ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 210 ลูกเขยก็คือลูกชายครึ่งหนึ่ง
บทที่ 210 ลูกเขยก็คือลูกชายครึ่งหนึ่ง
แม่หลิวโมโหยิ่งนัก และด่าพวกนางกลับไปทันที
“ไม่ใช่มั้ง?” หลิวซื่อมีสีหน้าตะลึง คิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาถามมารดาเช่นนี้
“ก็คือชุนฮวาเหนียงข้างบ้านพวกเรานั่นปะไร พล่ามเหลวไหลอยู่ได้ทั้งวัน ลือส่งเดชไปทั่ว พูดว่าเจ้าแต่งเข้าสกุลจูไปตั้งหลายปีแล้วแต่กลับไม่ท้องเสียที แปดเก้าในสิบส่วนต้องเป็นเพราะมีบุตรไม่ได้แล้ว พูดว่าแม่สามีเจ้าเผด็จการเพียงนั้น บอกว่าจะปลดสะใภ้สามก็ปลดทันที ไม่แน่ว่าคนต่อไปอาจเป็นเจ้า” แม่หลิวพูดแล้วก็หันมาถามด้วยความเป็นห่วงว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลิวซื่อกับจูเอ้อร์เป็นอย่างไร ตอนอยู่บนเตียงประกอบกิจอย่างไรกันแน่ ไม่ใช่ว่าไปหว่านเมล็ดพันธุ์กันผิดที่หรอกนะ คนรู้เข้าได้กลายเป็นเรื่องขบขันกันพอดี
“ท่านแม่ ท่านมาถามเรื่องพวกนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ?” แม้จะออกเรือนไปนานแล้ว แต่ถูกมารดาถามรายละเอียดบนเตียงเช่นนี้ หลิวซื่อก็อดจะรู้สึกกระดากอายไม่ได้
“ทำไมจะถามไม่ได้? ก็ข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะเป็นเหมือนหลี่ต้าฉ่าที่แม้แต่เข้าห้องหอก็ยังทำไม่เป็นนี่นา”
หลี่ต้าฉ่าที่แม่หลิวกล่าวถึงเป็น ‘คนดัง’ คนหนึ่งของเชิงเขาไท่ตัง แต่ว่าเรื่องที่ทำให้เขาโด่งดังนั้นไม่ใช่เรื่องน่าฟังเท่าไหร่
ปีนั้นเมื่อครั้งที่เขายังหนุ่มแน่นได้ตบแต่งยอดพธูของหมู่บ้าน ทำให้คนทั้งหลายอิจฉาตาร้อนยิ่งนัก
เมื่อครั้งสามีภรรยายังหนุ่มสาวก็รักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่เรื่องประหลาดก็คือพวกเขาสองคนไม่มีลูกกันเสียที
วิธีการอะไรก็ใช้ไปหมดสิ้นแล้ว แต่ภรรยาของเขาทำอย่างไรก็ยังไม่ตั้งครรภ์
ยามนั้นมีคนเริ่มสงสัยว่าภรรยาของเขาไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้หรือเปล่า บอกให้เขาปลดภรรยา แล้วแต่งภรรยาคนใหม่มาแทนที่ แต่หลี่ต้าฉ่าทำใจไม่ได้ อดทนอยู่ด้วยกันมาอีกหลายปี สะสมเงินทองได้จำนวนหนึ่งก็พาภรรยาไปหาหมอในตำบล
ท่านหมอประหลาดใจเป็นล้นพ้น “พวกเจ้าอยู่กินกันมานานแล้ว? ทำไมเมียเจ้ายังเป็นหญิงพรหมจรรย์อยู่เล่า?!”
เมื่อถามจนกระจ่างจึงเข้าใจ ที่แท้หลี่ต้าฉ่าหว่านเมล็ดพันธ์ผิดตำแหน่ง ไม่แปลกเลยที่ผืนดินอันอุดมของภรรยาเขาจะไม่งอกงาม เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีทางออกผลให้เชยชมอยู่แล้ว
เรื่องนี้ไม่ทราบว่าภายหลังลือกันออกมาได้อย่างไร หลี่ต้าฉ่าจึงกลายเป็นขี้ปากของคนทั่วเชิงเขาไท่ตัง
“ท่านแม่ ท่านคิดว่าใครก็เป็นหลี่ต้าฉ่าได้หรือเจ้าคะ?” หลิวซื่อทั้งอับอายทั้งโมโห นางกล่าวว่า “ที่หลี่ต้าฉ่าโง่งมแบบนั้นก็เพราะเขาไม่มีพ่อแม่พี่น้อง ไม่มีใครสอน แต่เหล่าเอ้อร์ไม่เหมือนกันนี่นา เขามีพี่น้องตั้งหลายคน โง่แค่ไหนก็คงไม่โง่งมถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ…”
ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก
“ข้าแค่กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ถ้าเมล็ดพันธุ์ของเขาไม่มีปัญหาก็แสดงว่าที่ดินผืนนี้ของเจ้ามีปัญหา ตอนนี้เจ้าเองก็เก็บเงินได้แล้ว เก็บเงินไว้ให้มากหน่อยแล้วไปหาหมอในตำบล ไม่แน่ว่าอาจได้ผลก็ได้ คนเราต้องมีลูก ถ้าไม่มีลูกครอบครัวก็จะระส่ำระสาย” แม่หลิวโน้มน้าวต่อไป ถึงขั้นกัดฟันค้นเงินอีแปะที่ลูกสาวแอบส่งมาให้ออกมา บอกให้ลูกสาวเก็บไว้ เผื่อวันไหนต้องไปหาหมอ
หลิวซื่อซาบซึ้งยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่ามารดาจะคิดแทนนางเช่นนี้ “หาหมออะไรกัน ท่านแม่ ข้าไม่ได้ป่วยสักหน่อย ท่านก็เตรียมยาให้ข้าไว้แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ข้าลองกินยาก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีก็ได้ ถ้าข้าต้องไปหาหมอในตำบลจริง ๆ เรื่องต้องแดงออกมาแน่นอน ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าคนจะเอาไปพูดกันอย่างไรบ้าง”
“เจ้าพูดมาก็ไม่ผิด คนอื่นพูดก็ไม่กระไรหรอก กลัวก็แต่แม่สามีของเจ้าจะคิดเป็นจริงเป็นจัง นึกว่าเจ้าไม่อาจมีลูก จะปลดเจ้า แบบนั้นก็แย่แล้ว” แม่หลิวทอดถอนใจ พูดว่าฐานะครอบครัวสกุลจูดีขึ้นแล้ว วันข้างหน้าถ้าจูเอ้อร์อยากจะหาใหม่สักคนย่อมไม่มีปัญหา
ตอนนี้นางเป็นห่วงก็แต่หลิวซื่อ ถ้ามีลูกไม่ได้จริง ๆ ก็แย่แล้ว
กลับบ้านเดิมมาอย่างยินดีปรีดา แต่กลับมาได้ยินมารดาพูดเช่นนี้ หลิวซื่อที่เดิมทีก็ไม่สบายใจอยู่แล้วยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม ข้าคงไม่ได้ ‘มีบุตรยาก’ หรอกนะ?
นางไม่ได้นอนหลับสนิทเลยตลอดทั้งคืน วันรุ่งขึ้นหลิวซื่อก็มีรอยคล้ำรอบดวงตาเพิ่มขึ้นมา กลับบ้านแม่สามีไปพร้อมกับจูเอ้อร์
แม่หลิวยังนับว่ารู้มารยาท รับของขวัญปีใหม่ของลูกสาวกับลูกเขยมาแล้วก็มีของตอบแทนกลับไป แม้จะไม่ได้อู้ฟู่เหมือนสิ่งที่ทั้งสองนำมา แต่ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
วันที่หก อากาศปลอดโปร่ง
เมื่อหลิวซื่อกลับมาก็ถึงรอบหลี่ซื่อกลับบ้านเดิมแล้ว เนื่องจากมีลูกน้อยสองคน ของที่นางเตรียมเอาไว้จึงมีมากหน่อย สองสามีภรรยาคนหนึ่งแบกตะกร้าสะพายหลังใส่ของขวัญปีใหม่ อีกคนใช้ตะกร้าสานแบกลูกน้อย แล้วออกเดินทางไปทั้งอย่างนี้
โชคดีที่ปีนี้ฤดูหนาวไม่ได้หนาวมากนัก แม้ว่าก่อนช่วงข้ามปีไม่กี่วันจะมีหิมะโปรยปรายลงมา แต่หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกแม้แต่เงา มิเช่นนั้นสองสามีภรรยาพาลูกน้อยกลับบ้านเดิมไปด้วยเช่นนี้ คาดว่าคงต้องถูกตำหนิแน่นอน
“ปีนี้ทำไมมาช้าอย่างนี้?” แม่หลี่คอยอยู่ตรงประตูเรือนนานแล้ว เมื่อเห็นเงาคนก็รีบออกมารับทันที “เดิมทีควรกลับมาตั้งแต่วันที่สี่แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมเพิ่งมาเอาวันที่หก?”
“ท่านแม่ อย่าพูดเลยเจ้าค่ะ ข้ากับหลานท่านจะหนาวตายอยู่แล้ว เข้าเรือนก่อนค่อยพูด”
ครั้นแม่หลี่ได้ยินว่าพวกเขาพาทารกน้อยมาด้วยก็ตำหนิทั้งคู่ โตกันหมดแล้ว ทำไมยังไม่รู้หนักรู้เบาอีก? จะกระเตงทารกที่ยังไม่หย่านมมาด้วยทำไม ให้พวกเขาอยู่ที่เรือนแม่สามีก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ?
แม่หลี่กระวีกระวาดรับพวกเขาเข้าเรือน แล้วอุ้มซานเป่ากับซื่อเป่าที่อยู่ในตะกร้าสานออกมา เรียกหาว่า ‘หลานรัก’ ไม่หยุด สัมผัสใบหน้าเล็ก ๆ และมือน้อย ๆ ของพวกเขา ดูว่าหนาวจนตัวแข็งไปแล้วหรือยัง
พ่อหลี่ยังตำหนิหลี่ซื่อกับลูกเขยไปอีกยก สงสารหลานนอกทั้งสองคนของเขา นี่เป็นลูกแฝดเชียวนะ ปรารถนาก็ไม่แน่ว่าจะได้มา เก็บได้วาสนายิ่งใหญ่เช่นนี้ก็ยังไม่รู้จักทะนุถนอม
หลี่ซื่อรุดเข้าไปนั่งลงตรงที่นั่งซึ่งพี่สะใภ้สละให้เพื่ออังไฟพลางแลบลิ้น แล้วหัวเราะแห้ง ๆ ให้บิดามารดา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกข้ารองตะกร้าไว้อบอุ่นแน่นหนายิ่ง ทั้งยังใช้ผ้ากระสอบคลุมทับอีกต่างหาก ลมไม่มีทางพัดถูกพวกเขาแน่นอน เพราะพวกข้าแน่ใจว่าไม่มีปัญหา ถึงได้กล้าทำเช่นนี้เจ้าค่ะ”
จูซื่อช่วยพูดสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ บอกว่าเรื่องนี้มารดาของเขาเห็นด้วยแล้ว เรื่องที่มารดาเขาเห็นด้วยจะต้องไม่มีปัญหาแน่นอน
“…” เย่อวี๋หรานคงครุ่นคิดในใจว่า โยนมาให้กันแบบนี้ข้ารับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ
“แม่สามีของเจ้าพูดอะไรก็ถูกไปหมด ถ้านางบอกให้เจ้าไปกระโดดน้ำ เจ้าก็จะไป?” แม่หลี่ไม่ได้ถลึงตาใส่ลูกเขย แต่หาได้ใจอ่อนกับลูกสาวของตนเอง นางมองหลี่ซื่อตาขวาง
“แม่สามีข้าไม่ได้โง่เสียหน่อย นางยังต้องพึ่งพาข้าหาเงินอยู่นะเจ้าคะ ไม่มีทางทำการค้าที่ขาดทุนเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อผิงไฟจนร่างกายอบอุ่นขึ้นหน่อยแล้ว ค่อยเริ่มค้นข้าวของในตะกร้าพลางไล่เรียงว่าเอาของดีอะไรมาให้ที่บ้านบ้าง
เนื่องจากนางเป็นลูกคนสุดท้องจึงเตรียมของมาให้พี่ชายและพี่สาวของนางด้วย มีทั้งปลาแห้ง เนื้อตากแห้ง ทั้งยังมีน้ำพริกเนื้อกับน้ำเชื่อมผลไม้ที่ส่งกลับมาบ่อย ๆ เพียงพอให้คนในครอบครัวกินได้หลายมื้อเลยทีเดียว
“ท่านแม่ ข้ากล้าพูดเลยว่าท่านต้องไม่เคยกินของสิ่งนี้มาก่อนแน่นอนเจ้าค่ะ เจ้านี่เรียกว่าไส้กรอก” หลี่ซื่อหยิบสิ่งที่ดำปี๋ไม่น่ามองพวงหนึ่งขึ้นมาแล้วกล่าวแนะนำอย่างกระตือรือร้น
“ไส้กรอกอร่อยมาก ๆ เชียวล่ะท่านแม่ แม่สามีสอนให้พวกข้าทำโดยเฉพาะ สับเนื้อให้ละเอียดแล้วปรุงรส กรอกใส่ไส้หมู จากนั้นนำไปรมควัน กลิ่นหอมเชียวเจ้าค่ะ ทั้งยังกินง่ายอีกด้วย แค่ล้างให้สะอาด เอาไปนึ่งพร้อมกับข้าวได้เลย ค่อยเอามาหั่นเป็นแผ่น ๆ ก็สามารถกินได้แล้ว…”
“มันคืออะไร? ดำสนิทแบบนี้ เจ้าแน่ใจนะว่ากินได้?” แม่หลี่มองไส้กรอกที่ดำมืดมิด ไม่ได้ตั้งความหวังมากนัก
น้ำพริกเนื้อกับน้ำเชื่อมผลไม้ก็พอแล้ว ลูกสาวนางก็จริง ๆ เลย ไม่กลัวว่าแม่สามีจะไม่พอใจหรือ อะไรก็ขนมาทางนี้หมด
นางตำหนิหลี่ซื่อต่อหน้าลูกเขย กลัวว่าลูกเขยจะคิดว่าลูกสาวของนาง ‘เกาะบ้านแม่สามีกิน’ เอาสิ่งของจากทางนั้นมาจุนเจือทางนี้
จูซื่อยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ บอกว่าของพวกนั้นมารดาเขาเป็นคนสั่งมา สกุลหลี่กว่าจะเลี้ยงหลี่ซื่อให้โตมาได้ไม่ง่ายดาย แต่หลี่ซื่อกลับต้องมาลำบากตรากตรำเพื่อสกุลจู ไม่อาจมาแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาทางนี้ได้ ได้แต่ใช้ของพวกนี้มาแทนใจกตัญญูแล้ว เขาบอกให้แม่ยายไม่ต้องเกรงใจ ลูกเขยก็คือลูกชายครึ่งหนึ่ง อะไรที่ควรตอบแทนก็ควรตอบแทน ถ้าเกรงอกเกรงใจกันเกินไป จะไม่เท่ากับว่าไม่เห็นเขาเป็นลูกชายหรอกหรือ?