ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 202 การมีชีวิตอยู่น่ากลัวกว่าความตาย
บทที่ 202 การมีชีวิตอยู่น่ากลัวกว่าความตาย
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยคุกเข่าจนถึงยามรุ่งสาง ขาแทบพังอยู่แล้ว
เย่อวี๋หรานบอกให้พวกนางเลิกคุกเข่า แล้วผลัดกันนวดขาให้กันและกัน ลุกขึ้นมาเดินเคลื่อนไหวร่างกาย “พวกเจ้าทำไมโง่อย่างนี้ ข้ารู้ว่าข้าพูดจาไม่น่าฟัง แต่ก็จำเป็นต้องพูด คนตายแล้วไม่อาจฟื้นคืน หรือพวกเจ้าคุกเข่าอยู่ที่นี่สักหลายวันหลายคืนแล้วแม่ของพวกเจ้าจะฟื้นกลับมา?”
“ในเมื่อฟื้นขึ้นมาไม่ได้ แล้วจะคุกเข่าทำไม? ความกตัญญูอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ขา ต้องคุกเข่าเท่านั้นถึงจะได้”
“ถ้าแม่พวกเจ้าที่อยู่ข้างล่างนั้นรู้เข้า เห็นพวกเจ้าคุกเข่าจนมีสภาพนี้ก็มีแต่จะปวดใจ คนเป็นแม่ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพวกนางต้องพานพบเรื่องเลวร้ายอย่างไร ก็เพียงหวังให้ลูกของตัวเองอยู่ดีมีสุข”
……
คำพูดของเย่อวี๋หรานทำให้ทั้งสามคนขอบตาแดงก่ำ
“เอาล่ะ เมียเจ้าห้า พวกผู้อาวุโสบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า เจ้าไปหาพวกเขาเถอะ”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หลินซื่อพยักหน้าแล้วลากขาที่ยังด้านชาอยู่เดินออกไป
ที่แท้ ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านมาหานางแต่เช้าตรู่เพื่อเจรจาเรื่องของคนอื่นนอกเหนือจากบิดาของนาง
“แม่สามีของเจ้าบอกว่าเรื่องในครอบครัวให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ ให้พวกข้ามาคุยกับเจ้าโดยตรง ความหมายของพวกข้าก็คือเรื่องฉาวโฉ่ในเรือนไม่แพร่งพรายออกไปข้างนอก…” ผู้อาวุโสหลินเริ่มเกริ่นช้า ๆ
เขาคุยกับเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านมาทั้งคืน คิดว่าสมควรจัดการเรื่องราวเช่นนี้ หลินซานโก่วมีความผิดโทษฐานฆ่าคนตาย ตอนนี้ก็รอเพียงให้ผ่านพ้นช่วงปีใหม่ ทางการเริ่มกลับมาทำงานในวันที่สาม ค่อยส่งคนไปให้ทางนั้น ส่วนเรื่องของหลินต้าเซิงและเมียถงเกินไม่ใช่คดีอาญา จึงคิดจะจัดการกันเองเป็นการภายใน
ส่วนว่าจะ ‘จัดการกันเองเป็นการภายใน’ อย่างไร พวกเขาอยากมาหารือกับนางสักหน่อย
หลินต้าเซิงปิดปากเงียบ ไม่ยอมรับว่าเด็กในท้องเมียถงเกินเป็นลูกของเขา เมียถงเกินก็ยืนกรานว่านั่นเป็นลูกของหลินซานโก่ว นางกราบไหว้ฟ้าดินกับหลินซานโก่วแล้ว เด็กในท้องก็เป็นลูกของเขาอย่างชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ว่าใครล้วนไม่มีหลักฐาน ดังนั้นเมื่อวานนี้ตอนที่สืบจนทราบข้อเท็จจริง จึงดำเนินการตามกำหนดการเดิมของทางแม่เฒ่าหลิน ส่งศพหลินหมู่ขึ้นเขาไป
แต่ว่าจะจับเมียถงเกินใส่กรงหมูถ่วงน้ำหรือไม่ จะจัดการหลินต้าเซิงไปพร้อมกันหรือไม่ พวกเขาคิดว่าสมควรทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ควบคุมไม่ให้เรื่องราวบานปลาย ไม่จัดการเรื่องราวอย่าง ‘รุนแรง’ จนเกินไป ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย
“ดังนั้น พวกท่านหมายความว่าจะปล่อยพวกเขาไปทั้งอย่างนี้?” หลินซื่อพลันตาแดงก่ำ นางมองผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่อย่างคับแค้นใจ “แล้วแม่ข้าเล่า? แม่ข้าต้องตายเปล่าหรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น คนตายแล้วฟื้นคืนมาไม่ได้ แต่พวกเจ้าพี่น้องยังมีชีวิตอยู่…”
ไม่รอให้ผู้อาวุโสพูดจบ หลินซื่อก็เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “ตกลงพวกท่านคิดเผื่อพวกข้าพี่น้อง หรือคิดเผื่อตัวเองกันแน่? พวกท่านกลัวว่าถ้าเรื่องนี้เล่าลือออกไปแล้วจะทำลายชื่อเสียงของหมู่บ้านสกุลหลิน วันข้างหน้าไม่มีใครกล้าแต่งเข้าหมู่บ้านสินะ?”
“เหลียนฮวา เจ้าก็เป็นคนหมู่บ้านสกุลหลิน เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ถ้าลือกันออกไปแล้ว น้องสาวสองคนของเจ้าจะไม่ได้รับผลกระทบเลยหรือ? เจ้าออกเรือนแล้วก็ไม่กระไร แต่เจ้าไม่เป็นห่วงพวกน้องสาวของเจ้าเลย?” เจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้อาวุโสเกลี้ยกล่อมหลินซื่อไม่สำเร็จก็ช่วยเสริมทัพอีกแรง
จากการวิเคราะห์ของพวกเขา เมื่อวานนี้หลินซื่อรีบร้อนช่วงชิงสิทธิ์เลี้ยงดูและจัดการงานมงคลของหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยต้องเป็นเพราะนางรักน้องสาวจากใจจริงแน่นอน ในเมื่อรักน้องสาวก็คงจะยอมตอบตกลง ‘เงื่อนไข’ ของพวกเขา
ใช่ พวกเขายอมรับว่าพวกเขามีความคิดเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง พยายามเต็มที่เพื่อไม่ให้เรื่องนี้กระทบต่อชื่อเสียงของหมู่บ้านสกุลหลิน แต่ชื่อเสียงของหมู่บ้านจะดีหรือร้ายเกี่ยวพันกับพวกเขาสองคนเท่านั้นหรือ?
ชัดเจนว่าไม่ใช่ ทุกคนในหมู่บ้านสกุลหลินย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน
“ข้าไม่ตกลง หญิงม่ายที่มาล่อลวงพ่อข้าคนนั้นต้องถูกถ่วงน้ำ” หลินซื่อยืนกราน
“ย่าเจ้าไม่มีทางเห็นด้วย” เจ้าหน้าที่กล่าว “เมื่อวานย่าเจ้าพูดแล้ว ไม่ว่าเด็กในท้องเมียถงเกินเป็นลูกของพ่อเจ้าหรือเป็นลูกลุงใหญ่ของเจ้า ก็ล้วนแต่เป็นหลานชายของนาง นางยอมรับทั้งนั้น ใครกล้าแตะต้องหลานนาง นางก็จะแลกชีวิตกับคนผู้นั้น เจ้าอยากทำให้เรื่องนี้บานปลายรึ?”
“บานปลายก็บานปลาย ข้ายังกลัวนางอยู่หรือ?” สำหรับฆาตกรที่ทำให้มารดาต้องตายทางอ้อม จิตใจหลินซื่อมีเพียงความเคียดแค้นชิงชังเต็มเปี่ยม นางอยากให้พวกเขาตายตกไปทั้งครอบครัวเสียด้วยซ้ำ ไฉนเลยยังจะสนใจว่าหญิงเฒ่าผู้นั้นจะอาละวาดหรือไม่
ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่เห็นว่าเกลี้ยกล่อมหลินซื่อไม่ได้ ก็ได้แต่วกมาหาเย่อวี๋หราน พวกเขาเชื่อว่าด้วยอิทธิพลของจูต้าเหนียงจะต้องสามารถควบคุมหลินซื่อได้แน่นอน
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “ได้ ข้าจะไปคุยกับนาง”
นางเรียกหลินซื่อมาคุยกันอีกด้านหนึ่ง เริ่มต้นด้วยการสอบถามความคิดเห็นเสียก่อน
ความคิดของหลินซื่อเรียบง่ายยิ่งนัก นางไม่เต็มใจจะละเว้นคนที่ทำร้ายมารดาจนถึงแก่ชีวิตไปทั้งอย่างนี้
“เจ้าอยากจัดการนางอย่างไร? ให้นางตายเพื่อชดใช้ชีวิตให้แม่เจ้า? เมื่อตายแล้วทุกอย่างก็จบสิ้น ไม่มีอะไรทั้งนั้น เจ้ายังต้องแบกรับชื่อเสียงว่าฆ่าน้องชายตัวเองอีก จำเป็นด้วยหรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “บางครั้ง การมีชีวิตอยู่ยังน่ากลัวกว่าความตายเสียอีก”
กล่าวถึงตรงนี้แล้ว นางก็ขยับเข้าไปพูดอะไรบางอย่างข้างหูหลินซื่อ
หลินซื่อเงียบงันไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดจึงกล่าวว่า “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากนั้น ไม่ว่าผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่จะพูดอย่างไร หลินซื่อล้วนไม่มีข้อโต้แย้ง แสดงออกชัดเจนว่าขอเพียงมอบความเป็นธรรมให้มารดาของนาง ทุกประการให้ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่เป็นคนตัดสินใจ
เห็นได้ชัดว่าเมื่อนางยอมตกลงแล้ว ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนเป็นพูดง่ายขึ้นมาทันที ไม่ว่านางจะเรียกร้องอะไรก็ตกลงทั้งหมด กระทั่งยังเสนอความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้น บอกว่าจะจัดการเรื่องราวต่อจากนั้นให้เอง
มองผู้คนเต็มเรือนที่ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่เกณฑ์มาช่วยงานแต่เช้าตรู่ หลินซื่อเหม่อลอยไปเล็กน้อย “ท่านแม่ นี่ก็คือจิตใจของคนหรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานเห็นรอยคล้ำรอบดวงตานางแล้วก็ปวดใจอยู่บ้าง แต่นางทราบว่าสิ่งที่หลินซื่อต้องการตอนนี้ไม่ใช่ ‘คำปลอบโยน’ แต่เป็นที่พึ่งพิง
นางเดินเข้าไปหาแล้วโอบแขนรอบบ่าหลินซื่อ ให้นางสามารถอิงศีรษะมาบนไหล่ของตนเองได้ “นี่ก็คือค่าตอบแทนของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เจ้าต้องมองใจคนให้ปรุโปร่ง เมื่อเข้าใจมันแล้ว เจ้าก็จะสามารถปกป้องน้องสาวทั้งสองคนของเจ้าได้ เจ้าต้องจำไว้ว่าไม่มีใครชอบคนที่เอาแต่สร้างปัญหาให้พวกเขา เจ้าอำนวยความสะดวกให้พวกเขา ก็เท่ากับว่าอำนวยความสะดวกให้แก่ตนเอง”
หลินซื่อครุ่นคิด หมายความว่าถ้านางไม่สร้างปัญหาให้ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ พวกเขาถึงจะยินดีดูแลนางเช่นนั้นหรือ?
เนื่องจากหลินหมู่ตายอย่างเป็นปริศนา แม้ว่าแม่เฒ่าหลินจะจัดงานศพ แต่เพราะกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดจึงไม่ได้แจ้งข่าวให้คนรู้เรื่องมากนัก คนมาร่วมงานศพจึงมีไม่มาก
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ เมื่อเย่อวี๋หรานมาถึงค่อยให้คนช่วยไปแจ้งข่าวมรณกรรม ข่าวการตายของหลินหมู่จึงได้แพร่กระจายออกไป
ช่วงปีใหม่มีแค่ไม่กี่คนที่จะสมัครใจมาทำเรื่องเช่นนี้ หลินซื่อเองก็ไม่เต็มใจจะเชิญคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาร่วมงาน ดังนั้นคนที่ได้รับข่าวในเวลานี้ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นญาติที่ค่อนข้างใกล้ชิดกัน
เป็นต้นว่าหลินต้าเม่ย รวมถึงพี่น้องชายหญิงของหลินหมู่ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือก็คือบรรดาท่านป้าท่านน้าและอาผู้ชายของหลินซื่อนั่นเอง
เนื่องจากยังเช้ามาก เย่อวี๋หรานจึงให้สามพี่น้องไปพักผ่อนกันก่อน รอจนมีคนมาแล้วค่อยออกมาพบหน้า
เห็นว่ามีผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่คอยกำกับดูแลอยู่ หลินซื่อก็ไม่ฝืนอยู่ต่อ พาน้องสาวสองคนกลับห้องทันที
ยามฟ้าสาง เวลาเคลื่อนคล้อย ญาติที่รู้ข่าวต่างทยอยมาถึงเรือน
พวกเขาทุกคนประหลาดใจยิ่งนัก พูดว่าหลินหมู่อายุยังน้อย ไฉนจึงด่วนจากไปเช่นนี้?
ที่น่าประหลาดกว่านั้นก็คือ ตอนก่อนจะขึ้นเขาไม่แจ้งข่าว แต่มาแจ้งข่าวหลังจากฝังศพไปแล้ว นี่เป็นการแจ้งข่าวเสียชีวิตอันใด?
ไม่ว่าทุกคนจะถามอย่างไร หลินซื่อก็มีเพียงคำตอบเดียว “เป็นอุบัติเหตุเจ้าค่ะ!”