ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 244 เจ้ายังจะไม่ยอมรับบรรพบุรุษหรือไร?
บทที่ 244 เจ้ายังจะไม่ยอมรับบรรพบุรุษหรือไร?
ครั้นกล่าวถึงข้าวสาลีหน้าหนาว จูเหล่าโถวก็ประหลาดใจระคนยินดียิ่งนัก เพราะเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าสิ่งที่ปลูกไปเมื่อตอนฤดูหนาวกลับยังรอดมาได้?!
ไม่เพียงรอดมาได้เท่านั้น แต่หลายวันมานี้เมื่อเขาไปเดินเตร่ในทุ่งนาก็เห็นว่ามีต้นข้าวชูสลอน ทั้งยังมองเห็นรวงอ่อนได้รำไรอีกต่างหาก
“ข้าคอยดูอยู่”
จะไม่จับตาดูให้ดีได้อย่างไร ถ้าออกรวงแล้ว ทั้งยังไม่ได้มีแค่เปลือกเปล่า ๆ ก็หมายความว่าภรรยาของเขาค้นพบวิธีการเพาะปลูกรูปแบบใหม่ วันข้างหน้าไม่เพียงครอบครัวสกุลจูของพวกเขาจะมีกินมากขึ้น ทั่วทั้งหมู่บ้านสกุลจู ไม่สิ ทั่วทั้งเชิงเขาไท่ตังก็มีทางรอดเพิ่มขึ้นมาอีกสายหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานพูด พักนี้จูเหล่าโถวจับตามองอย่างเข้มงวดยิ่งนัก
คิดว่าทุกวันนี้ที่เขาหมั่นแวะเวียนไปทุ่งนาคือการไปเดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมายเช่นนั้นหรือ?
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงไม่ได้ขัดขวางการกระทำของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้น นางคิดจริง ๆ หรือว่านางมายุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นเสมือนชีวิตจิตใจของเขาเช่นนี้ แล้วเขาจะไม่มีวิธียับยั้งนาง?
ถ้าไม่มีผลลัพธ์แม้แต่น้อย ปกติจะวุ่นวายอย่างไรก็ช่างเถอะ แต่เรื่องการเพาะปลูกจะต้องไม่ปล่อยให้นางมาวุ่นวายเด็ดขาด
ระหว่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ บรรดาลูกชายกับลูกสะใภ้ซึ่งนั่งอยู่รอบโต๊ะอาหารต่างก็กางหูผึ่งคอยฟังไปด้วย
เรื่องเกี่ยวกับการเพาะปลูก เหล่าลูกสะใภ้ฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก แต่จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่เติบโตมาในทุ่งนา ตั้งแต่เล็กก็ติดตามจูเหล่าโถว เรียนรู้การทำไร่ไถนา อะไรควรปลูกตอนไหน พวกเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
มารดาทำสิ่งใดไปบ้าง พวกเขาเห็นอยู่กับตา บ่อปุ๋ยหมัก แปลงเพาะชำ จนมาถึงข้าวสาลีฤดูหนาว ‘ความยินดีที่น่าอัศจรรย์ใจ’ ที่มารดามอบให้พวกเขาแทบกล่าวได้ว่ามีมาไม่ขาดสาย ช่างน่าตระหนกเกินไปแล้ว
ตระหนกจนกลายเป็นชินชา
ใช่แล้ว สักวันในอนาคตข้างหน้า เส้นประสาทของพวกเขาคงถูกทำให้ตกใจจนชินชาไปแล้ว
แต่ว่าพวกเขาในตอนนี้ยังไม่รู้ ดังนั้นจึงทำตามการจัดการของเย่อวี๋หรานอย่างเชื่อฟัง ให้ทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
สำหรับความเปลี่ยนแปลงของพืชเกษตรในท้องทุ่ง ความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ อันใดก็ตามล้วนไม่อาจหลุดรอดสายตาของถู่ตี้เฉินประจำท้องถิ่นนั้นไปได้
ในฐานะที่กานอี้เซียนเป็นเทพประจำเขาไท่ตัง กล่าวกันตามตรงแล้ว ไม่มีใครสนใจสถานการณ์ในที่นาของครอบครอบสกุลจูยิ่งไปกว่าเขาอีกแล้ว
นับตั้งแต่เริ่มปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวเมื่อปีที่แล้ว เขาก็คอยตรวจตราอยู่บริเวณนั้นอย่างลับ ๆ กลัวว่าพวกมันจะแข็งตายเสียก่อน
ถ้าไม่ใช่เพราะเขากลัวว่าตนเองใช้อาคมแล้วจะถูกคนร้องเรียนถึงจักรพรรดิสวรรค์ด้วยเหตุเพราะแทรกแทรงและเปลี่ยนแปลงฤดูกาล เขาก็อยากจะยื่นมือเข้าไปจัดการสักหน่อยจริง ๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจก็คือ แม้เขาจะไม่ได้ลงมือ แต่ข้าวสาลีฤดูหนาวก็ยังยืนหยัดเติบโตมาได้อย่างแข็งแรง อยู่เหนือความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง
แสดงว่าข้าวสาลีฤดูหนาวสามารถเติบโตได้ท่ามกลางฤดูหนาวอย่างนั้นรึ?!
เขานั่งยอง ๆ อยู่ในทุ่งนาของสกุลจู จ้องมองรวงข้าวบนก้านต้นข้าวสาลีฤดูหนาว แน่ใจยิ่งนักว่าในนั้นมีหน่ออ่อนของเมล็ดข้าวเกิดขึ้นแล้ว
หรือก็หมายความว่า ในอนาคตอันใกล้ นาผืนนี้ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว
กานอี้เซียนกางนิ้วมือขึ้นมานับ ช่วงเดือนเก้าและเดือนสิบเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นก็เริ่มปลูกข้าวสาลีฤดูหนาว เดือนห้าหรือเดือนหกปีถัดมาก็สามารถเก็บเกี่ยวข้าวสาลีฤดูหนาวได้แล้ว แม้ว่าช่วงเวลาจะต่างจากข้าวนาน้ำเล็กน้อย เนื่องจากช่วงปลูกข้าวนาน้ำโดยทั่วไปมักเป็นช่วงฤดูกู๋อวี่ (ช่วงฝนตกปลายฤดูใบไม้ผลิ) หรือก็คือเทศกาลชิงหมิงในช่วงเดือนสามหรือเดือนสี่ แต่จากแผนการของจูต้าเหนียง สามารถปลูกมันเทศต่อในช่วงต้นเดือนสี่หรือปลายเดือนห้าได้เลย
หรือก็หมายความว่า ถ้าจัดการได้อย่างเหมาะสม ที่ดินผืนนี้ทั้งปีสี่ฤดูกาลก็จะไม่มีช่วงใดที่ปล่อยว่างไปเลย สามารถปลูกพืชผลได้ตลอดปี
ส่วนเขาในฐานะถู่ตี้เฉินก็มีหน้าที่เพียงรักษาสมดุลแห่งฤดูกาลบริเวณเชิงเขาไท่ตัง มวลมนุษย์ในท้องที่นี้ก็สามารถพึ่งพากำลังตัวเอง เลี้ยงดูตัวเองได้
กานอี้เซียนยิ่งคิดก็ยิ่งยินดีปรีดา อยากไปปรากฏกายต่อหน้าจูต้าเหนียง ขอร้องให้นางนำความรู้เหล่านี้เผยแพร่ออกไป
แต่เมื่อคิดถึงคำพูดที่ใครบางคนกล่าวกับเขาเอาไว้เมื่อคราวก่อน เขาก็ได้แต่ระงับความคิดนี้เอาไว้ก่อนชั่วคราว
“เฮ้อ…จูต้าเหนียงรับมือไม่ง่ายจริง ๆ!”
แต่ละครั้งที่คิดจะโน้มน้าวอีกฝ่าย ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นตนเองที่ถูกโน้มน้าว เขาจะทำอย่างไรได้?
จนเมื่อกลับไปถึงที่พัก หลังจากเขาสงบสติอารมณ์ได้แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองไปทำอันใดกันแน่ จากนั้น…
จากนั้นเขาก็กลัวการเผชิญหน้ากับจูต้าเหนียงอย่างมาก แล้วก็ไม่มีจากนั้นอีก
ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องให้กานอี้เซียนกังวลใจ นาข้าวสาลีฤดูหนาวที่เขียวอร่ามผืนนี้ดึงดูดความสนใจของใครบางคนได้แต่แรกแล้ว
ถ้าเป็นเช่นที่ผ่านมา ครอบครัวสกุลจูอยู่กันอย่างสงบเสงี่ยมสักหน่อย บางทีอาจไม่มีคนจับตามองความเปลี่ยนแปลงในผืนนาของครอบครัวสกุลจู แต่พักนี้มีทั้งคันไถนาก้านโค้ง ทั้งพลิกไถหน้าดิน คนที่มาร่วมชมความครึกครื้นมีมากมาย ถึงอย่างไรย่อมมีคนให้ความสนใจที่ดินผืน
อื่น ๆ ของสกุลจูไม่มากก็น้อย
จากนั้นก็มีคนจับตามองทุ่งข้าวสาลีฤดูหนาวผืนนี้
จูจยาอายุน้อยกว่าจูเหล่าโถวเล็กน้อย แต่กลับมีศักดิ์อาวุโสกว่าจูเหล่าโถว ฝ่ายหลังต้องเรียกเขาว่า “ท่านอา”
เมื่อเขาสวมหมวกฟางและกำลังจะออกไปข้างนอกก็เจอเข้ากับคนในหมู่บ้าน อีกฝ่ายทักทายว่า “ไปที่ใดหรือ?”
“ออกไปเดินเล่น” จูจยากล่าว
“ใกล้จะถึงช่วงเพาะปลูกแล้ว ถึงตอนนั้นจะขอยืมวัวของเจ้าหน่อยนะ”
“ได้ ข้าจำไว้แล้ว บ้านข้าใช้งานเสร็จแล้วค่อยให้เจ้ายืม ถ้าข้าทำเสร็จแล้วจะบอกเจ้าอีกที”
“ตกลง”
จากนั้น จูจยาก็บ่ายหน้าไปที่นาข้าวสาลีฤดูหนาวของสกุลจู
ตอนนั้นกานอี้เซียนก็อยู่ข้าง ๆ ทว่าเขาล่องหนอยู่ คนทั่วไปมองไม่เห็นเขา
“มาอีกแล้ว?” กานอี้เซียนเห็นเขา ในใจก็รู้สึกยินดี
เพราะเขาเชื่อว่าขอเพียงมีคนจับตามองที่นาของครอบครัวสกุลจู จะต้องได้เรียนรู้อะไรไปแน่นอน ถึงตอนนั้นยังต้องกังวลว่าจะไม่มีคนปลูกตามแนวทางเดียวกันนี้อีกหรือ?
จูจยามองไม่เห็นเขาก็ย่อมไม่ได้ยินคำพูดของเขา นั่งยอง ๆ หันหน้าไปทางทุ่งข้าวสาลีของครอบครัวสกุลจูแล้วเริ่มสังเกตการณ์
ทุ่งนาผืนนี้ เขาไม่ได้เฝ้ามองอยู่แค่วันสองวันแล้ว
ปีที่แล้วตอนเริ่มเพาะปลูก เขาแลเห็นจากไกล ๆ ตอนนั้นยังคิดว่าประหลาดจริง “ใครมาทำนากันตอนนี้?”
แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจ จนปีนี้สกุลจูมีความเคลื่อนไหวครึกโครม เขาจึงตระหนักได้ถึงบางสิ่ง นึกถึงที่นาผืนนี้ขึ้นมาแล้วตรงดิ่งมาดูโดยเฉพาะ
ไอ้หยา มารดามันเถอะ พอมาดูเขาก็มีอันต้องอัศจรรย์ใจเลยเชียว
จูจยานับได้ว่าเป็นชาวนามากประสบการณ์คนหนึ่ง แต่เขากล้าพูดเลยว่าไม่มีทุ่งนาของใครจัดการได้เรียบร้อยถึงขั้นนี้ ดูเอาเถอะ ต้นข้าวในนาเหล่านั้นเติบโตอย่างเป็นระเบียบงามตา แต่ละต้นเรียงแถวต่อ ๆ กัน ราวกับกำลังยืนเข้าแถวก็ไม่ปาน
เขาใช้มือวัดดูคร่าว ๆ ถึงจะไม่ได้แม่นยำมากนัก แต่ก็พอจะประมาณออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นระยะห่างแนวนอนหรือแนวตั้งล้วนแต่มีขนาดเท่า ๆ กันหมด
ฤดูหนาวผ่านพ้น นอกจากพวกมันจะไม่ตายแล้ว ยังเติบโตมาได้ดีปานนี้?!
“ดูไม่ออกเลยว่าจูเหล่าโถวจะทำนาเก่งกาจปานนี้”
ปกติจูจยาก็ออกจะดูแคลนจูเหล่าโถว แม้ทุกคนจะพูดกันว่าจูเหล่าโถวสามารถอาศัยการทำนาเลี้ยงลูกชายหลายคนมาได้ นับว่าเป็นคนมีความสามารถโดยแท้ แต่เขากลับคิดว่า มีความสามารถที่ใดกัน ก็แค่ทนกันมาเท่านั้นไม่ใช่หรือ?
ก็แค่ขยันขันแข็งกว่าพวกเขานิดหน่อย มีที่นามากกว่า หว่านเมล็ดพันธุ์ถี่กว่า ใส่ปุ๋ยมากกว่า…
แต่ตอนนี้กลับพบว่า ดูเหมือนบางเรื่องราวจะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด
“เจ้ามาทำอันใดตรงนี้?” จูจยายังอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด จูเหล่าโถวก็มาปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง
“ทำไมข้าจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้? ดูหน่อยไม่ได้หรือไร?” จูจยากล่าว
จูเหล่าโถวตวัดสายตามองเขา ท่าทางราวกับกำลังมองโจรอยู่ “เจ้าอยู่ดีไม่ว่าดี มาดูทุ่งนาบ้านข้าทำไม? มันสะดุดตาเจ้านักหรือ?”
“ก็สะดุดตาข้าน่ะสิ” จูจยาตบ ๆ พื้นใต้ร่าง บอกให้เขานั่งลง
จูเหล่าโถวลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยังคงนั่งลง “อะไร? พักนี้ข้าไม่ได้ไปล่วงเกินเจ้ากระมัง?”
“ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าอาสักคำสิ?”
จูเหล่าโถวสะอึก ค่อนข้างอึดอัดใจ “เจ้าอายุน้อยกว่าข้า อาศัยอะไรให้ข้าเรียกเจ้าว่าอา?”
“ก็อาศัยว่าศักดิ์อาวุโสของข้าสูงกว่าเจ้าอย่างไรเล่า สิทธิ์โดยกำเนิดน่ะ จะทำไม? เจ้ายังจะไม่ยอมรับบรรพบุรุษหรือไร?”