ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 200 ช่วงชิงสิทธิ์เลี้ยงดูและจัดการเรื่องมงคล
บทที่ 200 ช่วงชิงสิทธิ์เลี้ยงดูและจัดการเรื่องมงคล
หัวใจของหลินซื่อคล้ายถูกบีบรัด
นางย่อมรู้สถานการณ์ของพี่สาวคนโตอยู่แล้ว คลอดลูกสาวติดต่อกันหลายคน แทบถูกปลดอยู่แล้ว ดูแลตัวเองยังไม่ไหว แล้วจะมาดูแลน้องสาวทั้งคู่ได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้นางเพียงปวดใจจาก ‘เหตุไม่คาดฝัน’ ของมารดา ตอนนี้ค่อยได้สติคืนมา มารดาเสียชีวิต บิดาเข้าคุก แล้วน้องสาวสองคนจะทำอย่างไร?
ความจริงอันอัปลักษณ์เผยโฉมต่อหน้านาง บีบคั้นให้นางต้องตัดสินใจ
“ท่านแม่” หลินซื่อคุกเข่าลงตรงหน้าเย่อวี๋หรานทันที นางโขกศีรษะพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนดี ข้าขอร้องท่านแล้ว ขอเพียงท่านรับปากให้ซานเม่ยกับซื่อเม่ยอยู่ที่เรือนพวกเราต่อไปได้ ข้าสาบานว่าต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ท่านให้ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น…”
เย่อวี๋หรานฉุดนางขึ้นมา “เจ้าทำอะไรของเจ้า? เจ้าแต่งเข้าสกุลจูมาแล้วก็คือสะใภ้สกุลจู เจ้าเกิดเรื่องแล้วหากข้าไม่ปกป้องเจ้าแล้วจะให้ปกป้องใคร? ตอนนี้เพิ่งส่งแม่เจ้าขึ้นเขา อาศัยจังหวะนี้ไปขอร้องเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสหมู่บ้านให้พวกเขารับปากให้เจ้าเป็นคนเลี้ยงดูซานเม่ยกับซื่อเม่ย”
“ท่านแม่!” หลินซื่อซาบซึ้งใจ นางคิดไม่ถึงเลยว่าแม่สามีใคร่ครวญเรื่องนี้ไว้แล้ว
นางมีวาสนาดีเพียงไหนถึงได้มาพบพานแม่สามีที่ดีเช่นนี้
ไม่ว่าในอนาคตจูอู่จะดีต่อนางหรือไม่ หลินซื่อรู้สึกว่านางแต่งเข้าสกุลจูมาก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
“ย่าเจ้ายังอยู่ แล้วยังมีลุงใหญ่ ลุงรอง ตามหลักแล้วซานเม่ยกับซื่อเม่ยควรอยู่กับพวกเขาทางนี้ ไม่ใช่ตามเจ้ากลับบ้านแม่สามี เจ้าเป็นลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้ว เข้าใจหรือไม่? ดังนั้นตอนไปขอร้อง เจ้าต้องร้องไห้ให้เป็น ทำให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเห็นใจเจ้า เจ้าต้องทำให้พวกเขารับปาก ทั้งยังต้องเขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แย่งชิงสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องงานมงคลของน้องสาวเจ้าสองคนมาให้ได้ด้วย” เย่อวี๋หรานกระตุ้นเตือน “เจ้ายอมแพ้เรื่องเรือนกับที่ดินของพ่อแม่เจ้าได้ แต่จะยอมแพ้เรื่องน้องสาวไม่ได้เด็ดขาด จะต้องช่วงชิงสิทธิ์เลี้ยงดูและจัดการงานมงคลของน้องสาวทั้งสองมาให้ได้ ในอนาคตพวกเขาก็จะไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงชีวิตน้องสาวของเจ้าได้อีก”
หลินซื่อปาดน้ำตาบนใบหน้าทิ้ง กล่าวอย่างหนักแน่น “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกน้องสาวของข้าทั้งนั้น ข้าสูญเสียแม่ข้าไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้พวกนางเกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นมาอีก”
“ถูกแล้ว เจ้าต้องรักษาจิตใจหนักแน่นแบบนี้เอาไว้ กลืนความชอกช้ำใจลงท้องไป ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ต้องยืดอกเผชิญหน้า ปกป้องคนที่เจ้าอยากปกป้องเอาไว้ให้ได้”
ซึ่งความจริงเย่อวี๋หรานสามารถไปเจรจาเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลินตั้งแต่ตอนก่อนแห่ศพขึ้นเขาก็ได้ นางไปพูดเองจะต้องไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน
แต่ถ้าทุกเรื่องราวล้วนให้นางทำทั้งหมด แล้วหลินซื่อจะเติบใหญ่ได้อย่างไร?
เย่อวี๋หรานย้อนยุคมานานแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นหน้าหลินต้าเม่ยมาก่อน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีเช่นไร
แต่จากเรื่องราวที่หลินซื่อเล่าให้ฟัง เย่อวี๋หรานไม่ฝากฝังความหวังใด ๆ ไว้กับหลินต้าเม่ย สตรีที่ถูกชีวิตเคี่ยวกรำจนสูญสิ้นพลังชีวิตไปแล้ว ยังจะมีความหวังอะไรหลงเหลืออยู่?
ขณะที่สำหรับหลินต้าเม่ยกับหลินซื่อแล้ว น้องสาวแท้ ๆ ที่ยังไม่ออกเรือนสองคนคือภาระรับผิดชอบของพวกนาง ในตอนที่หนึ่งในนั้นแบกรับภาระนี้ไม่ไหว อีกคนก็ต้องก้าวออกมาแบกแผ่นฟ้าผืนนี้ไว้
เย่อวี๋หรานไม่คาดหวังอะไรกับหลินต้าเม่ย จึงต้องให้หลินซื่อยืนขึ้นมา ถ้าตัวนางเองยังไร้หนทางปกป้องน้องสาว แล้วยังจะพึ่งพาใครได้อีก?
พึ่งภู ภูถล่ม พึ่งน้ำ น้ำไหล กระทั่งเย่อวี๋หรานยังไม่อาจรับประกันได้ว่านางจะสามารถปกป้องหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยได้ตลอดเวลา นางกล้าพูดว่าถ้าให้นางเลือกระหว่างสกุลจูกับพี่น้องของหลินซื่อ นางจะเลือกอย่างแรกโดยไม่ลังเล จุดนี้ก็คือความแตกต่างระหว่างนางกับหลินซื่อ
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าหลินซื่อไปพูดอะไรกับผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ นางเพียงทราบว่าผ่านไปครู่หนึ่ง ทางนั้นก็มาเชิญนางไปเขียน ‘หนังสือข้อตกลง’
ผู้อาวุโสหลินทอดถอนใจ “เฮ้อ! จูต้าเหนียง ในเมื่อท่านก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เช่นนั้นต่อไปคงต้องรบกวนท่านแล้ว ถ้าวันไหนเด็กสองคนนี้สร้างปัญหาให้สกุลจูมากเกินไป ท่านก็สามารถส่งพวกนางกลับมาที่หมู่บ้านสกุลหลิน ที่นี่ยังคงเป็นบ้านของพวกนางตลอดไป”
ที่จริงแล้ว ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านไม่ใช่คนเลวร้าย
พวกเขาเข้าใจความกังวลของหลินซื่อ ถ้าครอบครัวนี้ยังมีผู้ชายคอยค้ำจุน หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยจะอยู่ในหมู่บ้านสกุลหลินต่อไปย่อมไม่มีปัญหา
แต่ปัญหาก็มาจากตรงนี้เอง หลินซานโก่วเข้าคุก มารดาของพวกนางก็เสียชีวิตแล้ว หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยก็กลายเป็นจอกแหนไร้รากที่ลอยเคว้งคว้าง ถ้าไม่ใช้ชีวิตอยู่โดยพึ่งพาพี่สาวก็ต้องแอบอิงท่านลุงและป้าสะใภ้
ด้วยสถานการณ์ของสกุลหลินในตอนนี้ ถ้าหลินซื่ออยากได้สิทธิ์เลี้ยงดู การตัดสินใจเรื่องงานมงคลของน้องสาวทั้งสองคนก็ไม่ถือว่าทำเกินกว่าเหตุ พี่สาวที่ออกเรือนแล้วเลี้ยงดูน้องชายหญิงในครอบครัวก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีมาก่อนเลย เพียงแต่ไม่มีครั้งไหนที่มีการเขียน ‘ข้อตกลง’ อย่างชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนคราวนี้
ในเมื่อเป็น ‘ข้อตกลง’ ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านสกุลหลินย่อมต้องบอกข้อเรียกร้องของฝ่ายตนออกมา เป็นต้นว่าหลินซื่อต้องเตรียมสินเดิมให้หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย ต้องดูแลเรื่องงานมงคลของพวกนางโดยไม่อาจบิดพลิ้ว
ส่วนสิ่งที่หลินซื่อกัดฟันเอ่ยขึ้นมาก็คือให้ยกเรือนและที่ดินของบิดามารดาให้สกุลหลิน ถือว่าพวกนางแสดงความกตัญญูต่อแม่เฒ่าหลินแทนบิดามารดา ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ต่างก็พากันห้ามปราม
ที่จริงแล้วพวกนางสามารถเก็บเอาไว้ได้ ขอแค่ไม่ใช้เป็นสินเดิมเอาเข้าบ้านแม่สามีด้วยก็พอแล้ว
แน่นอนว่าถ้าในอนาคตหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเติบใหญ่แล้วได้แต่งกลับมาอยู่ในหมู่บ้านสกุลหลิน ที่ดินและเรือนหลังนั้นก็จะยังคงเป็นทรัพย์สินของพวกนางสองพี่น้อง
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ ผู้อาวุโส ท่านเจ้าหน้าที่ ขอบคุณพวกท่านยิ่งนัก ข้ารู้ว่าพวกท่านกำลังคิดแทนพวกข้า แต่พวกข้าก็มีความกังวลของพวกข้าเองเหมือนกัน” หลินซื่อปฏิเสธไปโดยตรง กล่าวพร้อมดวงตาแดงก่ำ “ตอนที่ท่านพ่อท่านแม่ยังอยู่ ท่านย่าก็เกือบจะเอาน้องสาวสองคนของข้าไปขายแล้ว ถ้าข้าไม่ตัดความสัมพันธ์ให้เด็ดขาดตั้งแต่ตอนนี้ ข้ากลัวว่าหากวันไหนไม่ระวังขึ้นมาอาจเสียน้องสาวสักคนไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้”
นางสามารถไม่สนใจที่ดินกับเรือนหลังนั้น แต่ไม่อาจไม่สนใจน้องสาว
กล่าวถึงขั้นนี้ ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ก็ไม่อาจห้ามปรามต่อไปได้ ทำได้เพียงรับปาก
พวกเขาไม่ได้เชิญแม่เฒ่าหลิน แต่ให้คนไปเรียกหลินต้าเซิงและหลินเอ้อร์โก่วมาเป็นตัวแทนร่างข้อตกลงกับหลินซื่อ
หลินต้าเซิงและหลินเอ้อร์โก่วถูกแม่เฒ่าหลินกดขี่มาจนเคยชิน อยู่ต่อหน้าคนอื่นอาจวางมาดสักหน่อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านก็ประพฤติตัวสงบเสงี่ยมยิ่งนัก ให้ประทับลายนิ้วมือก็ทำตามแต่โดยดี
“ต่อไปที่ดินและเรือนหลังนั้นของหลินซานโก่วก็เป็นของพวกเจ้าแล้ว ก่อนที่เขาจะออกมาจากคุกก็ให้พวกเจ้าเป็นคนดูแลแทน รวมถึงแสดงความกตัญญูต่อแม่เฒ่าหลินแทนเขาด้วย รอจนเขาออกมาแล้ว พวกเจ้าก็ต้องคืนให้เขา เข้าใจหรือไม่?”
หลินต้าเซิงและหลินเอ้อร์โก่วพยักหน้ารับอย่างประหม่า จากนั้นก็ถูกไล่กลับไป
หลินเอ้อร์โก่วยังดีอยู่ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับมารดา ไม่ได้เป็นชู้กับเมียถงเกินเหมือนพี่ใหญ่ ที่ดินของหลินซานโก่วก็ไม่ได้อยู่ในมือเขา กลับไปก็ไม่กระไร แค่บอกภรรยาของเขาสักคำก็จบ
“อ้อ เรื่องนี้เองหรือ” ภรรยาของเขามีสีหน้าเฉยเมย “ข้ายังนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเสียอีก เจ้าคอยดูเถอะ เดี๋ยวบ้านใหญ่ต้องเกิดเรื่องแน่ เรื่องนี้พวกเราไม่เข้าไปยุ่งจะดีกว่า”
“ข้าไม่ได้ยุ่ง ผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่เป็นคนบอกให้ข้าประทับนิ้วมือ” หลินเอ้อร์โก่วอธิบาย
“งั้นเจ้าก็ไม่ต้องพูดมาก เดี๋ยวของพวกนี้ก็ตกไปอยู่ในมือของท่านแม่กับพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่นั่นแหละ ไม่มีเรื่องของพวกเราหรอก”
หลินเอ้อร์โก่วรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง “ประทับนิ้วมือแล้วก็ต้องมีส่วนของข้าสิ”
“เจ้าอยากมีจุดจบแบบน้องสามของเจ้างั้นหรือ?” ภรรยาของหลินเอ้อร์โก่วมองเขาแวบหนึ่ง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าคิดว่าข้าจะฆ่าเมียตัวเองเหมือนเขา?” หลินเอ้อร์โก่วไม่พอใจแล้ว
“ข้าไม่ได้โง่เหมือนหลินหมู่สักหน่อย ข้าหมายความว่าเจ้าเอาชนะแม่เจ้าได้หรือ?”
“…” แน่นอนว่าไม่ได้
“เอาล่ะ นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีก”