ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 216 ทำไมไม่ปลดเล่า?
บทที่ 216 ทำไมไม่ปลดเล่า?
“ใครจะไปรู้? เรื่องระหว่างผัวเมียเขา พวกเรายังจะไปแอบฟังใต้เตียงได้หรือ?” เย่อวี๋หรานกลอกตาแล้วพูดว่า “คนหนึ่งเอาแต่พล่ามเหลวไหล ทั้งยังชอบปล่อยข่าวลือเป็นประจำ อีกคนราวกับคนใบ้ ไม่รู้จักห้ามปรามแม้แต่น้อย ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ สุดท้ายไม่เกิดเรื่องก็แปลกแล้ว”
“ทำไมไปโทษหย่งหนิงด้วยเล่า?” จูเหล่าโถวนึกได้ว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ยังด่าจูหย่งหนิงอีกด้วย ก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมต่อน้องชายร่วมแซ่ผู้นี้สักเท่าไหร่ “หย่งหนิงไม่ได้อยากปลดนางจริง ๆ เสียหน่อย แต่หญิงปากสว่างอาละวาดหนักเกินไปแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่นี้ตั้งแต่แม่สามีจนถึงลูกชายก็ล้วนถูกหญิงปากสว่างด่าจนมีสภาพไหนแล้ว หมาป่าตาขาว เดรัจฉานอะไรกัน นั่นก็ระคายหูเกินไป”
เย่อวี๋หรานมองเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้าข้องใจแทนเขา? เมียเขาอาละวาดขนาดนี้แล้ว เจ้ายังไม่สงสัยว่าข้ามีอะไรกับเขาอีกหรือ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร?” จูเหล่าโถวกล่าวอย่างมั่นใจมาก “ข้ายังจะไม่เข้าใจนิสัยของเจ้าอีกหรือ? ปีนั้นที่เจ้าตามข้ามาก็เพราะความจำเป็น แล้วเจ้าจะไปต้องตาเจ้าหย่งหนิงได้อย่างไร?”
ยามนั้น ครอบครัวยากลำบากอย่างยิ่ง เขาหาภรรยาไม่ได้ด้วยซ้ำ
เมื่อได้เห็นแม่นางน้อยหน้าตางดงามทั้งหลายในบ้านสกุลใหญ่ เขาก็เหม่อมองจนตาลายไปชั่วขณะ ทว่าคนที่นำทางอยู่ขณะนั้นปัดป่ายมือไปมาตรงหน้าเขา “มองอะไร? พวกนางใช่คนที่เจ้าจะเพ้อฝันได้หรือ?”
จากนั้นก็สาธยายให้เขาฟังว่า สาวใช้ในเรือนสกุลใหญ่เช่นนี้ ต่อให้เป็นแค่คนกวาดพื้นธรรมดา อย่างขี้เหร่ก็คงออกเรือนให้เสี่ยวเอ้อตามร้านอาหาร ไม่มีทางเวียนมาถึงรอบชาวนายากจนอย่างพวกเขาหรอก
เวลานั้นเอง จูเหล่าโถวก็พลันเห็นเย่อวี๋หรานที่ถือสิ่งของเดินผ่านไป แรกพิศติดตรึงใจ
หากน่าเสียดาย ยามนั้นเย่อวี๋หรานยังเป็นสาวใช้ข้างห้องของคุณชายใหญ่ ได้รับความโปรดปรานยิ่งนัก
ตอนนั้นแม้แต่ฝันเขายังคิดว่า แม่นางที่งดงามปานนี้ ถ้าเป็นภรรยาของข้าก็ดีน่ะสิ ข้าจะต้องดีต่อนางแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันนั้นเขาไปได้ยินว่าสาวใช้ข้างห้องของคุณชายใหญ่ทำความผิด จะถูก ‘ขาย’ ออกไปแล้ว เขาก็ปราดเข้าไปทันที
เพื่อให้เย่อวี๋หรานเลือกเขาจากคนมากมาย เขายังใช้อุบายเล็กน้อย ‘ขอเพียงเจ้าเลือกข้า ต่อไปข้าจะฟังเจ้าทุกอย่าง’
“งั้นเจ้าก็ว่ามา ถ้าตอนที่หย่งหนิงยังหนุ่มแน่นสามารถจัดการหญิงปากสว่างได้ นางยังจะปล่อยข่าวลือไปทั่ว สร้างเรื่องไม่หยุดหย่อนเหมือนตอนนี้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานถาม
“เอ่อ…” จูเหล่าโถวพูดไม่ออก
ถ้าจัดการได้จริง หญิงปากสว่างย่อมไม่กล้าอยู่แล้ว
“ก็ถูกแล้ว ถึงได้บอกว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง[1] เรื่องนี้ไม่อาจโทษหญิงปากสว่างไปเสียทั้งหมด ตอนที่หญิงปากสว่างยังสาวก็เป็นแม่นางน้อยที่งดงามนางหนึ่ง ตอนนั้นนางไม่ได้เป็นแบบนี้” จากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หญิงปากสว่างตอนที่ได้พบกันเป็นครั้งแรกแม้จะปากพล่อยไปบ้าง แต่ก็เป็นแม่นางน้อยที่สดใสร่าเริงยิ่งนัก
เพียงแต่ภายหลังถูกชะตาชีวิตเคี่ยวกรำ ทำให้คนทั้งสองเปลี่ยนโฉมไปราวกับเป็นคนละคน
อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสกำลังเกลี้ยกล่อมจูหย่งหนิง
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น หรือต่อให้เห็นแก่ลูก ๆ เขาก็ไม่อาจปลดหญิงปากสว่าง ไม่อย่างนั้นถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปแล้ว ใครจะยินดีแต่งกับหลานสาวหลานชายของเขา?
คำลือดุร้ายดั่งพยัคฆ์ เขารู้ว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร แต่คนนอกจะรู้หรือ?
ระหว่างที่เกลี้ยกล่อม ยังสั่งสอนหญิงปากสว่างอย่างเข้มงวดไปด้วย ตำหนิว่านางไม่รักษาคุณธรรมของสตรีที่ออกเรือนแล้ว เอาแต่พูดจาปากเปราะ แถมยังว่าร้ายสามีตัวเองอีกต่างหาก ขาดก็แต่เหยียบขึ้นมาปล่อยของเสียบนศีรษะของสามีตนเองแล้ว สามีไม่ปลดนางสิแปลก
ผู้อาวุโสยังเรียกร้องให้หญิงปากสว่างรับปากเงื่อนไขของตนเอง ไม่อย่างนั้นต่อให้ไม่ปลดภรรยาก็สามารถไล่นางกลับบ้านเดิมไปให้บ้านมารดานางสั่งสอนให้ดีก่อน ค่อยกลับมาหมู่บ้านสกุลจู
หญิงปากสว่างเป็นถึงย่าคนแล้ว แม้ว่ามารดาชรายังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าถูกไล่กลับไปด้วยเหตุนี้จริง ๆ นางยังจะมีหน้าไปพบผู้คนอีกหรือ?
“ข้ารับปาก ข้ารับปากทั้งนั้นเจ้าค่ะ ผู้อาวุโส ขอร้องท่านแล้ว อย่าไล่ข้ากลับไปเลยนะเจ้าคะ ถ้าข้าถูกไล่กลับไปจริง ๆ ทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว” หญิงปากสว่างกล้าอาละวาดหนักเช่นนี้เพราะคิดว่าจูหย่งหนิงสามีนางไม่อาจทำอะไรได้
นางเป็นใหญ่เหนือเขามาทั้งชีวิต คิดไม่ถึงว่าพอถึงคราวแก่ กลับถูกเขาระเบิดอารมณ์ใส่ เกือบจะปลดนางแล้ว
เรื่องนี้ทำให้หญิงปากสว่างตกใจไม่เบา
“ถ้าไม่อยากให้เขาปลด เจ้าก็ทำตัวดี ๆ อย่าเอาแต่ก่อเรื่อง” ผู้อาวุโสมีสีหน้าเข้มงวด กล่าวต่ออีกว่า “สงบปากสงบคำของเจ้าเอาไว้ ถ้าเที่ยวไปพูดเลื่อนลอยส่งเดช ถึงหย่งหนิงไม่เอาเรื่องเจ้า ข้าก็จะมาหาเจ้าเอง หมู่บ้านสกุลจูของข้าไม่เก็บสะใภ้ที่ชอบปล่อยข่าวลือสร้างเรื่องเท็จเอาไว้หรอกนะ”
พวกหลี่ซื่อกับหลินซื่อเห็นว่าหญิงปากสว่างไม่ถูกปลด แต่กลับร่างข้อตกลงขึ้นมาฉบับเดียว ในใจก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้
ก่อเรื่องหนักขนาดนี้ ทำให้แม่สามีของพวกนางต้องลงมือเอง พวกนางคิดว่าจะต้องถูกปลดแน่แล้ว
“เฮ้อ! น่าเสียดายแท้ ๆ ก่อเรื่องขนาดนี้ยังไม่ถูกลงโทษอะไร ต่อไปหย่งหนิงคงปลดเมียไม่ได้แล้ว” หลี่ซื่อบ่นให้เย่อวี๋หรานฟัง
นางมีสีหน้าเห็นใจ เหมือนอยากให้หญิงปากสว่างถูกปลดเสียเดี๋ยวนั้น
“ไม่ปลด ไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว พวกเจ้าเลยกระวนกระวายใจล่ะสิ?” เย่อวี๋หรานชายตามองพวกนาง ถามว่าพวกนางทำงานเสร็จหรือยัง
“เปล่านะเจ้าคะ ท่านแม่ ข้าแค่รู้สึกว่าลุงหย่งหนิงน่าสงสาร” หลี่ซื่อฟั่นด้ายป่านอย่างรวดเร็ว แม้ตอนนี้จะอากาศหนาวแล้ว ไม่ต้องไปทำงานเกษตร แต่ก็ไม่อาจอยู่เว้นว่าง ในฤดูหนาวที่ออกไปไหนไม่ได้ คนมักจะฟั่นเชือกป่าน ทอเสื้อกระสอบ หรือสานเสื่ออะไรพวกนี้
นางยังต้องให้นมลูกน้อยจึงแค่มาช่วยฟั่นเชือกป่าน ขณะที่หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อยังรับหน้าที่ทำรองเท้าผ้าและสานรองเท้าอื่น ๆ สำหรับทั้งปีอีก
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยก็โตกันระดับหนึ่งแล้ว นอกจากถักสร้อยข้อมือ สิ่งที่ได้เรียนมากที่สุดก็คืองานฝีมือพวกนี้
“ใช่แล้ว ท่านแม่ หญิงปากสว่างปากร้ายปานนี้ แม้แต่ลุงหย่งหนิงยังถูกนางใส่ร้าย ถ้าคราวนี้ไม่สั่งสอนนางให้หนัก ต่อไปจะต้องสร้างเรื่องไม่จบสิ้นแน่นอน” หลินซื่อกล่าวขึ้นจากด้านข้าง “ท่านแม่เป็นคนอย่างไร พวกข้าล้วนรู้ดี ไม่เชื่อหรอกว่าท่านแม่จะไปมีอะไรกับลุงหย่งหนิง แต่ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่แน่แล้ว”
หลี่ซื่อกล่าวต่อไปว่าข่าวลือส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน ตอนแรกสุดก็ออกมาจากปากหญิงปากสว่าง ครั้นฟังนางพูดมากเข้า คนในหมู่บ้านก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่รู้ว่าตกลงแล้วเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ”
เป็นต้นว่าแม่ม่ายฉินไปเป็นชู้กับใครต่อใครในหมู่บ้านบ้าง หรือเรื่องที่ภรรยาของเจียงเซิ่งทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านนานปีแล้วค่อยตั้งครรภ์ทารกชาย แปดเก้าในสิบส่วนต้องยืมเมล็ดพันธุ์ใครมาแน่นอน ภรรยาของผู้อาวุโสรับสิ่งของจากใครบ้าง ทำธุระให้ใคร…
เย่อวี๋หรานเอ่ยว่า “เรื่องซุบซิบที่เจ้ารู้มาก็ไม่น้อยเลยนี่”
หลี่ซื่อที่เดิมทียังครึ้มอกครึ้มใจอยู่พลันยิ้มหน้าแห้ง “ท่านแม่ ข้าก็ฟังหญิงปากสว่างมาอีกทีหรอกเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่ก็พูดกันมาอย่างนี้ พวกท่านแค่รับฟังไว้ก็พอ อย่าเก็บไปคิดเป็นจริงเป็นจัง”
“ตอนที่เจ้าพูดเรื่องซุบซิบกับคนอื่นจะบอกพวกเขาว่าเรื่องนี้จริงเรื่องนั้นเท็จด้วยหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
“เปล่าเจ้าค่ะ จะพูดได้อย่างไรเจ้าคะ? เรื่องซุบซิบเดิมทีก็จริงครึ่ง เท็จครึ่งอยู่แล้ว ถ้าเป็นจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมดแล้วยังจะน่าสนใจอีกหรือ?”
“แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าต่างจากหญิงปากสว่างตรงไหน?”
“เอ่อ” หลี่ซื่อสะอึก “ท่านแม่ ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“ข้าแค่กำลังเตือนเจ้าว่าอย่าเที่ยวเอาเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จไปพูดส่งเดช เรื่องเป็นมาอย่างไรก็เล่าอย่างนั้น อย่าบอกว่าลมคือฝน คิดเชื่อมโยงมั่วซั่ว เอาไปลือซี้ซั้ว เจ้าคิดว่าหญิงปากสว่างเป็นนักปล่อยข่าวลือมาแต่แรกหรือ? ก็เหมือนกับเจ้านั่นแหละ ตอนแรกก็แค่พูดเรื่องซุบซิบนินทาผู้อื่น แต่เมื่อลือต่อ ๆ กันไป ความจริงก็ค่อย ๆ เลือนหาย ยิ่งพูดก็ยิ่งคลาดเคลื่อน สุดท้ายกลายเป็นสร้างข่าวลือเท็จ…”
หลี่ซื่อรีบรับประกันกับเย่อวี๋หรานว่า นางไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่นอน
[1] ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง 一个巴掌拍不响 เป็นสุภาษิตพื้นบ้านของจีน (มีความหมายต่างจากของไทยเล็กน้อย) หมายความว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว แต่ล้วนมีสาเหตุมาจากทั้งสองฝ่าย