ…ในบรรดาพวกเราผู้ชายสามพี่น้อง มีแค่ข้าคนเดียวที่ไม่มีลูกชาย”
“ทุกคนล้วนหัวเราะเยาะข้า บอกว่าข้าไร้น้ำยา ชาติที่แล้วคงไปก่อกรรมบาปหนา ชาตินี้จึงไม่มีลูกชาย”
…..
เขาบอกว่าความรู้สึกที่ถูกทุกคนกดหัว ‘ดูถูกเหยียดหยาม’ มันทำให้เขาแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว
แม่คอยบังคับเขา พวกชาวบ้านคอยดูถูกเขา พวกลูกสาวก็ดูแคลนเขา เขารู้สึกว่าตัวเองล้วนถูกทุกคนเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้า
เขาไม่ได้ขอสิ่งอื่นเลย เขาต้องการเพียงลูกชายคนหนึ่งเท่านั้น
ในตอนนี้ที่เขาเห็นเมียถงเกินให้กำเนิดลูกชาย
ผู้ชายของนางตายไปตั้งหลายปีแล้ว แต่นางยังคลอดลูกชายให้ผู้ชายของนางได้
“ท่านเข้าใจความรู้สึกนั้นหรือไม่? คนตาย แม้แต่คนตายก็ยังหัวเราะเย้ยหยันข้าได้ เขามีลูกชายส่วนข้าไม่มี ข้ายังสู้คนตายไม่ได้เสียด้วยซ้ำ”
ดังนั้นในวันนั้นเขาจึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น และได้กดเมียถงเกินที่หลังกองฟางด้วยความต้องการ
เขาบอกกับนางว่า “ตราบใดที่เจ้ามีลูกชายให้ข้าสักคนหนึ่ง ข้าจะแต่งงานกับเจ้า”
“ครั้งนั้นครั้งเดียว แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว…” หลินซานโก่วพูดเน้นอยู่หลายรอบ เขาบอกว่าแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เมียถงเกินก็บอกกับเขาว่านางท้อง ดูจากลักษณะภายนอกซึ่งมีผลกระทบจากภายในซึ่งเหมือนกับช่วงที่นางท้องในตอนนั้น คาดว่าน่าจะเป็นลูกชายเช่นกัน
นางมาหาเขาถามว่าเขาจะแต่งงานกับนางเมื่อใด เขาพูดไปแล้วไม่สามารถกลับคำได้
หลินซานโก่วชะงักถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสหลินก็อดรนทนรอไม่ไหวอีกต่อไป “สรุปแล้วเจ้าเป็นคนฆ่าเมียของเจ้าหรือ?”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจฆ่านาง” หลินซานโก่วพูดต่อ “เป็นนางที่รู้เรื่องของข้ากับเมียถงเกิน และมาทะเลาะกับข้า ทั้งยังจะไปคิดบัญชีกับทางฝั่งเครือญาติ ข้าจึงพลั้งมือผลักนางทีหนึ่ง จนนางหัวกระแทกและล้มลงพื้น…”
เขาบอกว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าหลินหมู่ เพียงแต่เห็นหัวนางเต็มไปด้วยเลือดนอนล้มอยู่บนพื้น เขากลัวตัวเองจะกลายเป็นฆาตกร จึงทำให้นางดูเหมือน ‘ฆ่าตัวตาย’ คิดจะลบล้างความผิดของตัวเอง
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยปิดปากตัวเอง พวกนางทนไม่ไหวจนต้องร้องไห้ “โฮ” ออกมาอีกครั้ง
พวกนางควรจะดีใจหรือไม่ที่พ่อของพวกนางเดิมทีไม่ได้คิดจะฆ่าแม่ของพวกนาง และการ
‘ฆาตกรรม’ ครั้งนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุ?
ฮือ ๆๆ…คนหนึ่งก็แม่พวกนาง คนหนึ่งก็พ่อพวกนาง ทำไมพวกนางต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ด้วย?
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของพวกลูกสาว หลินซานโก่วก็ราวกับรู้สึกตัวขึ้นมา
“ฮือ ๆๆๆ…นั่นท่านแม่ ท่านแม่ของข้า ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้?” ท้ายที่สุดหลินซื่อก็ทนไม่ไหวร้องไห้และวิ่งเข้าไปทุบตีผู้เป็นพ่อ “ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร? นางเป็นภรรยาของท่าน แม้จะไม่เคยคลอดลูกชายให้ท่าน แต่ก็ยังคลอดลูกสาวให้ท่านสี่คน ลูกสาวสี่คน…”
ราวกับสวรรค์ร่วงหล่น หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน “ฮือออ…”
หลินซานโก่วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น อยากจะพูดอะไรบางอย่าง ปากขยับไปมา แต่กลับไม่ได้พูดออกมา
เขาเคลื่อนสายตาไปทางอื่น ปล่อยให้ลูกสาวคนที่สองทุบตีตัวเองโดยไม่ตอบโต้หรือหลบเลี่ยง ราวกับว่าหากทำเช่นนี้จะสามารถลบล้างความผิดของเขาได้
ผู้อาวุโสหลินและเจ้าหน้าที่เห็นว่าคดีนี้ ‘คลี่คลาย’ แล้ว จึงคิดจะให้คนพาหลินซานโก่วออกไป และเตรียมจะปิดคดี
“รอเดี๋ยว” ทันใดนั้นเองเย่อวี๋หรานก็พูดขึ้นมา
นางยืนขึ้นและค่อย ๆ เดินไปหาหลินซานโก่ว
หลินซานโก่วได้ยินเสียงก็หันไปมองนาง พอเห็นว่าเป็นนางก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา
สามพี่น้องสกุลหลินที่กำลังร้องไห้ก็รีบปิดปากในทันที ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาอีก
“ยายจู คดีนี้กระจ่างแล้ว…” ผู้อาวุโสหลินคิดจะเตือนนาง
เย่อวี๋หรานพลันยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าไม่ให้เขาพูด นางยืนอยู่เบื้องหน้าหลินซานโก่ว ถามด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “ตอนที่เจ้าเผลอผลักหลินหมู่ล้ม หัวนางไปกระแทกกับอะไร?”
หลินซานโก่วชะงักไปครู่หนึ่ง
“มุมโต๊ะหรือมุมกำแพง?”
“โต๊ะ…มุมโต๊ะ” หลินซานโก่วดูลังเล
“อืม มุมโต๊ะ เช่นนั้นเป็นโต๊ะตัวนี้” เย่อวี๋หรานชี้ไปทางโต๊ะอาหารตัวใหญ่ที่ห้องโถง จากนั้นก็ชี้ไปยังทิศทางของห้องนอน “หรือในห้องนอนเจ้า?”
หลินซานโก่วย้อนคิดถึงลักษณะของโต๊ะในห้องอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นโต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ตัวนี้”
“เจ้าอธิบายให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ว่านางกระแทกอย่างไร?” เย่อวี๋หรานยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหารตัวใหญ่และพูดกับเขาต่อ “เจ้าบอกมา แล้วเดี๋ยวข้าจะลองทำดู”
หลินซานโก่วกลืนน้ำลาย ก่อนจะอธิบายออกมา
เย่อวี๋หรานทำตามที่เขาพูด คอยถามรายละเอียดอย่างต่อเนื่องอย่างเช่นตีจากมุมไหนไปมุมไหน ตีจากองศาไหน ตีกี่ครั้ง
“งั้นก็เป็นมุมนี้”
“ใช่ เป็นมุมนั้น”
“ครั้งเดียว ถ้ากระแทกครั้งเดียวก็แบบนี้”
…..
ในใจของผู้อาวุโสหลินและเจ้าหน้าที่ทางการของหมู่บ้านสกุลหลินสะดุด ‘กึก’ แม้ว่าเพราะความต่างของชายหญิงทำให้พวกเขาไม่สามารถลงมือตรวจสอบบาดแผลบนร่างของหลินหมู่ได้ แต่ที่จริงตอนที่พวกเขาเข้าไปในห้องโถง พวกเขาก็ได้เห็นบาดแผลบนหัวของหลินหมู่แล้ว
ในตอนนั้นเย่อวี๋หรานพูดอย่างไรเล่า?
“พวกท่านสามารถหาแม่เฒ่าสักคนมาตรวจสอบบาดแผลบนร่างกายหลินหมู่ได้ บนศีรษะมีรอยยุบ ตรงคอมีรอยเชือกรัด ส่วนว่าบนร่างกายยังมีรอยอื่น ๆ อีกหรือไม่ ยังไม่ได้ตรวจสอบ…”
เพราะบอกว่า ‘รอยยุบ’ ทั้งสองจึงสังเกตบาดแผลนั้นอย่างละเอียด ดูเหมือนการกระแทกเพียงครั้งเดียวไม่น่าทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนั้นได้
ผู้อาวุโสหลินและเจ้าหน้าที่ทางการหมู่บ้านสกุลหลินถึงกับนิ่งไป “…”
หลินซานโก่วโกหก
แต่ทำไมเล่า? ทำไมเขาต้องโกหก?
หรือเพื่อปกป้องคนอื่น จึงไม่ยอมพูดความจริงออกมา?
เช่นนั้นใครกันที่ทำให้เขาเต็มใจ ‘ปกป้อง’ เช่นนี้?
[1] ยัดคอกหมู ในสมัยก่อนบางพื้นที่เช่นหมู่บ้านที่ห่างไกล หากพบว่ามีชายหญิงที่เป็นชู้กับคนอื่นลับหลังคู่ครองของตน สามารถไปแจ้งกับผู้อาวุโสของพื้นที่นั้น ๆ จะมีการลงโทษคนทั้งสองโดยฝ่ายชายจะถูกทุบตีจนตายด้วยไม้ และฝ่ายหญิงถูกจับใส่เข้าไปในคอกไม้ไผ่สานขนาดใหญ่และนำไปถ่วงน้ำ หรือบางกรณีฝ่ายชายก็ถูกจับใส่เข้าไปในคอกไม้ไผ่สานขนาดใหญ่และนำไปถ่วงน้ำเช่นเดียวกับฝ่ายหญิง