ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 199 ส่งศพ
บทที่ 199 ส่งศพ
“ไม่อธิบายหน่อยรึ?”
เมียถงเกินต้องอธิบายอยู่แล้ว บอกว่านั่นเป็นสินเดิมของนาง เป็นสมบัติก้นหีบที่มารดาหลงเหลือเอาไว้ให้นาง
ใช่ นางยอมรับว่าแม่ม่ายลูกติดมีชีวิตไม่ง่ายดาย นางเองก็ลำบากมากเหมือนกัน แต่หมู่บ้านสกุลหลินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสงบสุขไร้เรื่องราวมาตลอด คนอื่น ๆ ไม่อาจรังแกนางได้
ตีนางให้ตายก็ไม่มีทางยอมรับหรอกว่ามีอะไรในกอไผ่ นางใช้ชีวิตอย่าง ‘บริสุทธิ์ผุดผ่อง’ มาถึงทุกวันนี้นี่แหละ มีเพียงเรื่อง ‘หลินซานโก่ว’ เท่านั้นที่เป็นเหตุสุดวิสัย
เย่อวี๋หรานไม่สนใจสักนิดว่าเด็กในท้องของสตรีผู้นี้เป็นลูกของหลินซานโก่วหรือไม่ นางแค่ต้องการทำให้หลินซานโก่วเชื่อว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของเขา เช่นนั้นแล้วเขายังต้องโกหกเพื่อ
‘ปกป้อง’ ใครอีกหรือ?
แต่ละคนต่างพูดไม่เหมือนกัน แต่ไม่มีสักคนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่าตอนที่พวกเขาตอบคำถาม เพียงกล่าวถึงด้านที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุดเท่านั้น
แม้แต่ตอนที่หลินซานโก่ว ‘โกหก’ ยังไม่ลืมแก้ตัวว่าการตายของหลินหมู่เป็น ‘เหตุไม่คาดฝัน’ เขาไม่ได้เจตนาจะทำเช่นนั้น
สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ถ้าหลินซานโก่วมาได้ยินว่าคนที่เขาพยายามปกป้องกำลังสาดน้ำโคลนใส่เขาอยู่เล่า?
“เจ้าได้ยินนางพูดหมดแล้ว เจ้าคิดว่าผู้หญิงแบบนาง เด็กในท้องนางยังเป็นลูกของเจ้าอยู่หรือ?” เย่อวี๋หรานให้คนพาหลินซานโก่วที่หลบอยู่อีกมุมหนึ่งออกมาต่อหน้าต่อตาเมียถงเกิน
ใบหน้าของหลินซานโก่วปราศจากความรู้สึก
เมียถงเกินหน้าซีด “ข้าพูดจริง ๆ นะ ซานโก่ว เจ้าต้องเชื่อข้า เด็กในท้องข้าเป็นลูกเจ้าจริง ๆ”
“ปิ่นปักผมบนศีรษะเจ้า ใครให้มา?” หลินซานโก่วจ้องศีรษะนางพลางถาม
“แม่ข้าทิ้งไว้ให้ข้า นาง…”
หลินซานโก่วพูดแทรกนาง “คราวที่แล้วเจ้ามาขอยืมเงินกับข้า บอกว่าลูกเจ้าไม่สบาย เจ้าไม่มีเงิน สิ่งของในเรือนก็เอาไปขายหมดแล้ว ถ้าไม่จำเป็นถึงที่สุดจริง ๆ เจ้าไม่มีทางมาหาข้า”
“ซานโก่ว…” เมียถงเกินนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้แล้วเช่นกัน จึงรู้สึกร้อนรนกระวนกระวาย
“ลำพังปิ่นปักผมอันนี้ของเจ้าก็แลกเงินค่ารักษาให้ลูกเจ้าได้เหลือเฟือแล้ว เหตุใดยังต้องมายืมเงินข้า?”
น้ำตาพลันร่วงเผาะลงมาจากหางตาของเมียถงเกิน นางอธิบายเสียงสะอื้นว่านั่นเป็นของดูต่างหน้าของมารดา ต้องเก็บไว้ให้ลูกสาว ไม่สามารถนำไปขายได้ นางถูกบีบคั้นจนไร้หนทางจริง ๆ มีเพียง ‘ของดูต่างหน้า’ ชิ้นนี้ที่ไม่อาจขายได้เด็ดขาด
หลินซานโก่วมีท่าทีอ่อนลง แต่ก็ยังยืนหยัดถามนางต่อไป “เจ้าตอบข้ามาตามตรง เด็กคนนี้เป็นลูกข้าหรือลูกของพี่ชายข้ากันแน่?”
เมียถงเกินนิ่งอึ้ง “พี่เจ้าอะไรกัน?! ซานโก่ว เจ้าพูดอันใดออกมา”
“ข้าได้ยินที่เจ้าพูดกับท่านแม่หมดแล้ว นางบอกให้เจ้าตัดขาดกับพี่ชายข้า”
“ซานโก่ว” เมียถงเกินตกใจยิ่งนัก พูดออกมาตรง ๆ ว่าเขาได้ยินผิดแล้ว ตัดขาดอะไรกัน นางไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับหลินต้าเซิง
คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวพันไปถึงลูกชายคนโตของแม่เฒ่าหลินด้วย
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องตลกร้ายอย่างแท้จริง หลินซานโก่วถึงกับยอมแบกรับความผิดโทษฐานฆ่าคนตายเพื่อเด็กในท้องเมียถงเกิน ขณะที่เด็กคนนี้อาจเป็นลูกของคนอื่นเนี่ยนะ?!
จุดพลิกผันเช่นนี้ช่างสมคำกล่าวที่ว่า ชีวิตคนดุจดั่งละคร ละครดุจดั่งชีวิตคนเสียจริง
ตอนที่หลินต้าเซิงถูกคุมตัวเข้ามายังแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไม่อยากยอมรับ แต่เมื่อภรรยาของเขาได้ยินว่าเด็กในท้องเมียถงเกินอาจเป็นลูกของหลินต้าเซิง นางก็ระเบิดทันที ปราดเข้าไปตบตีหลินต้าเซิง
ภายหลังยิ่งไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว คำพูดของภรรยาหลินต้าเซิงที่โพล่งออกมาด้วยความเดือดจัดเปิดโปงจนหมดเปลือกว่าเขากับเมียถงเกินเป็นชู้กัน ทั้งยังเป็นมานานแล้วด้วย
สาเหตุที่แม่เฒ่าหลินยอมรับเมียถงเกินเข้าเรือนก็เพราะว่าไม่ว่าเด็กคนนี้จะเป็นลูกเต้าของใครก็เป็นคนสกุลหลินจริงแท้แน่นอน หลินต้าเซิงก็ไม่อาจปลดภรรยาได้ หลินซานโก่วที่ภรรยาเสียชีวิตจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
“ฮือ ๆๆๆ…” เมื่อความจริงทุกอย่างเปิดเผยออกมา หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยก็กอดโลงศพของหลินหมู่ร่ำไห้เสียงดังขึ้นมาอีกครา
เย่อวี๋หรานมองเรือนสกุลหลินที่เละเทะไปหมดเช่นนี้ หาใช่วุ่นวายธรรมดา ข้ามปีกันแบบนี้ ปีหน้ายังจะดีได้หรือไม่?
นางไม่ได้เชื่อเรื่องโชคลาง แต่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นตั้งแต่ปีใหม่ก็ไม่ใช่การเริ่มต้นที่ดีเลยจริง ๆ
ตามกำหนดการเดิมวันนี้ต้องส่งศพหลินหมู่ขึ้นเขา กอปรกับเป็นช่วงข้ามปี ใครก็ไม่อยากลากถ่วงเวลาออกไป ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่มาคุยกับเย่อวี๋หรานแล้วก็ตัดสินใจว่ายังคงส่งศพขึ้นเขาตามกำหนดเดิมดีกว่า ฝังเสร็จแล้วจะได้ยุติเรื่องราวโดยเร็ว
ทั้งยังบอกให้นางวางใจเรื่องหลินซานโก่วและเมียถงเกิน ในเมื่อความจริงทุกอย่างกระจ่างแล้ว พวกเขาจะต้องมอบคำอธิบายให้พวกหลินซื่อสามพี่น้องแน่นอน
“ผู้อาวุโส พวกท่านไปพูดกับเหลียนฮวาเถอะเจ้าค่ะ” เรื่องหลังจากนี้เย่อวี๋หรานไม่คิดจะตัดสินใจแทนหลินซื่อแล้ว
ในฐานะลูกสาว หลินซื่อต้องมีความคิดเห็นของตนเองแน่นอน ถ้านางก้าวก่ายมากเกินไปจะกระทบต่อความสัมพันธ์แม่สามีกับลูกสะใภ้ได้
ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่เห็นนางออกปากเองแล้วก็โล่งใจไปตาม ๆ กัน รีบหันไปเจรจากับหลินซื่อ
หลินซื่อร้องไห้จนตาบวมแดง วันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากเกินไป นางหมดสิ้นแรงกายแรงใจจะไปสนใจอะไรอีกแล้ว นางร้องไห้พลางบอกให้ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านตัดสินใจแทนนางได้เลย
จวบจนยามนี้นางค่อยเข้าใจถ่องแท้ถึงความแตกต่างอันยิ่งใหญ่ระหว่างมีลูกชายกับไม่มีลูกชาย ถ้านางเกิดมาเป็นผู้ชาย เวลานี้ก็สามารถอยู่ที่เรือนจัดการเรื่องหลังของมารดาได้แล้ว
ทว่านางกลับเป็นลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้ว จึงทำได้แค่ไหว้วานให้ญาติผู้ใหญ่ในตระกูลช่วยจัดการให้
“ฮือ ๆๆๆๆ…” นางร้องไห้ แค้นใจที่ตนเองไม่ได้เกิดมาเป็นลูกชาย
ถึงคราวแห่ขบวนศพขึ้นเขา ความต่างก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง ลูกสาวสามารถหามโลงศพได้ แต่คนที่ประคองป้ายวิญญาณของมารดา และเดินนำอยู่หน้าขบวนต้องเป็น ‘ลูกชาย’ เท่านั้น
มารดาของนางไม่มีลูกชายจึงต้องให้หลานชายมารับทำหน้าที่นี้ แล้วก็บังเอิญเป็นลูกชายของพี่ชายสองคนของหลินซานโก่วพอดี
“ไม่ได้ ให้พวกเขาทำไม่ได้” หลินซื่อปฏิเสธทันควัน ครอบครัวของลุงใหญ่และลุงรองเกี่ยวข้องกับการตายของมารดานางอย่างเลี่ยงไม่พ้น ต่อให้นางต้องตายก็ไม่มีวันยอมให้ลูกชายของคู่แค้นมาอุ้มป้ายวิญญาณของมารดานาง
ผู้อาวุโสหลินก็ตระหนักถึงข้อนี้จึงเลือกญาติผู้ชายที่ห่างออกไปอีกหน่อยมาทำหน้าที่นี้แทน เขาเรียกเด็กชายคนหนึ่งมาเปลี่ยนใส่ชุดไว้ทุกข์ ช่วยถือป้ายวิญญาณ สุดท้ายค่อยหามโลงศพออกเดินขบวน
ของหลายอย่างของพวกหลินซื่อสามพี่น้องเตรียมการกันอย่างฉุกละหุก กระทั่งชุดไว้ทุกข์ก็ยังไม่พอดีตัว แต่ก็ได้แต่ถูไถไปเช่นนี้
พวกนางร่ำไห้ตลอดทางจนถึงบนเขา มองคนในหมู่บ้านช่วยกันหามโลงศพลงหลุม
บนทางขากลับ หลินซื่อร้องไห้จนเกือบหมดสติ นางร่ำร้องเสียงดังอย่างไม่ต้องการจะจากไป “ท่านแม่…ท่านแม่…ฮือ ๆๆ ท่านแม่ ต่อไปข้าไม่มีแม่แล้ว…”
ท้องฟ้ามืดมิดลงตามลำดับ
วันในฤดูหนาวมืดเร็วยิ่งนัก เย่อวี๋หรานดูสถานการณ์แล้วก็ทราบว่าวันนี้คงกลับไปไม่ทัน นางยังไม่สบายใจถ้าจะปล่อยพวกหลินซื่อสามพี่น้องไว้ทางนี้เพียงลำพัง จึงไหว้วานสารถีรถเทียมวัว ให้เขาช่วยกลับหมู่บ้านสกุลจูไปแจ้งเรื่องที่เรือนให้สักหน่อย
เมื่ออาหารเย็นถูกนำมาส่งถึงในห้อง หลินซื่อยังคงนั่งหลั่งน้ำตาอยู่บนเตียงอย่างเงียบ ๆ
เย่อวี๋หรานเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จจึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าทุกข์ใจ รู้สึกว่ามันยากเกินจะรับไหว เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใครก็น่าเศร้าทั้งนั้น แต่เมียเจ้าห้า เจ้ายังมีน้องสาวอีกสองคน ถ้าเจ้าไม่เข้มแข็งเข้าไว้ แล้วน้องสาวสองคนของเจ้าจะทำอย่างไร?”
หลินซื่อคล้ายจะได้สติจึงเงยหน้าขึ้นมา
“แม่เจ้าตายแล้ว อีกไม่กี่วันพ่อเจ้าก็จะถูกส่งตัวให้ทางการ ถึงตอนนั้นคนที่ซานเม่ยกับซื่อเม่ยจะพึ่งพาได้ก็มีแต่เจ้าเท่านั้น เจ้าคงไม่ได้คิดจะพึ่งพาพี่สาวคนโตของเจ้าหรอกกระมัง?” เย่อวี๋หรานกล่าว “กว่าพี่ใหญ่ของเจ้าจะรู้ข่าวก็คงเป็นวันที่สองหรือวันที่สามของปีใหม่เข้าไปแล้ว รอจนนางมาที่นี่ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ชีวิตของนางที่บ้านแม่สามีก็ยังลำบาก เจ้าคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้พี่ใหญ่เจ้ายังจะรับน้องสาวสองคนกลับไปด้วยได้อยู่หรือ?”