ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 228 วางอำนาจ
บทที่ 228 วางอำนาจ
เมื่อกินอาหารเย็นแล้ว เถ้าแก่อวี๋ก็พูดชื่นชมจูชีต่อหน้าทุกคนที่โต๊ะอาหาร บอกว่าเขาเก่งมากแค่ไหน ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นแค่คนทึ่มแต่ก็ยังเรียนหนังสือเก่งมากทีเดียว
ยามที่พูดก็ยังไม่ลืมเปรียบเทียบกับอวี๋เฟยของบ้านตัวเอง โดยหันไปมองและพูดกับอวี๋เฟยว่า “เจ้าดูตัวเองสิ คนทึ่มคนหนึ่งยังเรียนหนังสือได้ ถ้าต่อจากนี้เทียบกับคนทึ่มแล้วยังสู้ไม่ได้จะทำอย่างไรเล่า?”
อวี๋เฟยที่แม่นมกำลังป้อนข้าวมีสีหน้าไม่มีความสุขนัก “ท่านพ่อ ท่านพูดอะไรอยู่? ข้าจะสู้คนทึ่มคนหนึ่งไม่ได้ได้อย่างไรเล่า?”
“ถ้าเจ้าสู้ได้ก็แปลกแล้ว” เถ้าแก่อวี๋เล่าเรื่องวันนี้ที่เย่อวี๋หรานพาลูกชายมาที่นี่ เพื่อขอให้เขาแนะนำสำนักศึกษาและอาจารย์ให้
“เก่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? จริงหรือ?” ฮูหยินอวี๋ได้ยินก็ประหลาดใจ “มิน่าล่ะวันนี้ท่านถึงได้ให้เสี่ยวเอ้อที่ร้านวิ่งกลับมาเอาตำราของเฟยเฟยไป ข้ายังคิดอยู่ว่าจะทำอะไรกัน”
“เป็นเรื่องจริงแน่นอน ข้าทดสอบด้วยตัวเองเชียวนะ”
“ไม่ได้ท่องจำมาก่อนแล้วหรือ?”
เถ้าแก่อวี๋กล่าว “ข้าถึงขั้นเลือกสุ่มมาจาก ‘คัมภีร์อี้จิง’ เลยนะ เฟยเฟยลูกชายเจ้าเรียนกับอาจารย์มาก็หลายปี เจ้าคิดว่าเขาจะมีความสามารถพอที่จะทำเช่นนี้ได้หรือ?”
ฮูหยินอวี๋มองลูกชายตัวเองและเงียบไป “…”
อวี๋เฟยมีสีหน้าไร้เดียงสา
แต่พอได้ยินว่าด้านหนึ่งพ่อตัวเองก็พูดย้ำว่าเขาโง่ ด้านหนึ่งก็ชมคนว่าฉลาด ในใจเขาก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมา
เขาสาบานว่าอย่าให้เขาเจอคนแซ่จูผู้นั้นเชียว ไม่เช่นนั้นเขาจะทำให้หมอนั่นเห็นดีแน่
ในขณะเดียวกัน จูชีไม่รู้ตัวว่ามีคนกำลัง ‘นึกถึง’ ตัวเองอยู่ และกำลังแทะขาไก่อย่างมีความสุข
เพราะฆ่าไก่ไปหนึ่งตัว โต๊ะอาหารของสกุลจูจึงมีความครื้นเครงเป็นพิเศษ
เย่อวี๋หรานถือโอกาสในช่วงที่คนกำลังครึกครื้นประกาศเรื่องที่ว่าอีกไม่กี่วันจะส่งต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีไปเรียนหนังสือในตำบล
เพราะเคยพูดคุยกันไปบ้างแล้ว ทุกคนจึงได้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ และไม่ได้แปลกใจมากนัก
มีเพียงจูเหล่าโถวที่กังวลใจ “เงินพอหรือ? ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ผลิที่ต้องไถดินแล้ว แล้วยังต้องเก็บเงินไว้สำหรับเมล็ดพืชด้วย”
เย่อวี๋หรานมองเขาด้วยความใจเย็น “เรื่องนี้เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่ปล่อยให้ที่ดินของบ้านพวกเราว่างเปล่าแน่นอน”
ส่วนจะปลูกอะไรนั้น นางก็ไม่กล้ารับปาก
“ถ้าเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วก็ไม่เป็นไร” จูเหล่าโถวไม่ได้พูดให้มากความอีก
จูต้าและจูอู่ถูกทิ้งให้ถมเกลี่ยดินอยู่ที่บ้าน เย่อวี๋หรานนั้นหลังจากได้รับข่าวจากเถ้าแก่อวี๋ก็พาจูซาน จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าออกจากบ้านไปแต่เช้า
พวกเขาล้วนสวมเสื้อผ้าใหม่ที่ซื้อมาในช่วงตรุษจีน ดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อยยิ่งนัก
โชคดีที่เย่อวี๋หรานมองการณ์ไกล ไม่ให้หลิ่วซื่อทำเสื้อผ้าสีเขียวสดหรือสีแดงสด ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าสวมเสื้อผ้าสีเขียวอ่อน พวกเขาเดินข้างจูชีที่สวมเสื้อผ้าสีเดียวกัน ทั้งสามคนอาหลานจึงเหมือนกันจริง ๆ
ต่างจากพวกเขา เสื้อผ้าของจูซานมีสีที่เข้มกว่ายิ่งทำให้รู้สึกถึงความสงบและซับซ้อน
เย่อวี๋หรานจัดการอย่างกระตือรือร้น แม้ว่าจะไม่มีเครื่องประดับมากนัก แต่ผมก็ถูกมวยเก็บอย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้าบนร่างกายก็พอดีตัว มองคราแรกดูไม่เหมือนหญิงเฒ่าในครอบครัวชาวนาทั่วไปเลย
“จูต้าเหนียง ท่านนี้คืออาจารย์เฉินจากสำนักศึกษาหลานฮวา” เถ้าแก่อวี๋แนะนำพวกเขาให้รู้จักอาจารย์เฉิน
อาจารย์เฉินนั่งอยู่บนที่นั่งไม่ขยับด้วยท่าทีหยิ่งทะนง แต่บัณฑิตในยุคนี้ก็มักจะรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น ท่าทีเช่นนี้ของเขาไม่มีใครคิดว่าแปลกนอกจากเย่อวี๋หราน
“อาจารย์เฉิน สวัสดียามบ่าย”
จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าทั้งสามคนที่ตามหลังเย่อวี๋หรานมาทักทายอาจารย์เฉิน “อาจารย์เฉิน สวัสดียามบ่ายขอรับ”
“คนไหนกันที่อยากเรียนหนังสือ?” อาจารย์เฉินตัดบทพูดเข้าเรื่อง “ก่อนอื่นคงต้องพูดเรื่องที่ไม่น่าฟังเสียหน่อย ที่ข้ามานี่ก็เพราะเห็นแก่หน้าเถ้าแก่อวี๋ ข้าเปิดสำนักศึกษาหาใช่โรงเตี๊ยม ไม่ใช่ว่าใครคิดอยากจะเข้าก็เข้าได้ มีเพียงคนที่ผ่านการทดสอบจากข้าจึงจะเข้าเรียนได้ หากไม่ผ่านการทดสอบจะมาโทษคนอื่นไม่ได้นะ”
คนตรงหน้าแสดงท่าทีวางอำนาจ
เฮอะ! คิดจริง ๆ หรือว่าไม่ว่าใครก็ล้วนมีคุณสมบัติที่จะเรียนหนังสือได้?
เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดก่อนหน้านี้ เถ้าแก่อวี๋ได้บอกเป็นนัยแล้วว่าคนที่จะมานี้ค่อนข้างพิเศษ ไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น แต่มีความสามารถในการอ่านหนังสือ
ดังนั้นเมื่อจูซานเข้ามาพร้อมหลานชายทั้งสองคนของเขา อาจารย์เฉินก็มองพิจารณาอย่างละเอียด พอสังเกตว่าจูชีมีส่วนที่ผิดปกติบางอย่างก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที
เฮอะ! เป็นแค่คนทึ่มคนหนึ่ง คนทึ่มจะเรียนหนังสือได้อย่างไร?
รู้สึกเหมือนเถ้าแก่อวี๋ทำให้เขากลายเป็นคนโง่ ไม่เช่นนั้นจะมาแนะนำคนทึ่มให้เขารู้จักในฐานะนักเรียนได้อย่างไร?
“อ้อ ใช่ ๆๆๆ ถ้าอยากเข้าเรียนสำนักศึกษา แน่นอนว่าต้องทำการทดสอบ คราวของเฟยเฟยบ้านข้าก็ถูกอาจารย์เฉินทดสอบเช่นกัน หลังผ่านการทดสอบถึงจะเข้าสำนักศึกษาได้…” เถ้าแก่อวี๋คิดไม่ถึงว่าอาจารย์เฉินจะไม่ ‘ไว้หน้า’ กันเช่นนี้จนรู้สึกไม่สบายใจนัก
แต่เมื่อนึกถึงลูกชายที่อยู่ในมือคน เขาก็ทำได้เพียงยิ้มและตามน้ำไป
เย่อวี๋หรานจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็มาทดสอบกัน”
พูดไปเช่นนั้นด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่ก็รู้สึกสะกิดใจอยู่พอสมควร
คนเช่นนี้จะปฏิบัติกับจูชีอย่างเป็นธรรมหรือ?
นอกห้องโถง จูซานไม่ได้ตามเข้าไปด้วย และนั่งรออยู่ที่ม้านั่งหินในสวน
ในยามนี้เอง เด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา “ท่านคือจูซุ่นเต๋อหรือ?”
จูซานตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบโต้ว่านี่คือชื่อของเจ้าเจ็ด “ไม่ใช่ ข้าเป็นพี่สามของเขา เจ้ารู้จักชื่อน้องเจ็ดของข้าได้อย่างไร?”
เขาเงยหน้าพูดว่า “พี่ข้าบอกว่าพ่อข้าต้องการแนะนำคนทึ่มคนหนึ่งให้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ วันนี้อาจารย์มาที่บ้านข้าก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?”
แม้ปกติจูซานก็รู้สึกไม่น้อยว่าน้องเจ็ดบ้านเขาเป็นคนทึ่ม แต่เมื่อพูดออกมาจากปากของคนอื่นเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกไม่มีความสุขนัก “น้องเจ็ดบ้านข้าไม่ใช่คนทึ่ม เขาแค่ตอบสนองช้ากว่าคนทั่วไปเสียหน่อย”
“ช้าไปหน่อยหรือ?” เขาเอียงคออย่างไม่ค่อยเข้าใจ “นั่นก็คือทึ่มไม่ใช่หรือ?”
จูซานหมดหนทางที่จะอธิบายให้เข้าใจ ทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เจ้าชื่ออะไร?”
“อวี๋เผิง ข้าชื่ออวี๋เผิงจากต้าเผิง[1]สยายปีก”
“เช่นนั้นพี่ชายเจ้าชื่ออะไรหรือ?”
“อวี๋เฟย”
…..
ในครอบครัวมีเด็กน้อยอยู่สองคน เมื่อกล่าวถึงวิธีการหลอกล่อเด็ก จูซานก็พอมีวิธีรับมืออยู่บ้าง
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็หลอกล่อให้อวี๋เผิงที่ไร้ซึ่งการป้องกันเปิดเผยแผนผังความสัมพันธ์ครอบครัวในตระกูล ที่แท้เถ้าแก่อวี๋ก็มีลูกสี่คน ลูกชายคนโตอวี๋เฟยและลูกชายคนเล็กอวี๋เผิงเกิดจากฮูหยินที่อยู่เรือนหลัก ลูกสาวคนรองเกิดจากนางบำเรอ และลูกชายคนที่สามเกิดจากสาวใช้ห้องข้าง[2]
อวี๋เผิงบ่นกับเขาว่าพี่ใหญ่มีการบ้านมากมายอยู่ทุกวัน ไม่มีเวลามาเล่นกับเขาเลย พี่สาวคนรองก็ต้องเรียนงานเย็บปักถักร้อย พี่สามแม้จะมีเวลาแต่แม่ของพี่สามก็ไม่ให้เขาเล่นกับพี่สาม
“โธ่…โลกของผู้ใหญ่ช่างซับซ้อนเสียจริง!” หลังจากนั้นเขายังถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับผู้ใหญ่
จูซานถูกเขาทำให้รู้สึกขบขันขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหาหญ้ามาทำเป็นตั๊กแตนตัวหนึ่งและส่งให้เขา “ชอบหรือไม่?”
“โห! ท่านเก่งจริง ๆ!” ดวงตาของอวี๋เผิงเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ และรับมันไว้อย่างชอบใจ “พี่จูซาน จากนี้ท่านเป็นพี่ชายข้าดีหรือไม่? ถ้าข้ามีพี่ชายที่ทำของหลาย ๆ อย่างได้เหมือนท่านก็คงดี”
“ฮ่า ๆๆ…ข้าก็ทำได้แค่อันนี้” จูซานหัวเราะ
เขาไม่ได้โกหก ในชนบทไม่ค่อยมีอะไรให้เด็กเล่นนัก ตอนเขายังเด็กก็ถูกพ่อเขาเอาสิ่งนี้มาดึงความสนใจ ต่อมาเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะทำด้วยตัวเอง
เพียงแต่น่าเสียดายที่ถึงแม้ในครอบครัวจะมีหลานสองคน แต่พี่ใหญ่ก็เคยใช้วิธีนี้หลอกล่อความสนใจของพวกเขาแล้ว พอถึงคราวที่ลุงทำมันก็ไม่ค่อยมี ‘ผล’ เสียแล้ว
และลูกของเขาเองก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะใช้มัน คาดไม่ถึงว่าจะได้มาใช้วิธีดึงความสนใจของเด็กที่เรือนของเถ้าแก่อวี๋เป็นที่แรก
“คุณชายสี่ คุณชายสี่ ท่านอยู่ไหนเจ้าคะ?” มีเสียงคนตะโกนเรียกดังขึ้น
“ไม่ใช่ว่ากำลังเรียกเจ้าอยู่หรือ?” เมื่อนึกถึงลำดับของอวี๋เผิง จูซานก็ถามออกมา
เมื่ออวี๋เผิงได้ยินเสียงนี้ก็ซึมลง “โธ่…เป็นแม่นมข้าเอง ข้าเบื่อนางที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรหรือไม่มีเรื่องอะไรก็ตัวติดกับข้าตลอด ไม่ให้ข้ามีอิสระบ้างเลย”
[1] ต้าเผิง หมายถึง นกในตำนานของจีน
[2] สาวใช้ห้องข้าง หมายถึง ภรรยาที่เป็นทาส เป็นสาวใช้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในบรรดาสาวใช้ มีห้องนอนอยู่ติดกับห้องนอนของเจ้านายเพื่อสะดวกต่อการปรนนิบัติยามค่ำคืน ถึงจะมีตำแหน่งนี้แต่ก็ยังต้องทำงานในเรือนเหมือนเดิมทุกอย่าง