ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 245 มีคนอิจฉาตาร้อน
บทที่ 245 มีคนอิจฉาตาร้อน
จูเหล่าโถวย่อมไม่กล้าพูดว่า ‘ไม่ยอมรับ’ อยู่แล้ว จึงอึก ๆ อัก ๆ แต่กลับคิดหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้
“แค่เจ้าอ้าปาก ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าจะพูดอันใด” จูจยากล่าว
จูเหล่าโถวไม่พอใจ “เจ้ามาทำอันใดกันแน่? มีอะไรก็พูดมา ไม่มีธุระก็กลับไปเถอะ มาเดินเตร่ในทุ่งนาคนอื่น คนไม่รู้ยังคิดว่าเจ้าเป็นโจรเสียอีก”
“ก็มาเป็นโจรจริง ๆ นั่นแหละ” จูจยามองเขาพลางกล่าว “แต่ไม่ได้มาขโมยต้นข้าวในนาเจ้า ข้าแค่อยากรู้ว่าเจ้าปลูกข้าวอย่างไร อยากจะทำตามบ้าง ทำไม เจ้าไม่ให้ทำตามอย่างนั้นเรอะ?”
จูเหล่าโถวนิ่งงัน “…”
เจ้าอย่ามาถามข้าสิ ช่วงนั้นข้ายุ่งอยู่กับเรื่องอื่น ไม่ได้มาดูทางนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าภรรยาข้าทำอย่างไร
จูจยาถามว่า “ปลูกอย่างไรรึ?”
“เอ่อ ก็ปลูกเหมือนที่เคยทำมานั่นแหละ ยังจะปลูกอย่างไรได้อีก ควรปลูกอย่างไรก็ปลูกอย่างนั้น” จูเหล่าโถวร้อนตัว
เขาเป็นคนดูแลแปลงเพาะชำและแปลงผักของครอบครัว แต่นาข้าวสาลีฤดูหนาวผืนนี้ เขาไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย แต่อีกฝ่ายกลับมาถามเรื่องนี้เสียได้ จะให้เขาตอบอย่างไร?
เฮ้อ…ถ้ารู้แต่แรกตอนนั้นเขาก็คงจะมาดูสักหน่อยแล้ว แบบนั้นก็คงจะพอพูดได้บ้างไม่มากก็น้อย
“อันใด พูดไม่ได้? ปิดปากสนิทเชียว? ทุกคนล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีบรรพบุรุษร่วมกัน เจ้ากินอิ่มแล้วก็ไม่รู้จักเผื่อแผ่คนอื่นบ้าง? ข้าไม่ได้มายืมเสบียงของพวกเจ้าเสียหน่อย ข้าแค่อยากเรียนวิธีการจากเจ้าแล้วไปปลูกเอง แบบนี้ก็ไม่ได้?”
“เปล่า อา ข้าเพิ่งทำครั้งแรกจริง ๆ ตัวเองยังไม่ได้ทำความเข้าใจให้ดีเลย ถ้าข้าบอกเจ้าไปก็กลัวว่าเจ้าจะปลูกออกมาไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็เหนื่อยเปล่าน่ะสิ เท่ากับว่าผิดต่อเจ้าไม่ใช่หรือ?” จูเหล่าโถวไม่ยอมรับหรอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนรับผิดชอบนาผืนนี้ กัดฟันกล่าวไปว่า “อา ข้าเรียกเจ้าว่าอาแล้วยังไม่ได้อีกหรือ? เจ้าก็ให้ข้าขบคิดก่อน รอจนเข้าใจถ่องแท้แล้วจะต้องบอกเจ้าแน่นอน”
“ตอนนี้ยอมเรียกอาแล้ว? อย่ามาไม้นี้เลยน่า พวกเราอายุปูนนี้แล้ว ยังจะได้ทำนาอีกสักกี่ปีก็ไม่รู้ หากรอเจ้าคิดจนกระจ่าง ไม่แน่ว่าข้าอาจยกจอบไม่ขึ้นแล้วก็ได้” จูจยาไม่เชื่อข้ออ้างของอีกฝ่ายสักนิด ยืนหยัดถามว่าจูเหล่าโถวปลูกอย่างไรกันแน่
เขาไม่ได้มีเจตนาอื่น จะปลูกสำเร็จหรือไม่ล้วนเป็นความสามารถของตนเอง ถ้าเขาปลูกไม่สำเร็จก็ไม่มีทางมาคิดบัญชีกับจูเหล่าโถว
เขาเห็นแล้ว เวลาปลูกข้าวสาลีแบบนี้คือช่วงหลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ถ้าเขาทำตอนนั้นก็ไม่ได้ทำให้เสียเวลาทำเรื่องอื่นเสียหน่อย
“ใครว่าไม่เสียเวลา?” จูเหล่าโถวพูดขึ้นทันควัน “อันนั้นไม่เสียเวลาก็จริง แต่ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวค่อนข้างช้า เจ้าดูสภาพของมันตอนนี้สิ เกรงว่ากว่าจะได้เก็บเกี่ยวก็คงเดือนห้าเดือนหกเข้าไปแล้ว ถ้าสายหน่อย เดือนเจ็ดก็ยังเป็นไปได้เลย”
“เดือนเจ็ด? ก็สายจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าจะปลูกข้าวก็ไม่ทันการแล้ว” เมื่อจูจยาได้ยินว่าเป็นเวลานั้นก็นึกถอดใจไปเล็กน้อย
“ใช่น่ะสิ ตอนนี้ข้าเองก็กำลังคลำทางอยู่ ยังไม่เจอวิธีเพาะปลูกที่เหมาะสม จะกล้าพูดซี้ซั้วไปทั่วได้อย่างไร? นั่นไม่เท่ากับตบหน้าตัวเองหรอกหรือ?” จูเหล่าโถวเห็นอีกฝ่ายคล้ายจะถอดใจไปบ้างแล้วก็ลอบโล่งอกในใจ
เขานึกแล้วเชียว ขอเพียงภรรยาของเขาเริ่มทำอันใดขึ้นมา จะต้องไม่ขาดแคลนเรื่องพรรค์นี้แน่นอน
ดูเอาเถอะ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเองนะ
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร? จะปล่อยที่นาไปทั้งอย่างนี้รึ? ตั้งครึ่งค่อนปีเชียวนะ ผลเก็บเกี่ยวข้าวสาลีไม่ดีเท่าข้าวธรรมดา เจ้าโง่หรือเปล่า?” จูจยามองเขาอย่างแคลงใจ “ตอนนี้เจ้าเป็นคนที่มีหลานแล้ว มีคนที่เจ้าต้องเลี้ยงดูเยอะกว่าตอนที่เจ้าเลี้ยงลูกชายในปีนั้นเสียอีก แต่กลับมาทำอะไรแบบนี้ ไม่กลัวว่าต้องหิวตายกันยกครัวหรือ? ไม่สู้เอาเวลาช่วงนี้มาบุกเบิกที่ดินรกร้างเตรียมไว้สำหรับทำนาดีกว่า”
“ไม่หรอก อาจปลูกอย่างอื่น แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะปลูกอย่างไรดี” จูเหล่าโถวรีบกล่าว บอกจูจยาว่าไม่ต้องร้อนใจ ถ้าเขามีวิธีการแล้วจะต้องบอกคนในหมู่บ้านแน่นอน
ถึงตอนนั้น ผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่ออกหน้าแล้วยังมีอะไรจัดการไม่ได้อีกหรือ?
ไม่ง่ายเลยกว่าจะไล่จูจยาไปได้ จูเหล่าโถวรู้สึกหนักอึ้งในใจ
อนาคตอันสดใสกำลังรอพวกเขาอยู่ แต่กลับมีคนเริ่มจับตามองครอบครัวของเขาแล้ว ตอนนี้ยังดีที่ไม่มีใครอิจฉาตาร้อน แต่ถ้าวันไหนมีคนริษยาขึ้นมาจริง ๆ จะไม่แย่เลยหรือ?
เมื่อมองไปยังต้นข้าวสาลีในนา จูเหล่าโถวก็ห่วงพะวงขึ้นมา คงไม่มีใครแอบมาทำลายต้นข้าวสาลีตอนที่เขาไม่อยู่หรอกนะ?
“เจ้ากลัวว่าจะมีคนมาทำมิดีมิร้ายที่นาของพวกเรา?” เย่อวี๋หรานได้ยินเขาเปรยขึ้นก็ไม่แปลกใจแม้แต่น้อย
ในโลกนี้มีเรื่องราวทำนองว่า ถ้ามีคนกินปูแล้วถูกพิษ คนอื่นก็จะมองว่าเป็นเรื่องตลก แต่ถ้ามีคนลองกินแล้วได้เงินก้อนโต คนที่อิจฉาตาร้อนจะต้องมีแน่นอน
คนเหล่านั้นจะทำอันใดลับหลังหรือไม่ ก็ไม่มีใครบอกได้ชัดเจนแล้ว
“อืม ข้ากำลังคิดว่าควรสร้างกระท่อมไว้ข้างทุ่งนาสักหลัง พอใกล้จะเก็บเกี่ยวก็ไปเฝ้าอยู่ทางนั้นดีไหม” จูเหล่าโถวซดน้ำแกงพลางกล่าวออกมา
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ได้ ถึงตอนนั้นก็ให้พวกเจ้าใหญ่ผลัดกันไป ตอนกลางคืนให้พวกเขานอนที่นั่น ตอนกลางวันให้เจ้าเป็นคนดูแล ประคองให้ผ่านช่วงหลายเดือนนั้นไปได้ พอเก็บเกี่ยวก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว”
“เจ้าว่าเรื่องนี้ต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสหรือไม่? ตอนนี้อาจูจยาเริ่มมาถามแล้ว ข้ากลัวว่าถ้าถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลี คนที่มาถามคงเยอะกว่านี้”
“เจ้าคิดเหมือนกันกับข้า ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เรื่องนี้ดีที่สุดคือไปบอกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส แต่ว่าก่อนหน้านี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าไปพูดก็คงไม่ง่าย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน ต้นข้าวสาลีฤดูหนาวโตพอสมควรแล้ว ขอแค่ไม่ใช่เปลือกเปล่าจะต้องไม่มีปัญหาแน่นอน” เย่อวี๋หรานวางถ้วยลงแล้วกล่าวว่า “เจ้าไปพูด หรือให้ข้าไป?”
“เรื่องนี้…” จูเหล่าโถวลังเล
ตามหลักแล้ว เรื่องนี้สมควรให้หัวหน้าครอบครัวไปเจรจา แต่เรื่องราวหลายอย่าง เขาไม่คุ้นเคยเท่าภรรยา เขากลัวว่าอีกฝ่ายถามอะไรขึ้นมาแล้วเขาจะตอบไม่ได้
“ข้าคิดว่าให้ข้าไปคุยจะดีกว่า ข้าเป็นผู้หญิง ถ้าคุยไม่สำเร็จหรือเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยออกหน้าก็ได้ เป็นการเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ให้ครอบครัวของพวกเรา ไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าขายหน้า แต่ถ้าเจ้าไปเอง ถ้าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้ไม่สำเร็จหรือพังไม่เป็นท่าก็ไร้หนทางกอบกู้แล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าก็ต้องถูกคนประณามอีกต่างหาก”
อายุคราวนี้แล้ว ใครยังจะอยากถูกประณาม? จูเหล่าโถวพลันไม่อยากไปและกล่าวว่า “ก็ได้ เจ้าไปเถอะ มีเรื่องอะไร เจ้าค่อยกลับมาพูดกับข้า ข้าจะออกหน้าให้เจ้าเอง”
“ตกลง” เย่อวี๋หรานแววตาวาววับ
นางต้องไม่อยากให้จูเหล่าโถวจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ถ้านางไม่ออกหน้า เรื่องนี้ก็กลายเป็นความชอบของจูเหล่าโถวทั้งหมด ถ้าเขาออกหน้าเอง แล้วนางยังจะเหลืออะไร?
เป้าหมายของเย่อวี๋หรานก็คือสามารถบงการสกุลจูได้ในอนาคต หรือกระทั่งมีสิทธิ์ออกเสียงต่อหน้าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ถ้านางไม่สร้างความชอบเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วผู้อื่นจะยอมฟังนางได้อย่างไร?
เรื่องนี้เป็นเพียงก้าวแรก
วันถัดมา เย่อวี๋หรานก็หาเวลาว่างไปเยือนเรือนเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส
ไม่มีใครทราบว่านางคุยอย่างไร แต่ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มของนางยามกลับมาก็คิดว่าเรื่องนี้จะต้องไม่แย่แน่นอน
หลี่ซื่อยิ้มพลางกล่าวว่า “ยินดีด้วยเจ้าค่ะ”
“เช่นกัน ๆ ต่อไปครอบครัวเราก็นับว่ายืนอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูได้อย่างมั่นคงแล้ว ต่อให้มีใครมาหาเรื่องก็มีคนคอยปกป้องพวกเราอยู่” เพราะไม่ว่าจะมีพันธมิตรที่ดีเพียงใดก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าผูกพันกันด้วยผลประโยชน์
เหยื่อที่เย่อวี๋หรานโยนออกไปเป็น ‘ผลประโยชน์’ ที่ใคร ๆ ก็สามารถคว้าไว้ได้ ยังจะมีใครไม่ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอีกหรือ?