ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 243 เจ้าอยากแยกบ้าน?!
บทที่ 243 เจ้าอยากแยกบ้าน?!
หลิวซื่อรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง นางพูดว่า “ข้าก็ไม่เคยทำเรื่องที่ไร้มโนธรรม ทำไมสวรรค์ถึงยังไม่ให้ข้าท้องเล่า? เจ้าดูสิ เจ้ากับบ้านน้องห้าก็ล้วนเคยท้องกันหมดแล้ว บ้านน้องห้าแท้งลูกตัวเองไป แต่ข้าเล่า…ข้าแต่งเข้ามาก็หลายปีแล้วยังไม่เคยท้องเลยด้วยซ้ำ”
“เมื่อสองสามปีก่อนที่บ้านลำบากมาก ถ้าเจ้าตั้งท้องจริง ๆ จะเลี้ยงไหวหรือไม่ก็พูดยาก” หลี่ซื่อปลอบใจ “พี่สะใภ้รอง เจ้าไม่ต้องรีบร้อน อย่ามองว่าตอนนี้ข้าอุ้มลูกสองคนแล้วจะโลภ แต่เจ้ายังไม่รู้ว่าห้องเล็กถึงเพียงนี้ เมื่อผ่านช่วงนี้ไปหากพวกเขาต้องการพื้นที่วิ่งเล่น ข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เจ้าลองนึกถึงสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพี่สะใภ้ใหญ่ในตอนนั้น เจ้าก็คงพอคาดเดาสถานการณ์ที่ต้องพบเจอในภายภาคหน้าได้”
“พี่สามพาเจ้าเจ็ด ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าเข้าเมืองไปแล้ว เมื่อถึงเวลาก็สามารถให้เด็กทั้งสองคนไปอยู่ที่ห้องของพวกเขาโดยเลือกอยู่ไปสักห้องหนึ่ง” หลิวซื่อได้ยินเช่นนี้ก็ร้อนใจแทนและอยากช่วยคิดหาวิธี
“ไม่ใช่ว่าคนจะไม่กลับมานี่นา ก็อยู่ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่เจ้าลองคิดดูว่าจะอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ได้หรือ?”
หลิวซื่อส่ายหัว
“นั่นปะไร เช่นนั้นตอนนี้ข้าจึงมีเพียงความคิดเรื่องหาเงิน เมื่อถึงยามที่เก็บเงินได้มากพอข้าจะไปบอกท่านแม่ว่าอยากสร้างลานบ้านสักแห่งอยู่ข้าง ๆ”
หลิวซื่อตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าอยากแยกบ้านหรือ?!”
“ใครบอกว่าการสร้างลานบ้านเป็นการแยกบ้านกันเล่า” หลี่ซื่อปฏิเสธทันควัน “ความหมายของข้าคือ ตอนนี้ลานบ้านนี้ไม่ใหญ่พอที่จะอยู่อาศัยแล้ว เมื่อถึงยามที่พวกเราทุกคนล้วนมีลูก แม้แต่ที่เดินก็คงไม่มีแล้ว แน่นอนว่าต้องสร้างลานบ้านใหม่ ข้าจะสร้างอยู่ข้าง ๆ และหากท่านแม่เต็มใจที่จะมาอยู่กับพวกเราก็ย่อมได้ หากท่านแม่ไม่มา นางก็ยังอยู่ข้าง ๆ นี่เอง มีเรื่องอะไรข้าก็ยังรับรู้ข่าวคราวได้”
นางยังคิดกับหลิวซื่ออีกหน่อยว่าสร้างลานบ้านต้องใช้เงินกี่มากน้อย จากรายได้ของพวกเขาในตอนนี้น่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะเก็บเงินพอ
แต่หากสามารถหาแหล่งรายได้มากขึ้นและเพิ่มรายได้ในมือ เช่นนั้นพวกเขาก็จะสามารถเก็บเงินพอที่จะสร้างลานบ้านใหม่ได้เร็วขึ้น
เมื่อมีลานบ้านใหม่ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องเลี้ยงลูก จะมีลูกสักกี่คนก็ล้วนเลี้ยงดูได้ นั่นจึงนับว่าเป็นเรื่องดี
หลิวซื่อได้ยินก็มึนงง เมื่อนางแยกตัวมาจากหลี่ซื่อก็ลืมความตั้งใจ ‘ดั้งเดิม’ ของตัวเองไปเสียสิ้น ในหัวมีเพียงความคิดเดียวว่าข้าต้องเก็บเงินสร้างลานบ้านใหม่ และให้กำเนิดลูกสักหลาย ๆ คน
ชีวิตคนราวกับมีแรงผลักดันขึ้นมาในทันที
ในขณะที่หลินซื่อยังไม่เลิกกังวลเรื่องพี่สาวคนโตของนาง เมื่อพูดคุยปรึกษากับพวกพี่สะใภ้สักครู่และเปลี่ยนเวรกันแล้วก็วิ่งไปที่หมู่บ้านสกุลหลิวเพื่อสอบถามเรื่องราว
เย่อวี๋หรานเกรงว่าหลินซื่อจะก่อเรื่องจึงบอกจูอู่ให้ไปด้วย
“ถ้าหากมีเรื่องอะไรก็กลับมาเรียกคน”
“ขอรับท่านแม่” ในใจจูอู่ร้องว่า ‘สวรรค์!’ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่และวิ่งออกไป
เขารู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายมาตลอดชีวิต ตบแต่งภรรยาแล้วก็ยังมีปัญหามาไม่หยุดหย่อนถึงเพียงนี้
แต่เพราะแต่งงานกันแล้วจึงไม่อาจปล่อยผ่านได้ไม่ใช่หรือ?
เมื่อจูต้าเห็นว่าจูอู่ไปแล้วก็เงยหน้ามองครู่หนึ่ง
นอกจากจูเหล่าโถว จูเอ้อร์ และจูซื่อ ทั้งสองคนก็ล้วนถูกเย่อวี๋หรานเรียกให้มาช่วยงานในไร่
นางต้องการสร้าง ‘นา’ ไม่ใช่ที่ดินที่แห้งแล้ง ดังนั้นจึงมีเรื่องที่ต้องทำมากทีเดียว
หลังจากทำคันนาเสร็จเรียบร้อยก็ต้องเริ่มเทน้ำลงไป
ด้านหนึ่งเทน้ำ ด้านหนึ่งพรวนดิน ทำไปเรื่อย ๆ ให้น้ำในนาชุ่มไม่หยุด
ที่ดินของสกุลจูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ทุกคนที่มาดูคันไถนา หลังจากพบว่าเย่อวี๋หรานเริ่มเตรียมที่ดินก็วิ่งมาดูด้วยความครึกครื้น
“จูเหล่าโถว บ้านเจ้าทำอะไรรึ?”
“ไถนาเช่นนี้ได้อย่างไร? น้ำเยอะเช่นนี้ ต่อไปข้าวไม่เฉาตายหมดรึ?”
“ไอ้หยา ทำไมเมียเจ้าถึงไปสั่งงานอยู่ด้านนั้นเล่า?”
……
จูเหล่าโถวนิ่งเงียบ ในใจรู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก
เขาก็อยากดูแลมัน แต่มีคนฟังเขาเสียที่ไหน เมื่อเขาบอกว่าที่ดินนี้ไม่สามารถจัดการแบบนี้ได้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็จ้องมองเขา “ทำไมเล่า เรื่องที่พนันกันไว้เจ้าลืมไปแล้วหรือ? เจ้าทำของเจ้า ข้าก็ทำของข้า หรือเจ้าเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา?”
ราวกับพูดเรื่องวีรกรรมที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ที่เขาทำบ่อปุ๋ย และยามที่เพาะเลี้ยงพืชพันธุ์ แม้ว่าเขาจะพูดว่านั่นไม่ได้นี่ไม่ได้ แต่สุดท้ายนางก็ทำสำเร็จไม่ใช่หรือ?
เช่นนี้กล่าวได้ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องรีบร้อน สุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องรอให้นางทำไปก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที
จูเหล่าโถวไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงเอาที่ดินมาไว้ในมือของเขาเอง และไม่อนุญาตให้นางตัดสินใจ
เย่อวี๋หรานพูดว่า “วางใจเถอะ ที่ดินในมือเจ้า ข้าจะไม่ไปแตะต้องแน่นอน ถ้าเจ้าจะใช้ลูกชายก็บอกข้า เจ้าสามและเจ้าเจ็ดล้วนออกไปแล้ว ที่นี่ข้าไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ให้ข้ายืมแรงเจ้าสองกับเจ้าสี่สักหน่อยก่อนเถอะ”
เช่นนี้เขายังจะพูดอะไรได้อีกเล่า?
ไม่ว่าใครจะมาถามอะไร หรือใบหน้าของเขาจะแสดงความหงุดหงิดเพียงไร เขาก็ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
หนึ่งคือเขาไม่มีหน้าจะไปบอกคนอื่นว่าที่ดินนี้เป็นภรรยาของเขาที่จัดการดูแล อีกประการคือเขาก็ไม่รู้แน่ชัดว่าภรรยาของเขาต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่
นอกจากไถนา เย่อวี๋หรานยังทำแปลงเพาะชำไว้ที่หลังลานบ้านด้วยเพื่อเพาะปลูกมันเทศ
นางคิดไว้ดีแล้วว่าหากปลูกข้าวล้มเหลว ก็ต้องปลูกมันเทศเพื่อมาชดเชย ‘อาหาร’ ที่ขาดแคลนไป ไม่เช่นนั้นปีหน้า ครอบครัวคงได้กินไม่อิ่มท้องกันเป็นแน่
เย่อวี๋หรานรู้เพียงว่าอุณหภูมิที่มันเทศจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดควรจะสูงกว่า 15 องศา แต่หากสูงเกิน 35 องศาคงจะไม่เหมาะ ดังนั้นนางจึงประเมินอุณหภูมิทางด้านนี้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม และคิดว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิปลูกมันเทศในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมจะเหมาะกว่า
ถ้าจะปลูกลงดินในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม เช่นนั้นนางก็ควรเพาะเมล็ดของมันเทศล่วงหน้าสักสองเดือน นั่นคือประมาณเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม
หามันเทศที่ถูกทิ้งไว้เป็นพิเศษ เลือกเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง จากนั้นก็นำพวกมันไปปลูกในแปลงเพาะชำที่มีความชื้น
ที่ด้านบนสุดก็ให้โรยดินบาง ๆ ชั้นหนึ่ง หลังจากนั้นใช้หญ้าบาง ๆ คลุมทับไว้
ในยามที่ท้องฟ้าแจ่มใส ก็เปิดหญ้าไว้เพื่อให้ได้รับแดด หากเป็นช่วงที่ฟ้าครึ้มหรือฝนตกก็คลุมหญ้าไว้
โดยเฉพาะยามที่ฝนตก จำเป็นต้อง ‘คลุม’ หญ้าเอาไว้เช่นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนส่วนเกินซึมเข้าไป และทำให้มันเทศในแปลงเพาะชำเน่าเสีย
แม้ว่ามันจะชอบน้ำ แต่หากน้ำมากเกินไปก็จะมีน้ำขังได้ง่าย และทำให้ผลผลิตเน่าเสียได้ง่ายเช่นกัน
งานนี้ไม่หนักมากนัก ไม่กี่วันก็ทำเสร็จเรียบร้อย จูเหล่าโถวที่ก่อนหน้านี้มีประสบการณ์การเพาะปลูกพันธุ์พืชมาก่อน เมื่อได้ยินว่าเย่อวี๋หรานกำลังจะทำอะไรก็มักจะวิ่งมาช่วยทำงานอย่างแข็งขัน “ให้ข้าทำเถอะ เรื่องนี้ข้ามีประสบการณ์มาก่อน”
เย่อวี๋หรานบอกเขาเกี่ยวกับลักษณะการเจริญเติบโตของมันเทศ และวางใจมอบหมายให้เขาทำงาน “เจ้าต้องคอยสังเกต ถ้าหากต้นกล้าเล็ก ๆ นี่เติบโตสูงขึ้นสักหนึ่งนิ้วมือ ก็ต้องเริ่มย้ายที่เพาะปลูก พวกเราต้องย้ายไปปลูกในแปลงเพาะชำที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย พวกมันจะได้มีพื้นที่ให้เติบโต เข้าใจหรือไม่?”
“เรื่องการเพาะปลูก ข้าจะยังไม่รู้แจ้งอีกหรือ? วางใจเถอะ” จูเหล่าโถวไม่คิดว่าจะมีปัญหาใด
แม้ว่าเขาจะจับตามองแปลงเพาะชำที่สวนหลังบ้านด้วยตัวเอง แต่ทุกครั้งหลังมื้อกลางวัน เย่อวี๋หรานก็จะมาเดินวนดูอยู่สักครู่
นอกจากแปลงเพาะชำมันเทศแล้ว สกุลจูยังมีแปลงเพาะชำอีกสองที่ซึ่งกำลังเพาะปลูกแครอท กะหล่ำปลี และอื่น ๆ
เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิก็ต้องได้กินผักที่สดใหม่อยู่เสมอ
เรื่องแปลงเพาะชำของบ้านตัวเองนั้น เย่อวี๋หรานไม่จำเป็นต้องกังวลเลย จูเหล่าโถวเตรียมการทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบ บอกกับนางว่าในปีนี้จะปลูกอะไร และหากไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายจะสามารถกินได้ประมาณช่วงไหน
“อ้อ เจ้าลองดูที่จัดการไว้แล้ว ข้าวสาลีฤดูหนาวนั่น หากเจ้าดูแล้วไม่มีปัญหาอะไร มันน่าจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ถึงยามนั้นก็กำลังเพาะปลูกมันเทศอยู่พอดี พวกเราจะสามารถเพาะปลูกระลอกสุดท้ายได้” เย่อวี๋หรานพูด