ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 206 เขาคือสามีที่ข้าเลือก
บทที่ 206 เขาคือสามีที่ข้าเลือก
หลินซื่อย่อมรู้ดีว่าจูอู่ไม่ได้ซื่อจริงอย่างที่เขาพูด ตอนแรกที่นางต้องตาเขา มีผู้หญิงตั้งหลายคนที่อยากแต่งให้เขา
ถ้าเขาไม่มีคารมคมคาย แล้วจะชนะใจผู้หญิงเหล่านั้นได้อย่างไร?
แต่น่าเสียดายที่พวกนางเอาชนะนางไม่ได้ ไม่อย่างนั้นตอนนี้ก็คงจะไม่มีเรื่องของนางแล้ว
การมาถึงของจูอู่เป็นการปลอบโยนที่ดีที่สุดสำหรับหลินซื่อ เขายังรู้ว่าเวลาไหนควรหยอกเย้าให้นางอารมณ์ดี ทำให้นางมั่นใจอีกครั้งว่านางตัดสินใจเลือกได้ไม่ผิด
นางสาบานว่านางจะไม่มีวันเป็นอย่างมารดา ต่อให้ในอนาคต นางไม่อาจคลอดลูกชายออกมาได้ นางก็ไม่มีทางจะมีจุดจบเหมือนมารดา
“เหล่าอู่ เจ้าตอบข้ามาตามตรง ถ้าวันหน้าข้าไม่มีลูกชาย เจ้ายังจะต้องการข้าอยู่ไหม?”
“เจ้ายังไม่ได้คลอดสักคน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะไม่มีลูกชาย?” จูอู่ไม่ได้ตอบมาตรง ๆ เพราะเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เขาเองก็ไม่มั่นใจเช่นกัน
หลินซื่อกังวลเรื่องนี้อยู่พอสมควร “เจ้าจะเริ่มใคร่ครวญอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ แม่ข้าไม่มีลูกชาย พี่ใหญ่ของข้าก็ไม่มีลูกชาย ไม่แน่ว่าข้าเองก็อาจไม่มีเหมือนกัน”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าดูสิ พี่ใหญ่ พี่สามกับพี่สี่มีลูกชายกันหมด พี่รองข้าก็ยังไม่มีลูกเหมือนกันนี่นา?” จูอู่ยกตัวอย่างให้นางฟัง “สกุลจูของพวกข้ามักคลอดลูกชาย เจ้าลองดูฝั่งแม่เจ้าก็มีแค่แม่เจ้าที่ไม่มีลูกชาย ป้าของเจ้าก็คลอดลูกชายนี่นา? ดังนั้นถึงได้บอกว่าเจ้าจะคลอดลูกชายได้ไหม พูดตอนนี้ยังเร็วเกินไป”
หลินซื่อเน้นย้ำอีกครั้ง “ป้าของข้าคลอดลูกชายแค่คนเดียว แม่ข้าคลอดลูกสาวสี่คน พี่ใหญ่คลอดลูกสาวต่อเนื่องกันสามคน ถ้าข้าไม่เสียเด็กในท้องคนนั้นไป ไม่แน่ว่าอาจเป็นลูกสาวก็ได้…”
“ถ้าเจ้าคลอดลูกสาว แม่ข้าคงดีใจจนเนื้อเต้น เจ้าดูสิว่าแม่ข้าโปรดปรานเด็กผู้หญิงขนาดไหน ถ้าข้ากล้าทำผิดต่อเจ้า เจ้าคิดว่าแม่ข้ายังจะไม่จัดการข้าอีกหรือ? เจ้าวางใจเถอะ ข้ากลัวท่านแม่ขนาดนั้น เจ้าขยันเอาใจแม่ข้าไว้ก็เรียบร้อยแล้วนี่นา?”
ครั้นกล่าวถึงแม่สามี หลินซื่อก็นึกถึงเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ทำให้นางต้องการแต่งกับจูอู่ในตอนนั้น เพราะว่าแม่สามีขึ้นชื่อว่าโปรดปรานเด็กผู้หญิง นางกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถให้กำเนิดลูกชาย หาแม่สามีที่ชอบลูกสาวสักคนก็ดีเหมือนกัน
“ทำไมเจ้าไม่รู้จักเอาใจข้าบ้าง พูดว่าเจ้าชอบลูกสาวมันยากนักหรือ?” หลินซื่อยังไม่พอใจ ถลึงตาใส่เขา
จูอู่ลูบจมูกอย่างเขินอาย “จะพูดอย่างไร? ข้าพูดไปเจ้าก็ไม่เชื่อ เอาแม่ข้ามาอ้างต้องน่าเชื่อถือกว่าอยู่แล้ว เจ้าดูเอาเถอะ พอข้ายกท่านแม่มาพูด เจ้าก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว เอาล่ะ อย่าไปคิดถึงเรื่องพ่อแม่ของเจ้าอีกเลย ข้าไม่ได้โง่เหมือนพ่อเจ้าเสียหน่อย ถึงจะได้ทำเรื่องพรรค์นั้นออกมาได้”
เมื่อจูอู่ได้ฟังหลินซื่อเล่าว่ามารดาของนางตายได้อย่างไร เขาก็รู้สึกว่าหลินซานโก่ว ‘โง่’
แม้แต่มารดาของเขายังรู้ว่าสามารถพึ่งพาลูกสาวแสวงหาความร่ำรวย เสพโชคลาภวาสนา แต่หลินซานโก่วกลับทำผิดต่อลูกสาวสี่คนเพื่อลูกชายที่ ‘ไม่แน่ว่าจะมี’ เพียงคนเดียว
ผูกความแค้นไว้กับลูกสาวทั้งสี่เช่นนี้ วันข้างหน้าหลินซานโก่วยังจะมีโอกาสเสพสุขจากโชควาสนาของลูกสาวอีกหรือ?
ทำถึงขั้นนั้นไม่เคียดแค้นเขาก็แปลกแล้ว
ทั้งยังมาทำให้ตัวเองต้องเข้าคุกอีก จะได้ออกมาปีใดยังไม่รู้ ช่างโง่งมยิ่งนัก
เย่อวี๋หรานเห็นว่าหลังจากจูอู่มาแล้ว หลินซื่อก็มีท่าทางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางก็รู้แล้วว่าควรทำอย่างไร
ความสัมพันธ์ของเด็กสองคนนี้ไม่ได้แย่อย่างที่นางคิดไว้ ดูสิ พอถึงคราวเกิดเรื่องขึ้นมาก็ดีออกไม่ใช่หรือไร?
เมื่อบังเกิดความคิดเช่นนี้ ถึงตอนที่จูเหล่าโถวจะพาลูกชายจากไป นางจึงบอกให้จูอู่รั้งอยู่ จะได้เปิดโอกาสให้สองสามีภรรยาพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันเสียเลย
เย่อวี๋หรานเรียกหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเข้ามาหา กระซิบอะไรบางอย่างต่อพวกนาง
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยลอบสังเกตพี่รองกับพี่เขยด้วยความประหลาดใจเป็นล้นพ้น จูต้าเหนียงจะร้ายกาจเกินไปแล้ว มองออกด้วยว่าทั้งสองคนงอนกันอยู่?
ขอโทษด้วย พวกนางมองอยู่เป็นนานก็ยังมองไม่ออก
ทว่าจูต้าเหนียงกล่าวได้ถูกต้อง การเปิดโอกาสให้พี่รองกับพี่เขยบ่มเพาะความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ไม่แน่ว่าพวกนางอาจได้ผลตอบแทนเป็นหลานตัวน้อย ๆ ในเร็ววันก็ได้ จะได้ช่วยให้พี่รองเดินออกมาจากความโศกเศร้าที่สูญเสียมารดาไปเร็วขึ้นอีกหน่อยด้วย
พี่รองทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อพวกนางมากมาย ถึงเวลาที่พวกนางต้องตอบแทนบ้างแล้ว
หลินซื่อค้นพบอย่างรวดเร็วว่าน้องสาวทั้งสองที่คอยตามหลังนางต้อย ๆ หายตัวไปแล้ว ทำให้มีโอกาสอยู่กับจูอู่สองต่อสองมากขึ้น
นางไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงรู้สึกว่าในช่วงเวลาเช่นนี้มีเขาอยู่เคียงข้างช่างอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก
นับแต่นั้น เมื่อใดก็ตามที่นางพบพานเรื่องราวต่าง ๆ แต่ละครั้งที่นางต้องตัดสินใจ ภาพนี้ก็จะคอยปรากฏขึ้นในจิตใจนางทุกคราไป ทำให้นางรอบคอบระมัดระวังกว่าเดิม
คล้อยบ่าย คนที่มาร่วมงานก็ค่อยๆ น้อยลงตามลำดับ เรือนสกุลหลินก็สงบลงมาก
ไม่รู้ว่าทางผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านทำอย่างไร แม่เฒ่าหลินก็ไม่ได้มาสร้างความวุ่นวาย ราวกับตัดขาดกับทางนี้แล้วก็ไม่ปาน ไม่ปรากฏกายให้เห็นแม้แต่เงา
แต่จวบจนฟ้ามืดก็ยังไม่มีใครเจอหลินต้าเม่ย เป็นเหตุให้พวกนางวิตกกังวลไม่น้อย
หวังเพียงว่าหลินต้าเม่ยกลับบ้านแม่สามีไปแล้ว ไม่ใช่เตลิดจากไปเพียงลำพังทำให้ตัวเองต้องประสบความลำบาก
ซึ่งความจริง พวกนางประเมินหลินต้าเม่ยสูงส่งเกินไปแล้ว นางกล้าทำเกรี้ยวกราดแค่เพียงต่อหน้าหลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยเท่านั้น เมื่อออกมาข้างนอกก็กลับไปมีท่าทางหวาดกลัวขวัญอ่อน ไม่กล้าพบหน้าผู้คนดุจเดิม
เนื่องจากคอยหลบเลี่ยงผู้คนตลอดทาง จึงไม่มีใครสังเกตเห็นนาง หลังนางออกมาจากเรือนสกุลหลินแล้วก็ตรงไปยังสุสานบรรพชนสกุลหลิน เสาะหาหลุมศพของหลินหมู่จนพบ แล้วหมอบพิลาปรำพันอยู่บนนั้น
นางร้องไห้พร่ำพูดว่าชีวิตตนเองลำบากเพียงใด แต่งเข้าไปในบ้านแม่สามีที่น่าสังเวช สามีไม่มีปัญญาปกป้องนาง ลูกสาวก็ถูกคนรังแกอย่างโหดร้าย กลับมาบ้านเดิมแล้วก็ยังถูกน้องสาวทั้งสามทิ้งขว้างไว้บนพื้นเย็นเฉียบ ไม่มีใคร ‘ให้เกียรติ’ นางสักคน
“ฮือ ๆๆๆ…ไม่มีใครเห็นหัวข้าเลย ไม่มีใครให้เกียรติข้าแม้แต่คนเดียว ท่านแม่”
“ท่านคลอดข้าออกมาเพื่ออะไรกันแน่? ข้าเกิดมาก็ลำบากมาทั้งชีวิต ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”
“ท่านแม่ ท่านพาข้าไปเถอะเจ้าค่ะ ขอร้องท่านแล้ว พาข้าไปด้วยเถอะ น่าเศร้ายิ่งนัก ไม่มีใครสนใจข้าเลย”
……
นางสวมชุดบางเบารับลมหนาว ร่ำไห้อยู่บนเขาตามลำพังอย่างโศกเศร้ารันทด ราวกับคนทั้งโลกทำผิดต่อนาง
ถ้าเย่อวี๋หรานอยู่ที่นี่จะต้องต่อว่านางแน่แล้ว…
‘ใครทำผิดต่อเจ้า? ไม่มีใครทำผิดต่อเจ้าทั้งนั้น คนที่ทำผิดต่อเจ้ามากที่สุดคือตัวเจ้าเองต่างหาก
เจ็บแค้นใจแต่ไม่ดิ้นรน เจ้าไม่พยายามแก้ไขให้ชีวิตดีขึ้นเอง แล้วจะโทษใครได้?
เจ้าคิดว่าผู้อื่นทำไม่ดีต่อเจ้า เจ้าก็ลุกขึ้นมาสู้ ด่ากลับไปเสียสิ ผู้อื่นทำไม่ดีต่อลูกสาวเจ้า เจ้าไม่รู้จักตอบโต้ ไม่รู้จักปกป้องพวกนางเลยหรือ
ทุกเรื่องราวล้วนต้องพึ่งพาผู้อื่น แล้วใครยังจะช่วยเหลือเจ้าไหว?’
วันที่สาม พิธีเผากระดาษเซ่นไหว้หลุมศพ
วันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม หลินซื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพและตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ นางพาจูอู่และน้องสาวทั้งสองขึ้นเขาเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้หลุมศพของหลินหมู่
วันนี้มีเรื่องใหญ่สองประการ อย่างแรกก็คือเรื่องนี้ ส่วนอย่างที่สองก็คือเรื่องที่ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่จะส่งตัวบิดาของพวกนางให้กับทางการ
สำหรับเรื่องหลังนี้ พวกหลินซื่อสามพี่น้องไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม
นั่นเป็นบิดาของพวกนาง พวกนางไม่รู้ว่าควรเผชิญหน้ากับเขาอย่างไร
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ในเมื่อไม่รู้ พวกเจ้าก็ขึ้นไปเซ่นไหว้หลุมศพเถอะ ที่เหลือก็ยกให้ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่เป็นคนจัดการ”
หลินซื่อตอบ “เจ้าค่ะ”
พวกนางยืนอยู่ต่อหน้าหลุมศพที่ขุดขึ้นใหม่ ลมหนาวปะทะใบหน้า พัดผมยาวของสามพี่น้องปลิวไสว
จูอู่จุดธูปเสร็จแล้วก็เดินไปหยุดอยู่บริเวณห่างออกไป เจตนาเว้นพื้นที่ส่วนตัวให้พวกนางพี่น้อง เขาคิดว่าในเวลาเช่นนี้พวกนางคงมีถ้อยคำมากมายที่ปรารถนาจะพูดให้มารดาฟัง
หลินซื่อเองก็สังเกตได้ นางแอบซาบซึ้งใจ ท่านแม่ ท่านดูสิเจ้าคะ นี่ก็คือสามีที่ข้าเลือก เขาดีกว่าคนที่ท่านเลือกมากนัก