ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 204 หลินต้าเม่ยบ้าไปแล้ว
บทที่ 204 หลินต้าเม่ยบ้าไปแล้ว
แม้หลินซื่อจะรับประกันต่อหลินต้าเม่ยว่าเรื่องนี้ไม่มีทางลือออกไป ผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่ดำเนินการด้วยตนเอง จะต้องไม่ปล่อยให้มีข่าวเล็ดลอดออกมาแน่นอน แต่หลินต้าเม่ยไม่เชื่อ นางคิดว่า ‘ใต้หล้านี้ไม่มีกำแพงที่ลมพัดเข้ามาไม่ได้[1]’ ถ้าส่งบิดาให้ทางการ ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ต้องเปิดเผยออกมาเป็นแน่แท้
“ไม่ได้ ข้าไม่เห็นด้วย” นางคำราม พูดว่าจะไปหาผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่เพื่อ ‘พลิกคดี’ ต่อให้ต้องคุกเข่าต่อหน้าพวกเขาก็ยอม ทำให้พวกเขารับปากเรื่องนี้ให้ได้
หลินซื่อคิดไม่ถึงว่าพี่ใหญ่จะไร้เหตุผลปานนี้ พูดอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง
นางเชื่ออย่างฝังหัวไปแล้ว เอาแต่คิดว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตนาง ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม
“พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครจึงไม่ตกลง ข้าต่างหากที่เป็นพี่ใหญ่ พี่สาวดุจดั่งมารดา เรื่องนี้ต้องให้ข้าเป็นคนตัดสินใจ” นางร้องเสียงแหลม ต้องการจะบีบให้พวกนางพยักหน้า
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยนิ่งงัน มองไปยังพี่สาวคนโตที่กล่าววาจาโหดร้ายใจดำราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างแทบไม่อยากจะเชื่อ
ไม่ว่าพวกนางจะพูดอะไร นางก็เอาแต่แผดเสียงอยู่เช่นนั้น ทำราวกับว่าเสียงใครดังกว่า คนนั้นชนะ
“พี่ใหญ่ ท่านสงบสติอารมณ์ก่อนได้ไหม? ท่านพักดื่มน้ำก่อนแล้วพวกเราค่อยคุยกันใหม่” หลินซื่อเกรงว่าสถานการณ์จะแย่กว่าเดิมจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
ทว่าน่าเสียดายที่วิธีนี้ไร้ผล เพราะหลินต้าเม่ยสงสัยว่าพวกนางกำลังเล่นลูกไม้อะไรอยู่ รู้สึกว่าน้องสาวไม่ ‘เคารพ’ ตนเอง ถ้าพวกนางเคารพนางจริง ๆ คิดว่านางเป็นพี่ใหญ่จริงก็คงจะเชื่อฟังนางแล้ว
“แม่ตายแล้ว พวกเจ้าไม่แจ้งข้า แต่มาบอกข้าเอาตอนฝังศพไปแล้ว”
“พอข้ามาก็บอกว่าท่านพ่อฆ่าท่านแม่ จะส่งเขาเข้าคุก พวกเจ้ายังคิดว่าข้าเป็นพี่ใหญ่ของพวกเจ้าอยู่หรือไม่?”
“ข้าพูดอะไรพวกเจ้าก็ไม่ฟัง พวกเจ้ารังเกียจข้าใช่ไหม คิดว่าข้าไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับพวกเจ้า?”
……
หลินต้าเม่ยคาดคั้นถาม ร้องคำรามเสียงดัง รู้สึกว่าความยากลำบากของตัวเองถูกคนอื่น ‘มองข้าม’ ไป
บ้านแม่สามีไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของนาง บ้านเดิมก็ไม่มีใครใส่ใจความยากลำบากของนาง โลกนี้เป็นอะไรไป นางเป็นเพียงส่วนเกินเช่นนั้นหรือ?
ในเมื่อนางเป็นส่วนเกิน แล้วทำไมตอนแรกบิดามารดาต้องให้นางเกิดมาด้วย?
“ฮือ ๆๆ…ทำไม? ทำไมพวกเจ้าไม่สนใจข้า”
“ข้าเป็นตัวอะไร? ข้าเป็นตัวอะไรกันแน่?”
หลินต้าเม่ยกุมศีรษะนั่งลงร้องห่มร้องไห้บนพื้น
หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยสัมผัสได้ถึง ‘ความผิดปกติ’ ของพี่ใหญ่ พวกนางพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่ที่น่าเสียดายก็คือคนบางคนไม่ฟังพวกนางเลยสักนิด เอาแต่ร้องไห้พึมพำกับตัวเอง ราวกับหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
นางดำดิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ได้ยินเสียงจากภายนอกเลยแม้แต่น้อย
“พี่รอง…” หลินซื่อเม่ยค่อนข้างหวาดกลัว นางดึงแขนเสื้อของหลินซื่อและเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่น่ากลัวจังเจ้าค่ะ”
หลินซื่อลูบศีรษะอีกฝ่าย บอกให้หลินซานเม่ยพาหลินซื่อเม่ยออกไป เรื่องทางนี้ให้นางเป็นคนจัดการ
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยออกมาแล้วเห็นเย่อวี๋หรานก็รีบเข้าไปรายงาน
เสียงหลินต้าเม่ยดังขนาดนั้น เย่อวี๋หรานจะไม่ได้ยินได้อย่างไร? ก็เพราะว่าได้ยินแล้วนี่แหละจึงได้รีบร้อนมาดูสถานการณ์
นางถามเด็กทั้งสองว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง พวกนางส่ายศีรษะ รู้สึกว่าไม่ใคร่ดีเท่าไหร่
“รู้สึกว่าพี่ใหญ่แปลก ๆ เจ้าค่ะ” หลินซานเม่ยเล่า “ตอนแรกพวกข้าพยายามอธิบายให้นางฟัง แต่นางก็ไม่ฟัง เอาแต่คิดว่าพวกข้าทำร้ายนาง”
หลินซื่อเม่ยกล่าวเสริม “ใช่เจ้าค่ะ ข้าก็คิดแบบนี้เหมือนกัน จูต้าเหนียง ท่านว่าพี่ใหญ่ของพวกข้าเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
ตอนที่หลินต้าเม่ยมาถึง เย่อวี๋หรานไม่อยู่พอดี ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าหลินต้าเม่ยเป็นอย่างไร ได้แต่ถามพวกนางสองคน ฟังจากคำอธิบายของพวกนางแล้ว เย่อวี๋หรานสัมผัสได้ว่าไม่ดีเท่าไหร่
“ไม่รู้สิ คงเป็นเพราะเรื่องกะทันหันเกินไป รู้สึกรับไม่ได้กระมัง พวกเจ้ายุ่งกันมาทั้งเช้าแล้ว เข้าไปกินอะไรในห้องครัวก่อนเถอะ ข้าเก็บของอร่อยไว้ให้พวกเจ้าแล้ว เหลือไว้ให้พี่รองของพวกเจ้าด้วย อย่ากินหมดเสียล่ะ”
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยแววตาวาววับ “ท่านทำเองหรือเจ้าคะ?”
“แค่ทำน้ำแกงอย่างเดียว อย่างอื่นพวกเขาเป็นคนทำ”
“อะไรที่จูต้าเหนียงทำเองต้องอร่อยแน่นอนเจ้าค่ะ” ตั้งแต่เย็นวานจนถึงตอนนี้ พวกนางยังไม่ได้กินดี ๆ เลยสักมื้อ วันนี้ก็ยุ่งมาตลอดทั้งเช้า ตอนนี้จึงหิวขึ้นมาแล้ว
พวกนางไม่ได้ลังเล กล่าวขอบคุณต่อเย่อวี๋หรานแล้วเข้าห้องครัวไปหาอะไรกิน
เย่อวี๋หรานยืนอยู่หน้าประตูห้อง ต้องการจะให้เวลาสองพี่น้องได้พูดคุยกัน ไม่ได้เข้าไปในทันที แต่นางคิดไม่ถึงเลยว่าเวลาเพียงเท่านั้น ข้างในกลับมีการต่อสู้ฟัดเหวี่ยงเกิดขึ้นเสียแล้ว
ถ้าใช้คำกล่าวของหลินซื่อมาบรรยายก็คือ “พี่ข้าเป็นบ้าไปแล้ว! ข้ายืนอยู่ดี ๆ ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง จู่ ๆ นางก็พุ่งเข้ามากัดข้า”
ในห้องมีเสียงร้องดังขึ้น เย่อวี๋หรานตกใจรีบบุกเข้าไปในห้อง
จากนั้นก็เห็นหลินต้าเม่ยกอดหลินซื่อเอาไว้แน่น แล้วฝังเขี้ยวลงบนไหล่ของหลินซื่อ
หลินซื่อร้องอย่างเจ็บปวด “โอ๊ย! ท่านพี่ ทำไมท่านต้องมากัดข้า?!”
นางรีบผลักหลินต้าเม่ยออกไป คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นลูกหมัดลูกเตะของอีกฝ่าย ทุบตีนางราวกับเป็นคนเสียสติ
“ใครใช้ให้เจ้าดูถูกข้า!”
“ใครใช้ให้เจ้าดูแคลนข้า!”
“ใครใช้ให้เจ้าไม่ฟังข้า!”
หลินต้าเม่ยเป็นบ้าไปแล้วจริง ๆ นางร่ำร้องพลางต่อยตีหลินซื่อ เสมือนว่าหลินซื่อไปทำอะไรผิดต่อนางเสียอย่างนั้น
เย่อวี๋หรานเข้าไปได้ก็คว้าท่อนไม้ที่วางพิงไว้หลังประตูขึ้นมา ก่อนจะทุบลงไปบนหลังหลินต้าเม่ย
หลินต้าเม่ยล้มฟุบลงบนพื้น
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เย่อวี๋หรานไม่สนใจคนบนพื้น แต่หันมาประคองหลินซื่อ
หลินซื่อแหวกเสื้อผ้าบนร่างออกดูก็พบว่าหัวไหล่ถูกกัดจนฉีก เลือดไหลซึมออกมา นอกจากนี้ยังมีบาดแผลที่หลินต้าเม่ยขาดสติทำร้ายนางตามจุดต่าง ๆ
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยได้ยินเสียงก็วางตะเกียบลงแล้วกระวีกระวาดกลับมา “เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้น? พี่รอง ท่านเป็นอะไรไป?”
พูดจบ พวกนางก็เห็นหลินต้าเม่ยที่นอนฟุบอยู่บนพื้น
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“ไม่รู้ พี่ใหญ่เหมือนจะเป็นบ้าไปแล้ว จู่ ๆ ก็มากัดข้า” หลินซื่อยังไม่ได้สติกลับมาเต็มที่ เพราะเมื่อครู่นี้ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป เกินกว่าที่นางคาดเอาไว้มาก
“พี่ใหญ่กัดท่าน?!” หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยจึงได้สังเกตเห็นรอยแผลบนไหล่ของพี่รอง พวกนางต่างสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
“อย่าเอาแต่ยืนอยู่ตรงนั้น หาอ่างสะอาดสักใบไปตักน้ำร้อนบนเตา แล้วเด็ดว่านหางจระเข้ในเรือนกลับมาด้วย” ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณห้ามเลือด ในยุคสมัยที่ขาดแคลนหมอและยาเช่นนี้ เย่อวี๋หรานนึกถึงสมุนไพรที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้ว
น่าเสียดายยิ่งนักที่ตอนนั้นนางไม่ได้เรียนแพทย์ ไม่อย่างนั้นก็คงจะได้นำมาใช้งานแล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยก็นำสิ่งที่เย่อวี๋หรานต้องการมาให้
เย่อวี๋หรานให้หลินซื่อนั่งลงบนเตียงแล้วช่วยนางเช็ดปากแผล “เจ็บหน่อยนะ เจ้าทนหน่อย ที่จริงแผลเท่านี้ไม่ทายาก็ได้ แต่ข้ากลัวว่าน้ำลายนางจะไม่สะอาด ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า”
นางบอกว่าไม่สะอาด เพราะกลัวว่าในน้ำลายจะมีแบคทีเรียปนเปื้อน แต่เพราะเกรงว่าคนโบราณจะไม่เข้าใจจึงไม่ได้พูดออกมา
แต่เมื่อเข้าหูหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยกลับไม่ได้มีความหมายอย่างนี้อีกแล้ว พวกนางคิดว่า พี่ใหญ่ถูกจูต้าเหนียงรังเกียจแล้วชัด ๆ!
เมื่อมองไปยังหลินต้าเม่ยที่ยังนอนอยู่บนพื้น พวกนางสองคนไม่รู้จริง ๆ ว่าควรทำอย่างไร
นั่นเป็นพี่ใหญ่ของพวกนาง ปล่อยไว้เช่นนี้ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ้าจะเข้าไปช่วยก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยยุติธรรมต่อพี่รอง
ตกลงพวกนางควรช่วยหรือไม่ช่วยดีนะ?
[1] ไม่มีกำแพงที่ลมพัดเข้ามาไม่ได้ 没有不透风的墙 เป็นสำนวน อุปมาว่า ไม่มีความลับในโลก