ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 242 โง่กันทั้งครอบครัว
บทที่ 242 โง่กันทั้งครอบครัว
หลี่ซื่อรู้สึกหมดคำพูดเล็กน้อย
ตอนนี้นางรู้แล้วว่าทำไมหลินต้าเม่ยถึงได้โง่ถึงเพียงนั้น ที่แท้น้องสาวก็ยังโง่บรมเช่นกัน ไม่แปลกใจเลยที่เป็นครอบครัวเดียวกัน
“ท่านแม่ไล่ข้าออกมา นางคิดว่าข้าไม่รู้หรือ นางมีอะไรให้ยุ่งเล่า ไม่ว่าอะไรก็ล้วนแบ่งให้พวกเราทำ เห็นตัวเองเป็นผู้อาวุโสของบ้าน คงไม่แคล้วรู้สึกว่าข้าน่ารำคาญ ทั้งยังไม่อยากจะเห็นหน้าข้า” หลินซื่อบ่นต่อประโยคแล้วประโยคเล่าราวกับว่าพูดได้ไม่รู้จบ
หลี่ซื่อยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายโง่ “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าท่านแม่ไม่อยากเห็นหน้าเจ้า เช่นนั้นเหตุใดเจ้ายังไปป้วนเปี้ยนอยู่ต่อหน้าท่านแม่ ไม่ใช่ว่าเป็นการทำให้นางรำคาญหรือ?”
“ถ้าข้าไม่ไปป้วนเปี้ยนเช่นนั้น แล้วท่านแม่ไม่สนใจข้าจริง ๆ ขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า? เหมือนพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รอง เจ้าเห็นว่าปกติท่านแม่สนใจใครบ้างเล่า?”
ที่นางคาดไม่ถึงคือในเวลานั้นเอง หลิ่วซื่อและหลิวซื่อก็อยู่แถวนั้นพอดี อีกทั้งยังได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของนาง
ทั้งสองคนหยุดเดิน ซ่อนตัว และแอบฟัง
“ท่านแม่ไม่สนใจใครหรือ?” หลี่ซื่อกลอกตาและพูดอย่างหมดความอดทน “เรื่องที่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าไปเรียนในเมือง ไม่ใช่ว่าเป็นท่านแม่ที่จัดการหรือ? ท่านแม่ไม่ได้จัดการแค่เรื่องเดียว แต่ยังมีเรื่องในไร่นาที่รอท่านแม่ไปจัดการ เจ้าคิดว่าท่านแม่ว่างถึงเพียงนั้นจริงหรือ?”
“หากท่านแม่ไม่ต้องการทำงานในไร่ แค่ท่านแม่เปิดปาก ไม่ใช่ว่าสามีของพวกเราก็ต้องไปทำให้หรือ?” หลินซื่อพูด “หลายปีแล้วที่เป็นลูกสะใภ้และแม่สามีกันมา ตอนนี้ข้าคิดเพียงอยากรีบคลอดลูกชายสักสองสามคนแล้วกลายเป็นแม่สามี พอถึงคราวที่ข้าได้เป็นผู้อาวุโสของบ้าน ดูซิว่ายังจะมีใครกล้ามาขัดคอข้าอีก”
“สามีของพวกเรานั่นก็เป็นลูกชายของท่านแม่เหมือนกัน เป็นแม่จะสั่งลูกชายตัวเองแล้วมีปัญหาอะไรเล่า? ตอนที่พวกข้ายังไม่แต่งเข้าบ้าน นางไม่ได้ทำเช่นนี้หรือ?” หลี่ซื่อไม่คิดว่ามันจะมีปัญหาแต่อย่างใด
นางจะบอกว่าการที่คนเป็นแม่จะสั่งลูกชายเป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว ก็เหมือนที่ก่อนหน้านี้แม่ของนางมักจะสั่งพี่ชายนาง แม้ปากจะบ่นว่าปวดใจ แต่มีคราไหนบ้างที่ไม่ยอมทำตาม?
พี่สะใภ้สองคนนั้นของนางไม่ยินยอม?
ความเห็นนั้นก็เป็นอันต้องถูกเก็บไว้ในใจ
หลินซื่อถึงกับสำลัก “นั่น…จะเหมือนกันได้อย่างไร? ในยามนั้นพวกเรายังไม่แต่งเข้าเรือน ถ้าพวกเราไม่ปวดใจเพื่อสามีของพวกเรา แล้วใครจะมาปวดใจให้เล่า? หรือเจ้าไม่ปวดใจแทนพี่สี่ของเจ้าหรือ?”
“ปวดใจสิ แต่หากเขาไม่ไปทำไร่ แล้วตลอดทั้งปีพวกเราจะเอาอะไรกินเล่า? ถึงจะปวดใจก็ต้องทำ เช่นนั้นข้าจึงทำได้เพียงคิดวิธีที่จะหาเงินได้มากขึ้น จะได้ซื้อเนื้อเพิ่มให้ครอบครัวอีกสักหน่อยเพื่อบำรุงให้พวกเขา” หลี่ซื่อพูด “เจ้าก็อย่ารำคาญที่ข้าเข้ามายุ่งมากนักเลย ฟังได้ก็ฟัง ถ้าฟังไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ ข้าจะบอกว่าในบรรดาลูกสะใภ้ ที่จริงท่านแม่ดีต่อเจ้ามากที่สุด”
“จะเป็นไปได้อย่างไร?” หลินซื่อประหลาดใจ ไม่เชื่อแม้แต่น้อย
“เจ้าลองคิดดูเอง ลูกสะใภ้ที่แต่งงานแล้วที่ไหนจะพาน้องสาวจากบ้านเก่าตัวเองมาอยู่ที่บ้านสามีด้วยได้?” หลี่ซื่อพูด “เดิมทีน้องสาวสองคนของเจ้าเกือบจะถูกขาย แต่ก็เป็นท่านแม่มาช่วยจัดการ หลังจากนั้นแม่เจ้าก็จากโลกนี้ไป ก็ยังเป็นท่านแม่ที่ช่วยเจ้าจัดการจนจบ มาถึงยามนี้ที่น้องสาวทั้งสองคนของเจ้ามีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นท่านแม่ที่มาช่วยจัดการให้ เลี้ยงดูอยู่กับปาเม่ย นางยังต้องขอโทษเจ้าที่ตรงไหนเล่า?”
นางให้หลินซื่อลองมองครอบครัวอื่นดี ๆ ลองดูว่ามีแม่สามีบ้านไหน ‘มีเหตุผล’ เหมือนแม่สามีของพวกนางอีก?
ลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาแล้วมีเรื่องอื้อฉาว มีสักกี่คนที่กล้าหาเรื่องต่อหน้าแม่สามี ไม่ว่าคนไหนก็กลัวหัวหดเพราะเกรงว่าจะถูกแม่สามีไล่ออกจากบ้านไม่ใช่หรือ?
แต่แม่สามีของพวกนางเคยแสดงท่าทีว่าคิดจะทำเช่นนั้นหรือไม่?
ยามที่แม่สามีของพวกเขาอยู่ข้างนอก มีครั้งไหนที่ไม่ปกป้องพวกนางหรือไม่ปกป้องคนอื่นในครอบครัวหรือไม่?
“เจ้าอย่ามองข้ามโชควาสนาของตัวเอง ถ้าเจ้าคิดว่าท่านแม่ปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดี เจ้าลองมองลูกสะใภ้ในหมู่บ้านที่ถูกปฏิบัติด้วยไม่ดี แล้วเจ้าจะรู้ว่าตัวเองถูกคนอิจฉาตั้งมาก”
หลี่ซื่อไม่พูดเรื่องไร้สาระอีก พอพูดจบก็บอกว่าลูกทั้งสองคนของตัวเองจะตื่นแล้ว จากนั้นก็เดินจากไป
หลินซื่อถูกทิ้งให้อยู่ที่เดิมก็ทั้งรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ
นางเข้าใจความหมายของพี่สะใภ้สี่ หากเทียบกับลูกสะใภ้คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านที่ไม่เป็นที่ต้อนรับแล้ว นางก็เป็นคนที่ราวกับอยู่บนสวรรค์อย่างแท้จริง แต่…
ท่านแม่จะดีกับนางมากกว่านี้อีกสักนิดไม่ได้หรือ?
เมื่อก้าวไปข้างหน้าได้ถึงเก้าสิบเก้าก้าวแล้ว ท่านแม่ก็เหลือเพียงก้าวสุดท้ายอีกก้าวเดียวไม่ใช่หรือ?
หลิ่วซื่อที่เคยถูกพูดถึงชี้ไปยังต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ใช่ ทุกคนล้วนบอกว่าแม่สามีไม่ดี แต่แม่สามีที่ไหนจะเต็มใจส่งเด็กสองคนไปเรียนหนังสือพร้อมกันเล่า?
แม้ว่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่าจะยังทำได้เพียงต้องเกาะติดอยู่กับการเรียนของจูชี แต่ท่านแม่ก็บอกแล้วว่าใช้เวลาอีกสามหรือสองปี เมื่อถึงครานั้นก็จะถึงตาของต้าเป่าและเอ้อร์เป่า
หลิวซื่อ “…”
ทำไมไม่พูดถึงข้าบ้างเล่า?
แม่สามีปฏิบัติต่อพวกนางดี แต่ทำไมนางถึงไม่รู้สึกว่าแม่สามีปฏิบัติต่อนางดีเลยเล่า?
เมื่อหลี่ซื่อให้นมลูกเรียบร้อยก็เห็นว่าพี่สะใภ้รองเข้าประตูมาด้วยสีหน้าลำบากใจ ทั้งยังดูสับสนเล็กน้อย “พี่สะใภ้รอง เกิดอะไรขึ้น มานี่มีธุระอะไรหรือ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าแค่มาถามอะไรเจ้าสักหน่อย ข้านั่งได้หรือไม่?”
“นั่งสิ อย่าถือสาที่มันเล็กก็พอ เจ้าก็รู้ว่าในห้องมีเด็กสองคน ของวางเยอะไปหมด จึงทั้งแน่นทั้งแออัด” หลี่ซื่อรีบจัดการผ้าอ้อม และพวกเสื้อผ้าเด็กที่ด้านข้างสักหน่อย
หลิวซื่อมองทารกตัวน้อยที่กำลังหาวอยู่บนเตียงด้วยความอิจฉาเล็กน้อย “ไม่เป็นไร การมีลูกเป็นเรื่องที่ทำให้มีชีวิตชีวา การมีลูกทำให้ชีวิตสมบูรณ์ บ้านพี่สี่นี่บอกตามตรงว่าบางครั้งข้าก็อิจฉาเจ้ามาก”
“เฮอะ ๆๆ…อิจฉาข้าที่ได้อุ้มลูกสองคนพร้อมกันหรือ?” หลี่ซื่อยิ้มตอบ “อย่ารีบร้อน ไม่ใช่ว่าท่านแม่บอกแล้วหรือว่าโชคชะตาของเจ้ายังมาไม่ถึง ให้ค่อยเป็นค่อยไป และไม่ใช่ว่าพี่สะใภ้ใหญ่เอาเสื้อผ้าเด็กเล็กมาให้เจ้าเอาไปไว้ใต้หมอนแล้วหรือ? ถ้าเจ้ารู้สึกว่ายังไม่พอ ในนี้ข้าก็ยังมีเสื้อผ้าเด็กเล็กให้เจ้ายืมเช่นกัน”
“ดีเลย เก็บไว้สองชุด ข้าขอยืมวาสนาของซานเป่าและซื่อเป่า แล้วจะรีบให้กำเนิดน้องชายน้องสาวของพวกเขา” หลิวซื่อคิดว่าอย่างไรเด็กก็มีเสื้อผ้าเยอะ จึงอยากที่จะเก็บไว้อีกสักสองสามตัว
ว่ากันว่าเด็กนั้นมีบุญวาสนา ง่ายที่สุดต่อการให้โชควาสนาคนอื่น ตอนนี้นางยังคงฝันว่าอยากมีลูกสักคน
หลี่ซื่อคุ้ยหาขึ้นมาและจัดเรียงให้สองชุด “สองชุดนี้ใส่ตอนช่วงที่เพิ่งคลอด ใช้อยู่ทุกวัน ใช้อันนี้ดีที่สุด”
“ไอ้หยา ขอบใจเจ้ามาก!” หลิวซื่อรับมาอย่างดีใจ
หลี่ซื่อคิดว่าเมื่อเรียบร้อยแล้วอีกฝ่ายน่าจะกลับไป แต่พี่สะใภ้รองยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ
นางลอบพึมพำขึ้นมาเสียงเบาว่า “พี่สะใภ้รอง เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“คือ…เจ้าคิดว่าท่านแม่ปฏิบัติต่อเจ้าดีหรือไม่?” หลิวซื่อเปิดปากพูดตามตรงอย่างไม่อาย โดยเริ่มจากหัวข้ออื่นอย่างมีชั้นเชิง
“ดีสิ” หลี่ซื่อพูด “เจ้าเห็นสะใภ้บ้านอื่นถือเงินในมือได้บ้างหรือไม่เล่า? รายได้รายจ่ายทั้งหมดของครอบครัวข้าล้วนอยู่ที่ข้า ถ้าไม่เรียกว่าท่านแม่ปฏิบัติต่อข้าดี เช่นนั้นแบบไหนถึงจะนับว่าดีเล่า? พี่สะใภ้รอง เจ้าไม่ได้มาเพราะเรื่องนี้หรอกกระมัง? เจ้าอยากจะพูดอะไร? เจ้าพูดมาตามตรงเถอะ”
“ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไร แค่คุยเล่นเท่านั้น แค่คุยเล่น” ย้ำถึงสองครั้งแล้วหลิวซื่อจึงพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าท่านแม่ปฏิบัติต่อข้าอย่างไร? ข้าหาได้มีความหมายอื่นใด ข้าแค่คิดว่าปกติท่านแม่ดีต่อเจ้า และน้องสะใภ้ห้าที่สุด แต่กับข้า…”
“พี่สะใภ้รองคิดว่าตัวเองไม่ได้ความชื่นชอบจากท่านแม่เท่าพวกข้าใช่หรือไม่?” หลี่ซื่อเข้าใจ ในที่สุดก็รู้ว่าพี่สะใภ้รองมาที่นี่เพราะเหตุใด จึงยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ที่ท่านแม่ปฏิบัติต่อเจ้าไม่เรียกว่าดีหรือ? อย่างที่ข้าเพิ่งบอกไปว่ามีลูกสะใภ้บ้านไหนได้ถือเงินไว้เองบ้าง? มีแม่สามีคนไหนไม่เร่งให้มีลูกบ้าง? แต่เจ้าดูสิ ครั้งก่อนเรื่องที่เจ้ากินยาเร่งการตั้งครรภ์ ท่านแม่พูดว่าอย่างไรบ้าง?”
“ท่านแม่ดุข้า”
“ที่ดุเจ้า เจ้าก็สมควรโดนแล้ว ท่านแม่กลัวว่าเจ้ากินยาแล้วสุขภาพจะไม่ดี ให้เจ้าไปหาหมอหากมีปัญหา การตั้งท้องคลอดลูกจะรีบร้อนไม่ได้ ความหมายคือไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับร่างกาย แต่ยังขึ้นอยู่กับเจตจำนงของสวรรค์ด้วย ตอนนี้สวรรค์ไม่ให้เจ้าตั้งท้อง ต่อให้เจ้าพยายามแค่ไหนก็ตั้งท้องไม่ได้ เจ้าต่อต้านสวรรค์ได้หรือ?”