ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 246 นาน้ำ
บทที่ 246 นาน้ำ
จูเหล่าโถวได้ยินว่านางจัดการเรื่องราวเรียบร้อยแล้วก็รู้สึกโล่งอก
ความรู้สึกที่ว่าถูกคนอิจฉาตาร้อนนั้นยากจะทานทนจริง ๆ กลัวก็แต่ว่าวันไหนจะถูกทำร้ายโดยไม่รู้ตัว
“ยังจะสร้างกระท่อมอยู่หรือไม่?”
“สร้าง ทำไมจะไม่สร้างล่ะ? ตอนนี้ก็แค่ประกาศให้รู้กันเท่านั้น คนอื่นยังไม่ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้เสียหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าว “ในโลกนี้มักมีคนที่ไม่เห็นกระต่ายก็ไม่ปล่อยเหยี่ยว ควรรอบคอบไว้ก่อนย่อมไม่ผิดพลาด”
นาน้ำเตรียมการไปได้พอสมควรแล้ว เย่อวี๋หรานก็เริ่มเตรียมแปลงเพาะชำ
ยุคสมัยนี้ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการ ‘เพาะชำ’ ปีที่แล้วนางทำแปลงเพาะชำก็ทำให้จูเหล่าโถวประหลาดใจมากแล้ว คิดไม่ถึงว่าปีนี้มาถึงรอบของนาน้ำ นางก็ยังจะทำแบบเดียวกัน
“ข้าวนาน้ำโตในน้ำ แปลงเพาะชำที่เรือนเราแห้งสนิทแบบนั้น ข้าวนาน้ำไม่รอดแน่นอน” เมื่อจูเหล่าโถวได้ยินก็กลัวว่านางจะไม่เข้าใจจึงอธิบายให้ฟัง
“ข้ารู้ ข้าจึงตั้งใจว่าจะสร้างแปลงเพาะชำในนาน้ำ”
“ในนาน้ำ?” จูเหล่าโถวนึกถึงผืนนาที่ตอนนี้นางกำลังจัดการอยู่
ก่อดินล้อมไว้รอบด้านก็ช่างเถอะ แค่ไถนาก็ไถไปอย่างน้อยสามรอบแล้ว
รอบแรกทำไปค่อนข้างหยาบ พลิกหน้าดินได้ประมาณหนึ่ง รอบสองค่อยไถให้ละเอียดกว่าเดิมได้ ทั้งยังเริ่มใส่น้ำเข้าไปข้างใน แต่ปล่อยน้ำเข้าไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะระดับน้ำจะลดลง วันรุ่งขึ้นพอตื่นมาดูน้ำก็ไม่เหลือแล้ว
ภรรยาของเขาไม่ยอมถอดใจ จึงทำอีกเป็นรอบที่สาม หลังจากไถเสร็จแล้วยังใช้แผ่นไม้ทำให้ดินในผืนนาเรียบเสมอกันอีกต่างหาก
จนถึงตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในนาน้ำจึงไม่ได้ชัดเจนเพียงนั้นอีก ทั้งยังดูคล้ายสระน้ำขึ้นมาบ้างแล้ว
ยามนั้นจูเหล่าโถวนั่งยอง ๆ อยู่บนคันนา ยื่นมือลงไปกอบโคลนละเอียดจากในนาน้ำขึ้นมาดู แล้วถามขึ้นด้วยสีหน้าพิศวง “ทำไมน้ำไม่ลดลงแล้วเล่า?”
“เพราะข้าทำให้ดินโคลนละเอียดมากพอน่ะสิ มันจึงลงไปไม่ได้ง่าย ๆ” เย่อวี๋หรานไม่รู้จะอธิบายอย่างไร นางรู้เพียงว่าชาวนาในชาติที่แล้วก็ทำกันเช่นนี้
งานเกษตรหลายอย่างนางอาจไม่เคยลงมือทำมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ นางนับว่าได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อยจึงพอมีความรู้อยู่บ้าง
คิดไม่ถึงว่าความรู้จากชาติที่แล้วจะถูกนำมาใช้งานก็ตอนนี้เอง
“จะทำแปลงเพาะชำในนาน้ำได้อย่างไร?” จูเหล่าโถวถามต่อไป
“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” เย่อวี๋หรานยังอธิบายไม่ได้ดุจเดิม แต่บอกให้เขามาดูเองเมื่อถึงเวลาแล้วจึงจะเข้าใจ
คนอื่นไม่แน่ว่าจะดูเข้าใจ แต่จูเหล่าโถวทำเรื่องต่าง ๆ กับนางมาไม่น้อย อาศัยเพียงประสบการณ์และสัญชาตญาณหลายปีของเขา นางก็เชื่อว่าเขาจะต้องดูออกแน่นอน
ก่อนไปจัดการเรื่องแปลงเพาะชำ เย่อวี๋หรานก็ใช้ถุงกระสอบเพาะเมล็ดพันธุ์เอาไว้
“ใช้เมล็ดน้อยแค่นี้เองหรือ?” จูเหล่าโถวเห็นปริมาณที่นางใช้ เทียบกับที่ตนเองเคยใช้แล้วน้อยกว่าไม่รู้กี่เท่าก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “อืม พอแล้ว”
จูเหล่าโถวมองเมล็ดพันธุ์ในถุงกระสอบของตนเอง รู้สึกลังเลขึ้นมา ข้าใช้เยอะไปจริง ๆ หรือ?
นึกถึงผักทั้งหลายในแปลงผัก ผักเหล่านั้นก็เริ่มต้นจากแปลงเพาะชำเช่นกัน แต่ก็ได้ผลผลิต
เท่า ๆ กัน ภรรยาของเขาใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงอย่างน้อยหนึ่งส่วน
คิดไปคิดมา จูเหล่าโถวยังคงตัดสินใจปลูกด้วยวิธีการของตัวเอง แม้ว่าวิธีของเขาจะไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ก็จริง แต่ก็สามารถรับประกันว่าจะได้ผลผลิตเท่ากับปีที่แล้ว
ภรรยารับหน้าที่ทำเรื่อง ‘สุ่มเสี่ยง’ ส่วนเขาก็รับผิดชอบทำอันที่มั่นคงดีกว่า
ในอดีตนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์ลงนาตั้งแต่ยังไม่เพาะชำด้วยซ้ำ แต่คราวนี้จูเหล่าโถวเอาอย่างภรรยาด้วยการหาถุงกระสอบมาเพาะเมล็ดพันธุ์ก่อน
แม้เขาจะไม่รู้ว่าแนวทางตอนหลังของภรรยาเชื่อถือได้หรือไม่ แต่จากประสบการณ์ตอนทำแปลงผัก เพาะเมล็ดพืชก่อนค่อยเอาลงดินดูเหมือนว่าจะเติบโตได้ดีกว่า แต่ก็อาจเป็นการคิดไปเองก็ได้ การเพาะเมล็ดก่อนย้ายลงดินเพียงช่วยลดเวลาที่ต้นอ่อนงอกออกจากเมล็ดจนกระทั่งโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาก็เท่านั้น
รอจนเมล็ดพันธุ์ในถุงกระสอบเริ่มมีต้นอ่อนสีขาว ๆ งอกออกมาแล้ว เย่อวี๋หรานก็บอกให้พวกจูต้าเริ่มเตรียมแปลงเพาะชำทันที ของสิ่งนี้ทำไม่ยากแต่อย่างใด แค่ต้องสร้างพื้นผิวราบเสมอกันรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขึ้นมากลางนาน้ำที่เตรียมเอาไว้แล้ว จากนั้นก็หว่านเมล็ดพันธุ์ที่เพาะเสร็จแล้วลงไป
จูเหล่าโถวครุ่นคิด ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ภรรยาของเขาตั้งใจจะใช้วิธีการเดียวกับที่ปลูกผักมาปลูกข้าวนาน้ำหรือนี่?
แต่ข้าวนาน้ำกับผักเป็นคนละเรื่องกัน ภรรยาของเขามั่นใจว่าจะทำสำเร็จหรือ?
เทียบกับเย่อวี๋หรานที่ต้องเตรียมสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ล่วงหน้ามากมาย ทางด้านจูเหล่าโถวกลับสบายกว่ามาก
จัดการทุ่งนาเสร็จแล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป จากนั้นค่อยมาหาบน้ำทุกวันก็พอ
เย่อวี๋หรานครุ่นคิด อะไรกัน แรงงานในครอบครัวล้วนถูกใช้เพื่อหาบน้ำงั้นหรือ?
ไม่แปลกเลยที่ตั้งแต่ช่วงเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว พวกผู้ชายสกุลจูล้วนยุ่งกันไม่หวาดไม่ไหว ทั้ง ๆ ที่รู้จักข้าวนาน้ำ ทำไมไม่รู้จักล้อมดินก่อคันนาทำนาน้ำขึ้นมาเล่า?
แท้จริงแล้วตอนเริ่มแรกใช่ว่าจะไม่เคยมีคนคิดเช่นเดียวกับเย่อวี๋หรานมาก่อน ก่อดินล้อมที่นาเพื่อกักน้ำ แต่ปัญหาก็คือ เหตุที่เรียกดินแห้งว่าดินแห้ง ก็เพราะว่ามันไม่สามารถอุ้มน้ำได้ดีนั่นเอง
ดังนั้นแล้ว อาศัยเพียงการก่อดินล้อม แต่ไม่ไถนา แล้วจะกักเก็บน้ำเอาไว้ได้อย่างไร?
ต่อมาทุกคนก็ค้นพบว่าการมีคันนากับไม่มีนั้นหาได้แตกต่างกันแต่อย่างใด บางคนแอบอู้ก็ทำส่ง ๆ ไปอย่างนั้น แล้วหันไปหาบน้ำทุกวันแทน
เย่อวี๋หราน “…”
นางคล้ายจะรู้สาเหตุที่คนสมัยนี้อดอยากกันแล้ว
ทำนาน้ำไม่เป็น แต่กลับเอาดินแห้งมาทำนาน้ำ พวกเขาสามารถปลูกข้าวออกมาได้ก็นับว่าร้ายกาจมากแล้ว
ในไม่ช้าจูเหล่าโถวก็ค้นพบความแตกต่างระหว่างเขากับภรรยา ฝั่งพวกเขายุ่งกันสายตัวแทบขาด ทั้งวันต้องหาบน้ำ แต่ทางด้านภรรยา หลังจากทำนาน้ำเสร็จแล้วก็มาดูทุ่งนาวันละรอบก็พอ หลังจากนั้นก็ไม่มีอันใดให้ทำแล้ว ซึ่งความจริงเป็นเพราะนางไม่วางใจ ต้องมาดูสักหน่อยก็เท่านั้น
ครึ่งเดือนผ่านไป ต้นกล้าในนากล้าของเย่อวี๋หรานก็เติบโตขึ้นเต็มทุ่ง
ทั้ง ๆ ที่เริ่มปลูกในช่วงเดียวกัน แต่ต้นกล้าในนากล้าของนางกลับสูงกว่านาฝั่งของจูเหล่าโถวไม่รู้เท่าไหร่ ไม่ว่าใครที่ผ่านมาทางนี้ล้วนดูออก
“จูเหล่าโถว เจ้าทำอันใด? ไฉนนาอีกฝั่งว่างเปล่าแบบนั้นเล่า?” จูจยาคอยสังเกตทางนี้เป็นระยะ เขาประชิดเข้ามาถาม “หรือเว้นที่ว่างไว้เยอะเช่นนี้แล้วต้นข้าวจะเติบโตได้ดีกว่า?”
“ไม่ใช่ ตอนนี้ข้าอธิบายให้เจ้าฟังได้ไม่ชัดเจน เดี๋ยวถึงเวลาทางนี้ก็ปลูกข้าวเต็มพื้นที่เองนั่นแหละ” จูเหล่าโถวได้เรียนรู้ศัพท์คำหนึ่งมาจากเย่อวี๋หราน นั่นก็คือ ‘การย้ายต้นกล้า’
ภรรยาของเขาเรียกนากล้าว่า ‘แปลงเพาะชำ’ เว้นพื้นที่ด้านข้างให้ว่างไว้ เห็นได้ชัดว่าเตรียมการไว้สำหรับการย้ายต้นกล้า
แล้วก็เหมือนที่คาดไว้ไม่ผิด เมื่อได้ยินเขาพูดว่ากล้าข้าวในนากล้างอกสูงพอสมควรแล้ว เย่อวี๋หรานก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว ฉวยเชือกปอที่เตรียมไว้แต่แรกออกมา ผูกท่อนไม้ไว้ที่ปลายเชือกฝั่งละท่อน จากนั้นก็พาสมาชิกครอบครัวทั้งชายหญิงลงนา
จูต้ากับจูเอ้อร์รับหน้าที่ถอนกล้าข้าวจากในแปลงเพาะชำ จากนั้นใช้หญ้าฟางมัดไว้เป็นกำ ๆ โยนใส่ตะกร้าสาน
จูซื่อ หลิ่วซื่อ และหลิวซื่อรับหน้าที่ยกตะกร้าออกไป แล้วเอาต้นกล้าเหล่านั้นออกมา โยนลงไปในพื้นที่ว่างในนาน้ำเสียทั่ว
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยก็ถูกเรียกตัวมาเช่นกัน แม้จะไม่ได้ให้พวกนางทำอันใดมากมาย แต่สิ่งที่พึงเรียนรู้ก็ยังคงต้องเรียนรู้เอาไว้ เจตนาของเย่อวี๋หรานคือให้พวกนางได้สัมผัสด้วยตนเอง ไม่ลองทำด้วยตนเองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าการทำนานั้นลำบากเพียงใด?
“เห็นหรือยัง เว้นช่วงห่างกันประมาณเท่านี้ เอาท่อนไม้ปักไว้บนคันนา” เย่อวี๋หรานเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว หลังบอกพวกเขาว่าต้องเว้นช่วงเท่าไหร่ก็ปักท่อนไม้ลงไป จากนั้นก็เดินไปอีกฝั่งหนึ่งของทุ่งนา ปักท่อนไม้ลงไปเหมือนก่อนหน้านี้
บรรดาบุรุษสตรีสกุลจูพลันพบว่า เมื่อทำเช่นนี้ก็สามารถขึงเชือกไว้ในนาน้ำจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งได้แล้ว
[1] ไม่เห็นกระต่ายก็ไม่ปล่อยเหยี่ยว 不见兔子不撒鹰 หมายถึง ถ้าไม่เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนก็จะไม่ลงมือทำ