ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 208 ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเยือนบ้านยาย
บทที่ 208 ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเยือนบ้านยาย
สามารถจินตนาการได้เลยว่าระหว่างที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น บรรดาคนที่ทราบว่าเย่อวี๋หรานเดินทางไปที่อื่น เมื่อได้ยินหญิงปากสว่างพยายามจับคู่นางกับลุงหย่งหนิงเช่นนี้จะมีปฏิกิริยาเช่นใด
สวรรค์?!
ถ้าข้าไม่รู้ว่าจูต้าเหนียงไปที่ใด คงเชื่อว่าหญิงปากสว่างจับชู้ได้จริง ๆ แล้ว
เค้นถามคนเป็นสามีว่าภรรยาของเขาไปไหน สามีของผู้อื่นสนใจเจ้าก็แปลกแล้ว
ลุงหย่งหนิงที่ถูกจับชู้โดยไม่รู้ตัวมองไปทางหญิงปากสว่างที่ยังตามมาหาเรื่องไม่เว้นว่าง กอปรกับได้ยินจากปากคนรอบข้างว่าเย่อวี๋หรานไปหมู่บ้านสกุลหลินเพื่อจัดงานศพเสียนานแล้ว สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขาจะมีสีหน้าอย่างไร?
อับอายจนเป็นโทสะคือเรื่องเล็ก โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนลั่นวาจาว่าจะปลดหญิงปากสว่างก็ไม่แปลก
“เรื่องมาถึงขั้นนี้ หญิงปากสว่างยังหาว่าคนอื่นเป็นพยานปลอม ๆ ให้ท่านแม่ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าท่านแม่ก็อยู่ที่นั่น แทบจะพลิกเรือนหาอยู่แล้ว สุดท้ายภรรยาของผู้อาวุโสมาถึง เรื่องถึงได้ยุติลง”
ที่จริงตอนนั้นภรรยาของผู้อาวุโสก็ถูกหญิงปากสว่างทำให้โมโหไม่เบา ด่าว่านางไร้สมอง เอาบันไดมาส่งให้แล้วก็ยังไม่ยอมลง จะต้องให้ลุงหย่งหนิงเขียนหนังสือหย่าให้ก่อนจึงจะรู้จักเสียใจใช่หรือไม่?
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อยู่ที่ไหน ให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ออกมาพูด ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้ามาจับนางแบบนี้แล้วนางยังจะไม่ออกมา” หญิงปากสว่างมีสีหน้าเกรี้ยวกราด จับภรรยาผู้อาวุโสไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ภรรยาของผู้อาวุโสทราบความจริงจากคนอื่น ๆ แล้วก็นึกอยากผรุสวาทออกมา นี่เป็นตัวหายนะที่ครอบครัวไหนสั่งสอนออกมากันแน่ จงใจส่งมาเพื่อสร้างปัญหาให้หมู่บ้านสกุลจูโดยเฉพาะใช่หรือไม่?
“จะออกมาอะไรอีก? คนเขาจัดงานศพของแม่ยายอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหลินโน่น ใครยังจะมีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระของเจ้า? พอแล้ว จบเรื่องแล้วก็รีบจัดแจงตัวเอง พาสามีเจ้ากลับเรือนไป มาสร้างความวุ่นวายอยู่ที่นี่ทำไม? พวกเจ้าผัวเมียอยากทะเลาะกันก็ไปปิดประตูทะเลาะกันในเรือนตัวเอง วันปีใหม่แบบนี้ยังมาทะเลาะกันต่อหน้าชาวบ้าน ไม่อายหรือ? พรุ่งนี้เป็นวันที่พวกสะใภ้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิม เจ้าอยากจะให้เรื่องฉาวโฉ่ของเจ้าดังกระฉ่อนไปทั่วเชิงเขาไท่ตังหรือไร?”
“เรื่องฉาวโฉ่อะไรกัน? หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่กล้าทำไม่กล้ารับยังไม่กลัวฉาวโฉ่ ข้าที่มาลงทัณฑ์คนชั่วค้ำจุนคุณธรรมไฉนจึงฉาวโฉ่เสียได้?” หญิงปากสว่างไม่ยอมรับ นางรู้สึกว่าทุกคนล้วนยืนอยู่ฝั่งเดียวกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับนาง
นางเพียงคิดจะลากเย่อวี๋หรานออกมาให้ได้ จับชู้ให้สำเร็จ ทำให้ทุกคนได้เห็น ‘โฉมหน้าที่แท้
จริง’ ของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
“เจ้าก็วุ่นวายต่อไปเถอะ เจ้าจะต้องรอให้จูหย่งหนิงปลดเจ้าก่อนใช่หรือไม่จึงจะยอมวางมือแต่โดยดี?” ภรรยาของผู้อาวุโสคาดคั้น
หญิงปากสว่างเชิดคอกล่าว “เขาไม่กล้าหรอก ถ้าเขากล้าปลดข้าก็แสดงว่าเขาคิดไม่ซื่อ อยากจะปลดข้าเพื่อมอบตำแหน่งให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์”
จูหย่งหนิงโมโหยิ่งนัก เขาอยากจะปลดภรรยาคนนี้ขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้ว บอกให้คนช่วยไปเชิญผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่มาเพื่อปลดภรรยาคนนี้เสีย
ในที่นั้นไม่ขาดแคลนคนอยากดูความครึกครื้น ถึงกับมีคนไปเชิญผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่มา
จริง ๆ
ภรรยาของผู้อาวุโสเห็นว่าปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไปเช่นนี้ท่าจะไม่ดี จึงข่มขู่หญิงปากสว่างไปตรง ๆ ว่าถ้านางไม่รีบเก็บข้าวของและพาสามีของนางกลับเรือนไป รอจนผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่มาแล้วก็จะเขียนหนังสือหย่ากันจริง ๆ แล้วนะ
ก็เหมือนกับที่เย่อวี๋หรานว่าไว้ เป็นย่าคนแล้ว ถ้ามาถูกปลดอีก ยังจะมีหน้าไปพบผู้คนอีกหรือ?
แม้ว่าหญิงปากสว่างยังอยากจะก่อเรื่องวุ่นวายต่อไป แต่ก็ไม่อยากให้ตัวเองต้องถูกปลด ครั้นเห็นว่ามีคนไปเชิญผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่แล้ว ในใจก็บังเกิดความกลัวขึ้นมา
ยามนั้นภรรยาผู้อาวุโสข่มขู่สำทับมาอีก นางก็คล้อยตามแต่โดยดี รีบเก็บของแล้วลากจูหย่ง
หนิงกลับเรือน
“ตอนแรกลุงหย่งหนิงก็ไม่ยอม แต่ภรรยาผู้อาวุโสบอกให้คนลากพาตัวกลับไป” หลี่ซื่อกล่าว “ถ้าจะทะเลาะกันก็ย่อมได้ แต่ต้องปิดประตูทะเลาะกันในเรือน ใคร่ครวญถึงลูกชายกับหลานชายแล้วค่อยตัดสินใจว่ายังจะปลดเมียอยู่ไหม”
เรื่องนี้ค่อนข้างน่าตกใจทีเดียว เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงว่านางไม่อยู่ในหมู่บ้านด้วยซ้ำ หญิงปากสว่างยังสร้างเรื่องได้อย่างออกรสออกชาติ เปี่ยมสีสันแพรวพราว
วันที่สี่ อากาศมืดครึ้ม
หลิ่วซื่อตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ กินอาหารเช้าเสร็จก็กล่าวลาเย่อวี๋หราน หอบหิ้วของขวัญปีใหม่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว จากนั้นพาจูต้า ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าออกจากเรือนสกุลจูเดินทางไปยังบ้านเดิมของนาง
หลิวซื่อลอบสังเกตตะกร้าสะพายหลังที่พี่สะใภ้ใหญ่เอาไปด้วย คาดเดาว่าในนั้นใส่อะไรเอาไว้บ้าง
น่าเสียดายที่บนนั้นใช้ผ้ากระสอบคลุมเอาไว้ชั้นหนึ่ง นางไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
เฮอะ! มีอะไรวิเศษนักหรือ ก็แค่เนื้อกับข้าวสารอาหารแห้งล่ะสิ ข้าก็มีเหมือนกัน
แล้วนึกถึงของที่ตนเองตระเตรียมไว้ให้บ้านมารดา หลิวซื่อก็รู้สึกดีขึ้นมามากโข
เทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้มีข้าวของเยอะกว่าเดิม นางกล้าพูดว่าพี่น้องของนางไม่มีใครมีมากเท่านางสักคน ถึงตอนนั้นคนที่จะได้หน้าก็คือนางแล้ว
อยู่บ้านแม่สามีถูกกดจนแทบโงศีรษะไม่ขึ้น รอให้กลับบ้านมารดาไปก่อนเถอะ เฮอะ ๆ …
หลิวซื่อที่ ‘อิจฉาตาร้อนจนเป็นบ้า’ ทว่าหลิ่วซื่อกลับไม่ได้คิดอะไรมากมาย อย่างไรเสียนางอยู่ที่บ้านก็ไม่ได้รับความโปรดปราน บ้านเดิมก็ยากจน มารดาไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะกลับบ้านเดิมหรือไม่ เพียงสนใจสิ่งของที่นางจะนำกลับไปด้วยก็เท่านั้น
แล้วก็ไม่ผิดไปจากที่คิด เมื่อไปถึง แม่หลิ่วก็รีบสั่งให้คนไปรับตะกร้าสะพายหลังมาจากจูต้าทันที คนในครอบครัวกรูเข้าไปดูของขวัญปีใหม่กันหมด ไม่มีใครสนใจว่าพวกนางสามีภรรยาและลูกน้อยที่เดินทางมาครึ่งค่อนวันแล้วต้องการจะพักผ่อนสักหน่อยหรือไม่
จูต้ายืนอยู่กับหลิ่วซื่อในลานเรือน สีหน้าฉายแววกระอักกระอ่วน
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายิ่งกุมมือกันแน่น สำหรับลูกพี่ลูกน้องทั้งกลุ่มที่เอาแต่จับจ้องพวกเขาราวกับพยัคฆ์มองเหยื่อผู้โชคร้าย เด็กน้อยทั้งสองมีเพียงจิตใจระแวดระวังเต็มเปี่ยม
ตอนที่พวกเขามาปีที่แล้ว ไม่ว่านำของสิ่งใดมาด้วยล้วนถูกอีกฝ่าย ‘สอดส่อง’ แม้แต่เสื้อผ้าบนร่างยังถูกคนแอบฉีกทึ้ง หลังจากนั้นมาพวกเขาก็ได้แต่สวมเสื้อผ้าชุดเก่ามาเยือนแล้ว
คราวนี้ก็เช่นกัน ก่อนที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะออกมาจากเรือนก็ถอดชุดใหม่เก็บไว้แล้ว โดยเฉพาะเสื้ออ่าวตัวใหม่ พับเรียบร้อยก็เก็บไว้ที่เรือน พวกเขายอมทนหนาวดีกว่าจะเปิดโอกาสให้คนอื่นมาทำลายเสื้อผ้าชุดใหม่
“โอ้โห! มีเนื้อด้วย?!”
“อ๊ะ…ท่านแม่ ท่านดู มีปลาแห้งด้วย แถมมีเนื้อตากแห้งอีกต่างหาก”
“ปลาแห้งก็ดี ปลาแห้งอร่อย”
ราวกับค้นพบดินแดนแห่งใหม่ก็ไม่ปาน แม่หลิ่วและคนอื่น ๆ เห็นว่าในตะกร้าใบนั้นเต็มไปด้วยของดีมากมาย เส้นก๋วยเตี๋ยว ปลาแห้ง น้ำพริก และน้ำเชื่อมผลไม้ มีสิ่งของหลากหลายกว่าปีที่แล้วมากนัก
เมื่อเห็นสิ่งของเหล่านี้ แม่หลิ่วก็อารมณ์ดีขึ้นมาก ถึงตอนนี้ค่อยยิ้มแย้มหันกลับมาบอกให้สะใภ้ทั้งสองยกเก้าอี้มาให้จูต้ากับหลิ่วซื่อนั่ง
“อ้อ จริงด้วย ยังมีหลานชายที่น่ารักของข้าสองคน” แม่หลิ่วคุ้ยหาอะไรบางอย่างจากในกล่องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แล้วหยิบน้ำตาลก้อนหนึ่งขึ้นมาบิครึ่ง ส่งให้พวกเขาคนละครึ่ง “บ้านข้าไม่มีของอย่างอื่น มีแค่น้ำตาลสองก้อน อย่ารังเกียจไปเลยนะ”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากล่าวขอบคุณอย่างน่าเอ็นดู พลางใช้หางตาชำเลืองมองญาติลูกพี่ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
พวกลูกพี่ลูกน้องจับจ้องน้ำตาลในมือพวกเขาด้วยตาวาววับราวกับหมาป่าหิวโหย พวกเขาสองคนมั่นใจว่าถ้าไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย อีกฝ่ายต้องพุ่งเข้ามาแย่งไปแล้วแน่นอน
แม่หลิ่วเหมือนจะไม่สังเกตเห็น ยิ้มแย้มพลางลูบศีรษะต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ชมเชยว่าพวกเขาน่ารักรู้ความ จากนั้นก็เรียกพวกหลานชายคนโตให้พาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าไปเล่นในเรือน
“ไม่ต้องหรอกขอรับ ท่านยาย พวกข้าอยากอยู่กับท่านมากกว่า” ปีนี้ต้าเป่าไม่โง่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขากุมมือเอ้อร์เป่าแล้วปฏิเสธข้อเสนอของผู้เป็นยายพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ได้พบกันตั้งนาน พวกข้าคิดถึงท่านยายแล้วขอรับ”
เอ้อร์เป่าที่ถูกสะกิดอย่างลับ ๆ ก็พูดว่า “ใช่แล้วขอรับ ข้าก็คิดถึงท่านยายเหมือนกัน ท่านยายกินน้ำตาลนะขอรับ น้ำตาลอร่อยมากเลย”
เอ้อร์เป่าส่งน้ำตาลครึ่งก้อนนั้นให้แม่หลิ่วต่อหน้าญาติลูกพี่ลูกน้องทุกคน
“ยายไม่ชอบกิน เจ้ากินเถอะ” แม่หลิ่วประทับใจความกตัญญูของหลานชายทั้งสอง จิตใจบังเกิดความรักใคร่เอ็นดู ชมหลิ่วซื่อว่าสั่งสอนลูกชายได้ดียิ่งนัก ยังรู้ความกว่าลูกลิงในเรือนนางเสียอีก มีของอร่อยก็รู้จักคิดถึงคนเป็นยาย