ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 214 หญิงปากสว่างอาละวาด
บทที่ 214 หญิงปากสว่างอาละวาด
ช่วงข้ามปี ครอบครัวสกุลจูทั้งคึกคักและเงียบเหงา
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดให้หลินหมู่จากไปอย่างเหมาะเจาะเช่นนี้ ตรงกับช่วงส่งท้ายปีพอดี แม้คนสกุลจูจะไม่ต้องไว้ทุกข์ให้หลินหมู่ แต่หลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยต้องไว้ทุกข์นี่นา ด้วยเหตุนี้จึงต้องใส่ใจทั้งเรื่องอาหารสามมื้อและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
ต่อให้คนอื่น ๆ ไม่มีข้อห้ามแตะของคาว และสวมใส่สีสันสดใสเหมือนพวกนาง แต่ก็ต้องระวังไว้บ้างไม่มากก็น้อย
ครั้นพิจารณาถึงว่าสามพี่น้องต้องไว้ทุกข์ให้มารดาหนึ่งปี ทุกคนจึงช่วยกันเย็บเสื้อผ้า รองเท้า และถุงเท้าใหม่ให้อย่างเร่งรีบ เพราะก่อนหน้านี้เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ เสื้ออ่าวชุดใหม่ของทุกคนจึงเลือกผ้าที่มีสีสันค่อนข้างสดใส แต่ตอนนี้ต้องคิดหาวิธีมาเปลี่ยนให้เป็นสีอ่อนแล้ว
ไม่ว่าจะเย็บผ้าสีอ่อนทับลงไปหรือจะรื้อผ้าออกมาเย็บใหม่ก็ล้วนต้องใช้เวลากับแรงงานทั้งนั้น
เย่อวี๋หรานในชาติที่แล้วย่อมไม่ถนัดงานเย็บปักถักร้อยพวกนี้ แต่ผู้ใดให้นางมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกันเล่า นางจึงสามารถเย็บอะไรออกมาได้บ้าง
ฤดูหนาวไม่สะดวกจะออกไปข้างนอก ยามว่างไม่มีอะไรทำ นางก็จะพาพวกลูกสะใภ้และแม่นางน้อยทั้งหลายนั่งรอบกองไฟ ทำงานเย็บปักเล็กน้อยและถักสร้อยข้อมือ
เนื่องจากมีคนเยอะ ห้องครัวไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้ คนสกุลจูจึงขุดหลุมบริเวณด้านหนึ่งของห้องโถงใช้เป็นหลุมก่อกองไฟ เมื่ออากาศอบอุ่นขึ้นแล้วค่อยกลบฝัง
หลี่ซื่อเล่าเรื่องตลกที่นางเคยได้ยินมาให้ทุกคนฟัง ทั้งห้องอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะร่า
ทันใดนั้น พลันมีคนมาทุบประตูใหญ่เรือนสกุลจู
ปัง!
เสียงดังสนั่นพาให้คนทั้งห้องชะงักไปชั่วขณะ
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ เจ้าไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“อย่าคิดว่าแอบอยู่ในเรือนแล้วข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ข้างใน นางเฒ่าไร้ประโยชน์ กล้ามาล่อลวงสามีคนอื่น เจ้าไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้”
……
เย่อวี๋หรานที่ขลุกอยู่ในรังอันอบอุ่น ไม่ออกไปข้างนอกโดยไม่จำเป็นเพราะอากาศหนาวได้แต่นิ่งงัน “…”
ไม่หรอกมั้ง ทำไมหญิงปากสว่างจึงมาที่เรือนพวกเขาได้?
คนทั้งห้องมองมาที่เย่อวี๋หราน ถึงจะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ขอโทษด้วย เรื่องที่หญิงปากสว่างไปจับชู้ และต้องการจะใส่ร้ายว่าใครบางคนเป็นชู้กับจูหย่งหนิงเมื่อตอนวันขึ้นปีใหม่ พวกเขายังจำได้ชัดเจน
จูเหล่าโถวชะงัก “…”
ด้วยนิสัยเช่นนั้นของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ต่อให้เรื่องระหว่างเขากับแม่ม่ายฉินเป็นเรื่องจริง นางก็ไม่มีทางไปสานสัมพันธ์กับจูหย่งหนิง ในโลกนี้คงมีเพียงเขาที่สามารถยอมรับนิสัยของภรรยาได้
กานอี้เซียนซึ่งเป็นพระเอกได้แต่ตะโกนในใจ “…”
เปล่า! ข้าเปล่านะ
ข้าไม่ได้ปรากฏตัวมานานแล้ว
ประตูเรือนสกุลจูนั้นแข็งแรงดี แต่วงกบที่ยึดประตูเอาไว้ไม่ได้แข็งแรงถึงเพียงนั้น หญิงปากสว่างทุบเอา ๆ เช่นนี้ วงกบก็เริ่มสั่นคลอนโอนเอนขึ้นมาแล้ว
“ทำอะไร? เปิดประตูสิ” เย่อวี๋หรานโยนงานเย็บปักลงในตะกร้า หาท่อนไม้ที่เหมาะมือมาท่อนหนึ่ง แล้วเลิกผ้าม่านที่กั้นประตูห้องโถงเอาไว้ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก
เพราะตอนนี้เป็นฤดูหนาว เปิดประตูทิ้งไว้จะทำให้ลมหนาวพัดเข้ามาข้างในทำให้อากาศภายในเรือนหนาวเย็น แต่ถ้าปิดประตูเรือนเอาไว้ก็จะไม่เห็นความเคลื่อนไหวข้างนอก ดังนั้นพวกเขาจึงเปิดประตูบานหนึ่งทิ้งไว้ แล้วแขวนผ้าม่านหนา ๆ ไว้แทน
และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยแยกระหว่างผ้าม่านกับบานประตู จึงจงใจแขวนผ้าม่านไว้สองผืน ด้านที่ติดกับขอบประตูก็ยึดตายเอาไว้กับกรอบประตู ส่วนผ้าม่านฝั่งที่มาบรรจบกันก็ให้ซ้อนทับกันเล็กน้อย เช่นนี้เวลาเดินเข้าออก เมื่อมีคนเดินผ่านสามารถเปิดออก พอคนเดินผ่านไปแล้วก็จะปิดทบลงมาตามเดิม ป้องกันลมหนาวจากโลกภายนอก
เมื่อเย่อวี๋หรานออกมา จูต้ากับจูเอ้อร์ก็ตามออกมาด้วย พวกเขาหนาวจนร่างสั่นสะท้าน พากันดึงแขนเสื้อเดินตามหลังมารดา
หญิงปากสว่างเห็นเย่อวี๋หรานเดินออกมาก็ด่ากราดทันที ด่าว่าไร้ยางอาย ล่อลวงสามีคนอื่น ยั่วยุให้เขาปลดภรรยา เห็นคนอื่นมีชีวิตดีหน่อยเป็นไม่ได้ ต้องวิ่งแจ้นออกมาหาเรื่องชาวบ้าน
เย่อวี๋หรานไม่อยากเปลืองถ้อยคำแม้แต่คำเดียว กลอกตาใส่แล้วปรี่เข้าหาทันที นางควงท่อนไม้ในมือปัดป่ายไปทางศีรษะของฝ่ายตรงข้าม
หญิงปากสว่างตกใจจนลืมด่า พลางร้องเสียงหลง “โอ๊ย มารดามันเถอะ ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะตีคนแล้ว นางหญิงเฒ่าจะเอาชีวิตคนแล้ว…”
นางแผดเสียงพลางถอดกรูด แล้วไปสะดุดหินก้อนหนึ่งจนล้มก้นจ้ำเบ้า
เย่อวี๋หรานฟาดท่อนไม้ตามลงมาหยุดอยู่เหนือหน้าผากอีกฝ่าย “ถ้าพูดเหลวไหลอีก ข้าจะตีหัวเจ้าให้เละ”
หญิงปากสว่างขวัญผวา พลันร้องไห้โฮขึ้นมา คร่ำครวญเสียงแหลมดุจผีร้องหมาหอน
แม้ทั้งสองเรือนจะตั้งห่างกันพอสมควร แต่เสียงดังขนาดนี้ จูหย่งหนิงย่อมได้ยิน นอกจากนี้ ตอนที่หญิงปากสว่างจะออกมายังทะเลาะกับเขาไปยกหนึ่ง ปากพูดว่าใครสักคนต้องได้เห็นดีกันแน่
เขารีบตามมาก็เห็นว่าประตูเรือนของผู้อื่นถูกทำลาย แล้วมองไปทางหญิงปากสว่างที่นั่งอยู่บนพื้น อับอายจนยากจะทานทน
“หญิงปากสว่าง เจ้ายังมียางอายอยู่หรือไม่? มาอาละวาดอยู่ในเรือนคนอื่นทำไม? เจ้าลุกขึ้นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ กลับเรือน” เขาฉุดหญิงปากสว่างให้ลุกขึ้น ต้องการจะพาคนจากไปให้ไว
“ข้าไม่ไป ข้าจะไปทำไม? หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ล่อลวงเจ้า เจ้าถึงได้อยากจะปลดข้า ตีให้ตายข้าก็ไม่กลับ ครอบครัวพวกเจ้าคิดอย่างไร เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้? ก็เพราะเห็นว่าครอบครัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มั่งมีขึ้นมาแล้ว อยากได้ของของผู้อื่น รังเกียจที่ข้าเป็นตัวขัดแข้งขัดขา อยากให้ข้าตาย จะได้ไม่ไปขวางทางผู้อื่นอย่างไรเล่า?” หญิงปากสว่างด่าจูหย่งหนิงโดยไม่ไว้หน้า
ด่าว่าเขาไร้ยางอาย เห็นว่าครอบครัวผู้อื่นอยู่ดีกินดีก็อยากได้สิ่งของของคนอื่นเขา
ทั้งแม่สามี ลูกชาย และลูกสะใภ้ล้วนก็ด่ากราดนางไปเสียทุกราย ทำราวกับคนทั้งโลกล้วนผิดต่อนาง
ในขณะที่เวลานี้มารดาของจูหย่งหนิง ลูกชาย และลูกสะใภ้ล้วนมีสีหน้าปั้นยาก
“ท่านแม่ ท่านหยุดอาละวาดเสียทีได้ไหม?” โดยเฉพาะลูกชายของหญิงปากสว่าง จูเล่อเซิงที่ตอนนี้มีสีหน้าเขียวคล้ำ “อาละวาดอยู่ในเรือนตัวเองก็ช่างเถอะ นี่ยังจะมาอาละวาดในเรือนคนอื่น ท่านไม่รู้สึกว่าขายหน้าบ้างหรือ?”
“เจ้ารังเกียจว่าข้าน่าขายหน้ารึ?!” หญิงปากสว่างตกตะลึง “พ่อเจ้าจะปลดข้า เจ้ากลับไม่พูดอะไรสักแอะ ตอนนี้ข้ามาคิดบัญชีกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ พวกเจ้าแต่ละคนกลับออกมาพูดจาแทนนาง?! เจ้ายังเป็นลูกข้าอยู่หรือไม่? จูเล่อเซิง เจ้าเดรัจฉาน เจ้าไม่ใช่คน เจ้าคนสมควรตาย หมาป่าตาขาว ข้าคลอดเจ้าออกมายังไม่สู้คลอดรก…”
แม้ว่าจูเล่อเซิงจะถูกมารดาดุด่ามาจนชินชา แต่เมื่อก่อนนั้นด่าในเรือนตัวเอง ตอนนี้กลับมาด่าต่อหน้าคนอื่น เขารู้สึกเหลืออด มองมารดาด้วยความโกรธจนร่างสั่น “ท่านแม่ ท่านทำเกินไปแล้ว!”
“ข้าทำเกินไป? เกินไปตรงไหน? คนที่ทำเกินไปคือข้าหรือเจ้ากันแน่? เจ้าเป็นลูกข้านะ ทำไมไปเข้าข้างคนอื่น สมแล้วที่เป็นลูกหลานสกุลจู นิสัยเลวเหมือนพ่อเจ้าไม่มีผิด หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ทำเรื่องโสมมอะไรกันแน่ ล่อลวงพ่อเจ้าก็แล้วไปเถอะ ทำไมเจ้าถึงตามืดบอดไปด้วยคน แม้แต่แม่ตัวเองเป็นใครก็ไม่รู้แล้ว?” หญิงปากสว่างด่าทอรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งด่าก็ยิ่งไม่น่าฟัง
จูเล่อเซิงเดิมทีตั้งใจว่าจะมาห้าม แต่ได้ยินมารดาด่าตนเองเช่นนี้ก็โมโหจนสะบัดหน้าหนี “ข้าไม่สนท่านแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ”
เพิ่งมาถึงลานเรือนสกุลจูได้ไม่นานก็สะบัดหน้าจากไปอย่างโกรธกริ้วเสียแล้ว
ภรรยาของเขากลัวว่าจะเกิดเรื่องจึงตามกลับไปด้วยคน “เล่อเซิง เล่อเซิง…”
“เจ้านี่นะ…” มารดาของจูหย่งหนิงมองหญิงปากสว่างด้วยสายตาผิดหวังยิ่งนัก “เจ้าก็ทำไปเถอะ เดี๋ยวคงได้เสียใจในสักวัน”
นางไม่คิดจะสนใจเช่นกัน เดินจากไปด้วยอีกคน
หลานชายสุดที่รักของนางกลับไปแล้ว ตนเองก็อายุปูนนี้ ปล่อยให้พวกเขาอาละวาดกันไปเถอะ ลูกชายกับลูกสะใภ้ยังไม่กลัวว่าจะขายหน้า แล้วนางที่เท้าข้างหนึ่งอยู่ในโลงศพแล้วยังต้องกลัวอะไร?
อย่างไรเสียเมื่อก้าวเท้าสองข้างลงไปในโลงก็ไม่ได้รับรู้อะไรอีกแล้ว
“ไป ๆๆ พวกเจ้าไปให้หมด พวกเจ้าสมควรตายกันทุกคน ข้าพูดแทงใจดำพวกเจ้าล่ะสิ? แต่ละคนถึงได้กินปูนร้อนท้อง หนีไปไวเสียยิ่งกว่าผีสาง…” หญิงปากสว่างเห็นว่าไม่มีใครสนใจจะช่วยก็นั่งร่ำร้องคร่ำครวญบนพื้น แทบร้องไห้เอาความน้อยเนื้อต่ำใจชั่วชีวิตออกมาเสียทีเดียว